ช่วงเวลา 5-6 เดือนให้หลังมานี้ ผมได้ค้นพบความสนใจใหม่ผ่านบทสนทนาว่าด้วยนักคิดอินเดียร่วมสมัย (ราว พ.ศ. 2300-2500) ความโดดเด่นของนักคิดรุ่นนี้ตั้งอยู่บนความพยายามประสานความคิดแบบอินเดียโบราณเข้ากับกระบวนทางอภิปรัชญา-ญาณวิทยาแบบตะวันตก ที่ฉุดดึงสายธารทางความคิดนับพันๆ ปีของอินเดียไปสู่การตีความใหม่ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่า แม้ภายใต้บริบททางสังคมที่อินเดียตกเป็นของพวกฝรั่งตาน้ำข้าว แต่ความคิดทางจิตวิญญาณของชาวตะวันออกนั้นกว้างใหญ่ไม่ย่อหย่อนไปกว่าวิทยาการของคนขาว
ในอีกมุมหนึ่ง การปะทะสังสรรค์ทางความคิดนี้ยังสามารถชี้บอกร้องทักถึง ‘หัวใจ’ ของสังคมภารตะที่เปิดกว้างพร้อมรับความคิดใหม่ แต่ก็สงวนพื้นที่ให้กับความคิดดั้งเดิมพื้นฐาน เหมือนเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อนที่มีเจ้าชายจากราชวงศ์เล็กๆ ได้ประกาศความคิดของตนต่อหน้าชนชาตินี้ แม้จะถูกปฏิเสธและท้าทาย แต่ในท้ายที่สุดก็ลงหลักปักฐานมาอย่างยาวนาน
ด้วยเหตุนี้จึงอยากพาทุกคนมารู้จักสายธารที่ไม่หยุดนิ่งแห่งอินเดีย เพื่อชักชวนให้เราๆ ท่านๆ ย้อนดูว่า สายธารแห่งปัญญาในสังคมของเราเองยังคง ‘กระเพื่อม’ อยู่ หรือ ‘ตายนิ่ง’ ไปเสียแล้ว
เวทานตะ: ที่สุดแห่งพระเวท
เมื่อนำคำว่า ‘เวทะ’ สนธิร่วมกับคำว่า ‘อันตะ’ คำว่า ‘เวทานตะ’ จึงแปลว่า ‘จุดจบแห่งพระเวท/ ที่สุดแห่งพระเวท’ ในที่นี้มีความหมายถึง คัมภีร์อุปนิษัท คัมภีร์ว่าด้วยอภิปรัญชาซึ่งจัดเป็นส่วนสุดท้าย (อายุราว 200 ปีก่อนพุทธกาล) ของคัมภีร์พระเวท
อนึ่งพระเวทนั้นประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่
1. สัมหิตา: ส่วนที่เก่าที่สุด ว่าด้วยมนต์และบทสวดสรรเสริญพระเป็นเจ้า
2. พราหมณะ: ส่วนอรรถาธิบายสัมหิตา ว่าด้วยพิธีกรรม
3. อารัณยกะ: ส่วนขยายของพราหมณะ ว่าด้วยความหมายของพิธีกรรม
และ 4. อุปนิษัท: ส่วนขยายของพราหมณะและอารัณยกะ ว่าด้วยอภิปรัญชา
ปรัญชาสำนักเวทานตะ (บ้างเรียกว่า อุตรมีมามสา) เป็น 1 ใน 6 สำนักทางปรัญชาของอินเดียโบราณ (ทรรศนะทั้ง 6) ที่เรียกรวมว่า ฝ่ายอาสติกะ (Astika) ประกอบด้วย นยายะ ไวเษศิกะ สามขยะ โยคะ มีมามสา และเวทานตะ สำนักคิดเหล่านี้มีอายุร่วมสมัยพุทธกาล แต่มีความต่างสำคัญคือการเสนอวิธีการทางความคิดที่แตกต่างกัน ผ่านการพยายามตีความคัมภีร์พระเวท โดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่าอุปนิษัท ในขณะที่พุทธศาสนาและศาสนาไชนะไม่ยอมรับทำให้ถูกเรียกว่า นาสติกะ (Nastika)
สำหรับสำนักเวทานตะนั้นเน้นหนักในเรื่องการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 สิ่ง คือ พรหมัน (ดวงวิญญาณสากลอันเป็นความจริงสูงสุด) กับอาตมัน/ ชีวาตมัน (ดวงวิญญาณส่วนบุคคล) นำไปสู่การแยกออกเป็นสำนักย่อยๆ ในภายหลัง (ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 13) โดยแบ่งออกได้เป็น 3 สำนัก ได้แก่
