ช่วงชีวิตหลังเรียนจบ คือช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยพลังงาน ความหวัง ความมุ่งมั่น หรือแม้กระทั่งความท้อแท้ หลายคนเริ่มอยากจะพิสูจน์ตัวเอง อยากมีงานที่มั่นคง เงินเดือนที่ดี และเติบโตให้เร็วเท่าที่จะทำได้ 

แน่นอนว่าการมีไฟในการทำงานไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งนี้เป็นเหมือนแรงผลักสำคัญที่ทำให้เด็กจบใหม่หลายๆ คนในวัยเริ่มต้นทำงานกล้าที่จะทำ กล้าแข่งขันกับตัวเอง พร้อมรับโอกาสใหม่ๆ พร้อมทำงานหนัก จนสามารถไปได้ไกลมากกว่าที่ตัวเองตั้งเป้าหมายเอาไว้

แต่บางครั้ง ไฟดวงนี้อาจสว่างมากเกินไป สว่างจนไม่สามารถมองเห็นตัวเอง จนเกิดเป็นคำถามขึ้นมาในใจลึกๆ ว่า “จริงๆ แล้วเราชอบอะไรกันแน่”

เพราะเด็กจบใหม่จำนวนไม่น้อยกระโดดเข้าสู่โลกของการทำงานทันทีหลังเรียนจบ โดยที่ไม่ทันได้สำรวจตัวตนอย่างแท้จริง เริ่มจากการเลือกเรียนในคณะ สาขาที่เลือกตั้งแต่อายุ 17-18 ปี และเดินต่อบนเส้นทางนี้แบบอัตโนมัติ เมื่อเริ่มทำงานก็ทุ่มเทหมดหน้าตัก เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามที่สังคมส่วนใหญ่วางเอาไว้

และเมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปี ความทุ่มเทที่เคยมีให้กับงานเริ่มกลายเป็นความเหนื่อยสะสม พร้อมคำถามที่ดังขึ้นในใจเรื่อยๆ ว่า “นี่คือสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ หรือเปล่า”

ความสำเร็จที่ไม่ใช่ของเรา

หนึ่งในความท้าทายของคนวัยเริ่มต้นทำงานคือ การต้องแยกระหว่าง ‘ความสำเร็จที่อยากได้’ กับ ‘ความสำเร็จที่ต้องได้’ 

หลายคนเริ่มตั้งเป้าหมายของชีวิตตัวเองตามมาตรฐานสังคมโดยไม่รู้ตัว และมองว่าการประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นๆ คือเป้าหมายสูงสุดในชีวิต

เงินเดือนต้องได้เท่านี้

ตำแหน่งต้องได้ภายในกี่ปี

ต้องทำงานบริษัทใหญ่

เป้าหมายใหญ่เหล่านี้เป็นแรงผลักดันที่ดีในการทำงาน แต่ก็อาจกลายเป็นกระจกสะท้อนกลับมาด้วยเช่นเดียวกันว่า เราไม่เคยถามตัวเองเลยว่า ‘มันคือเป้าหมายที่เราต้องการจริงๆ หรือไม่’ หรือเราทำเพียงแค่เพราะไม่อยากตกขบวนก็เท