- 1. สำนักอทไวตะ
ผู้ก่อตั้ง: อาทิศังกราจารย์
อายุสมัย: พุทธศตวรรษที่ 13
แนวคิด: พรหมันไม่มีคุณลักษณะและอาตมันคือสิ่งเดียวกันไม่อาจแยกขาดกันได้ อาตมันเข้าใจว่าแยกขาดจากกันเพราะอวิชาและความหลงผิด อาตมันต้องตื่นรู้ด้วยปัญญาจึงจะหลุดพ้นได้
- 2. สำนักวิศิษฏาทไวตะ
ผู้ก่อตั้ง: ศรีรามานุชาจารย์
อายุสมัย: พุทธศตวรรษที่ 15
แนวคิด: พรหมันเป็นหนึ่งเดียวและมีคุณลักษณะแห่งพระวิษณุ อาตมันเป็นส่วนหนึ่งของพรหมันแต่มีคุณลักษณะแตกต่างจากพรหมัน เน้นความภักดีเพื่อบรรลุการหลุดพ้น
- 3. สำนักทไวตะ
ผู้ก่อตั้ง: ศรีมาธวาจารย์
อายุสมัย: พุทธศตวรรษที่ 17
แนวคิด: พรหมันมีคุณลักษณะแห่งพระวิษณุและแยกขาดจากพรมันอย่างสิ้นเชิง โดยอาตมันทุกดวงมีเอกลักษณะของตนเองอย่างชัดเจน การหลุดพ้นมาถึงได้ด้วยพระกรุณาของพระเจ้าเท่านั้น
พราหโมสมาช: Indian Renaissance
หากว่ากันตามตรง แนวคิดของสำนักเวทานตะยังดำเนินต่อไปหลังการเกิดขึ้นของสำนักทั้ง 3 ข้างต้น เช่น การเกิดขึ้นของสำนักอจินตยะ-เภทะ-อเภทะ (Achintya-Bheda-Abheda) โดย ท่านไจตันยะ มหาประภู (ปลายพุทธศตวรรษที่ 19) และสำนักศุทธิทไวตะ (Suddhadvaita) สถาปนาโดย ท่านศรีวัลลภา (ปลายพุทธศตวรรษที่ 19) ควบคู่ไปกับการเติบโตของกระบวนการภักติ (Bhakti Movement) ซึ่งได้รับอิทธิพลบางประการจากแนวคิดของ ศรีรามานุชาจารย์ และศรีมาธวาจารย์ ประจวบกับการเติบโตขึ้นของศาสนาอิสลามและการตีความปรัญชาทางสำนักคิดทั้งหกอีกครั้ง
แต่เท่าที่ผมเข้าใจ แนวคิดของสำนักเวทานตะดูเหมือนจะมีอิทธิพลมากที่สุดและได้รับการตีความมากที่สุด อาจเพราะความคิดหลักที่ว่า พรหมัน (พระเป็นเจ้าทรงแผ่ซ่านอยู่ในทุกสิ่งทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต) เช่น ศรีวัลลภากล่าวว่า ทุกสรรพสิ่งคือพระกฤษณะผู้เป็นนิรันดร์ ความคิดเช่นว่านี้มีผลอย่างมากต่อความคิดภักดีซึ่งขับเน้นความรักที่มีต่อพระเป็นเจ้า
กระทั่งราว พ.ศ. 2370 (ปลายพุทธศตวรรษที่ 24) นักคิดอินเดียเริ่มได้รับอิทธิพลทางความคิดจากนักคิดตะวันตก โดยเฉพาะเหล่ามิสชันนารีและอิหม่าม เกิดเป็นกระแสความคิดเรื่องการนับถือพระเจ้าองค์เดียวในกลุ่มผู้นับถือศาสนาฮินดู ท่านราชา ราม โมหัน รอย (Raja Ram Mohan Roy) ผู้ก่อตั้งสำนักพราหโมสมาช (Brahmo Samaj) สำนักทางความคิดซึ่งชี้นำให้ชาวฮินดูเลิกประกอบพิธีกรรมที่ไม่มีเหตุผล เช่น พิธีสตี พิธีคุณไสย รวมถึงระบบวรรณะ

ท่านราชา ราม โมหัน รอย (Raja Ram Mohan Roy)
มรดกทางความคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งของสำนักคิดนี้คือ การชักชวนให้ชาวฮินดูเริ่มหันมาสนใจการนับถือเทพเจ้าองค์เดียว (พรหมัน) ตามอย่างศาสนาคริสต์และอิสลาม ซึ่งข้อนี้เหล่านักวิชาการรุ่นหลังเชื่อว่า มีเหตุมาจากการที่ท่านโมหัน รอย มีความสนิทสนมกับเหล่ามิสชันนารี การนับถือพระเจ้าองค์เดียวจึงถูกแปลความในฐานะของสัญลักษณ์แห่ง ‘ความเป็นสมัยใหม่’ แบบตะวันตก เพราะอย่าลืมว่า ในขณะที่สำนักพราหโมตั้งขึ้น อินเดียตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดินิยมอังกฤษแล้ว
การก่อตั้งสำนักพราหโมสมาชนำพาศาสนาฮินดูให้มีความเป็นสากลมากขึ้น คือ ‘เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียว’ และ ‘การปฏิเสธการบูชารูปเคารพ’ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างมากต่อสังคมอินเดียในยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคมืดแห่งอาณานิคม มากเสียจนท่านราม โมหัน รอย ได้รับสมญาว่า Father of Indian Renaissance และได้รับสมัญญา ‘ราชา’ จากพระจักรพรรดิอักบาร์ที่ 2 (Akbar II) แห่งราชสำนักมุฆัล
ขณะที่นักคิดรุ่นถัดมา เช่น ทยานันทะ สรัสวตี (Dayananda Saraswati) ยืนยันความคิดดังกล่าว แต่มีการตีความที่แตกต่างกันในรายละเอียด เช่น ท่านสรัสวตีไม่ปฏิเสธคัมภีร์พระเวท
วิเวกานันทะและศรีอรพินโธ: จุดเปลี่ยนของเวทานตะสู่สายธารที่ได้ไปต่อ
ความเปลี่ยนแปลงทางความคิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้นภายใต้ร่มเงาของนักคิดและนักปฏิรูปสังคมมากหน้าหลายตา ซึ่ง 2 ชื่อที่เราจะพูดถึงในที่นี้คือ สวามีวิเวกานันทะ (Swami Vivekananda) และศรีอรพินโธ (Sri Aurobindo) ท่านทั้งสองได้รับยกย่องให้เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ความคิดของสำนักเวทานตะ โดยสวามีวิเวกานันทะนับเป็นนักบวชอินเดียท่านแรกๆ ที่ทำให้โลกตะวันตกได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของแนวคิดดังกล่าว

สวามีวิเวกานันทะ (Swami Vivekananda)
สวามีวิเวกานันทะ (ชื่อเดิม นาเรนทรานาถ ทัตตะ) เป็นลูกศิษย์คนสำคัญของท่านรามากฤษณะ นักบวชผู้ได้รับสมญาว่า ‘พระบ้าแห่งเบงกอล’ ด้วยอิทธิพลทางความคิดของรามากฤษณะที่มุ่งเน้นความเชื่อเรื่องความเป็นหนึ่งของศาสนาต่างๆ ไม่ปฏิเสธวิธีการทางศาสนาใดๆ เชื่อในโลกวัตถุและพรหมัน (ต่างจากเวทานตะแบบเดิมที่ปฏิเสธโลกวัตถุ) รวมถึงเน้นการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์อย่างเท่าเทียมในฐานะบูชาสถานของพระเจ้า (ที่สถิตของพรมัน) วิเวกานันทะจึงก่อตั้งสำนักของตนขึ้นภายใต้ชื่อ Ramakrishna Mission เพื่อเผยแผ่ความคิดดังกล่าว และมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ทุกคนให้ได้มาตรฐานสากล แม้ว่าในช่วงแรก มนุษย์ ‘ทุกคน’ ที่ว่านี้จะเจาะจงไปที่ ‘ประชากรอินเดีย’ เป็นหลัก
ภารกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ คือการได้สละตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ผู้ซึ่งแท้จริงแล้วมิใช่สิ่งใดนอกจากพรหมัน สวามีเห็นว่า ชาวอินเดียในขณะนั้นมีความเจริญมากแล้วทางจิตวิญญาณ แต่ท้องที่หิวโซทำให้พวกเขามีชีวิตไม่เป็นไปอย่างที่ควร กระทั่งใน พ.ศ. 2436 ท่านเดินทางไปร่วม Parliament of the World’s Religions ณ เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้สวามีได้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการของโลกตะวันตก ซึ่งท่านเชื่อว่าจะเป็นผลดีอย่างมากต่ออินเดีย ท่านจึงนำความรู้และชักชวนผู้รู้ชาวตะวันกลับมายังอินเดีย เพื่อช่วยท่านพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในขณะนั้นให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการตระหนักรู้ตัวตนอันแท้จริง ภาวะแห่งพระเป็นเจ้าอันแท้จริงที่สถิตอยู่ภายในทุกคน เพราะแม้วัตถุจะสำคัญเพียงใด แต่หากจิตวิญญาณนั้นปราศจากการตื่นรู้แล้ว มนุษย์ผู้นั้นย่อมเหี่ยวเฉา ฉะนั้นการตระหนักรู้ภายในจึงสำคัญมาก และการทำงานเพื่อผู้อื่นนับเป็นหนที่ไปสู่การตระหนักรู้นั้น ควบคู่ไปกับการปฏิบัติสมาธิ

อนุเสาวรีย์สวามีวิเวกานันทะ ในเมืองมุมไบ (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)
สวามีวิเวกานันทะเสียชีวิตในวัยเพียง 39 ปี ใน พ.ศ. 2445 แต่มรดกทางความคิดของท่านยังคงเด่นชัดผ่าน Mission ของท่านที่กระจายอยู่ทั่วโลก ทั้งในรูปแบบของวัด สำนักพิมพ์ (พิมพ์หนังสือราคาถูกมาก) โรงเรียน และโรงพยาบาล ด้วยความคิดที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพทั้งชีวิตและจิตวิญญาณ นักวิชาการผู้ศึกษาชีวประวัติและปรัญชาของสวามีวิเวกานันทะและสำนักของท่านจึงมักนิยามแนวทางอย่างนี้ว่า เวทานตะแบบสังคมนิยม (Vedanta-Socialism) หรือ ‘เวทานตะใหม่ (Neo-Vedantaism) (บางกลุ่มถือเอาท่านรามากฤษณะเป็นจุดเริ่มต้น)
ไหลเรื่อยต่อมายัง ศรีอรพินโธ นักคิดชาวเบงกอลผู้ยิ่งใหญ่อีกคน ผู้มีช่วงชีวิตวัยเด็กร่วมสมัยกับวิเวกานันทะ (สวามีเกิดก่อนศรีอรพินโธ 9 ปี) ในหนังสือชื่อ The Life Divine พ.ศ. 2437 อรพินโธเสนอว่า โลกวัตถุนี้มีภาวะแท้คือ พรหมัน เพียงแต่ไม่ถาวร เพราะเป็นภาคแสดง (Divine Play) ฉะนั้นสิ่งต่างๆ จึงไม่ใช่ภาพล่วงตา แต่เป็นวัตถุจริงที่จับต้องและพัฒนาได้ (คล้ายกับแนวคิดของรามากฤษณะ)
ดังนั้นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ตามแนวคิดของอรพินโธ คือ ‘วิวัฒนาการ’ ให้กลายเป็นโลกใหม่ที่มีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ (Supermind) ซึ่งเหนือกว่าสายพันธุ์มนุษย์เดิม เช่นเดียวกับที่สายพันธุ์มนุษย์ในปัจจุบันได้วิวัฒนาการจากพันธุ์สัตว์ ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์สุดท้ายของการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ (โยคะแบบบูรณาการ: Synthesis Yoga)

ศรีอรพินโธ (Sri Aurobindo)
อนึ่งศรีอรพินโธเชื่อว่า แม้มนุษย์จะมีความสามารถในการวิวัฒน์ แต่หากปราศจากอิทธิพลภายนอกคือ พระเจ้า (สัจจิทนันทะ/ Sachchidananda) แล้ว การวิวัฒน์นั้นจะไม่สมบูรณ์ ซึ่งต่างจาก ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ที่เชื่อว่า สิ่งนั้นปัจจัยทางธรรมชาติ ฉะนั้นมนุษย์ต้องพัฒนาคุณภาพจิตวิญญาณและชีวิต อรพินโธเรียกสิ่งนี้ว่า วิวัฒน์ขึ้น (Ascent Evolution) เพื่อให้พระเป็นเจ้าจำนนต่อพลังและสสาร แล้ววิฒน์ลงมาบรรจบกัน (Descent Evolution) เพื่อที่จะให้ข้อมูลและส่องสว่างแก่พวกมัน คือเมล็ดพันธุ์แห่งการไถ่บาปของโลกแห่งความไม่สำนึกและความไม่รู้
สุดท้ายผลงานของศรีอรพินโธกลายเป็นหมู่บ้านแห่งการพัฒนาอย่าง Auroville และอาศรมหลายแห่งในอินเดีย เพื่อกระจายความรู้เกี่ยวกับโยคะแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม

อนุเสาวรีย์ศรีอรพินโธ ภายในศรีอรพินโธอาศรม เมืองเดลี (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)
ความคิดของมนุษย์ทั้งสองนี้ แม้จะมีความเหมือนกันคือ เชื่อว่าทุกสรรพสิ่งประสานกันอยู่บนความจริงแท้หนึ่งเดียวคือพรหมัน แต่ทั้งสองมองวิธีการไปถึงสิ่งนั้นต่างกัน คนหนึ่งเน้นการช่วยเหลือดวงวิญญาณทุกดวง เพราะแท้จริงแล้วไม่มีเราไม่มีเขา ในขณะที่อีกคนเชื่อในศักยภาพภายในของมนุษย์ทั้งหลายในการพัฒนาตนเองให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความภาวะที่เหนือกว่า
แต่ทั้งหมดทั้งมวลในความคิดของผม ผมเห็นว่านักคิดทั้งสองเป็นตัวแทนสำคัญของสายธารทางความคิดที่พัฒนาต่อๆ กันมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ผมขอให้ทุกท่านหยุดความคิดที่ว่า สิ่งนี้เป็นเนื้อเดียวกัน เพราะทั้งสวามีวิเวกานันทะและศรีอรพินโธต่างก็ถูกวิจารณ์อย่างหนัก นักคิดสำนักเวทานตะแบบอนุรักษนิยมมักจะมองว่า 2 คนนี้เป็นผู้ทำให้ศาสนาเสื่อม โดยเฉพาะการพยายามตีความของวิเวกานันทะที่สลายเส้นแบ่งทางสังคมผ่านการปฏิบัติต่อทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม เพราะมันได้ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าพราหมณ์ลง แต่สวามีก็ไม่ใช่คนแรกที่ท้าทายระบบโครงสร้างแข็งทื่อนี้
คำถามคือ เมื่ออ่านๆ ดูแล้วเราเห็นในสังคมเราบ้าง ความพยายามทางความคิดที่ขาดสายไปนานแล้ว เพราะความกลัวของผู้มีอำนาจ ข้อถกเถียงที่จำกัดควบแคบอยู่แค่ไม่กี่ประเด็นและไม่ยึดโยงกับสังคม ทำไมคนอินเดียจึงทำได้กัน นี่ต่างหากที่น่าคิดต่อ สุดท้ายแล้วพัฒนาการทางวัตถุเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่วิวัฒนาการทางจิตใจเล่าตายไปแล้วหรือยัง ลองคิดกันเล่นๆ นะ
ที่มา
Aurobindo, Sri (2005), The Life Divine, Pondicherry: Lotus press.
Nikhilananda, Swami (1953), Vivekananda: A Biography, New York: Ramakrishna-Vivekananda Center.
Virajananda, Swami (1918), The Life of the Swami Vivekananda, vol. 4, Prabuddha Bharata Office, Advaita Ashrama.
Tags: Indianiceation, Neo-Vedantaism, Vedanta-Socialism, Swami Vivekananda, Sri Aurobindo, ศรีอรพินโธ, สวามีวิเวกานันทะ, ปรัชญา, อภิปรัชญา, ฮินดู, ญาณวิทยา, ศาสนวิทยา




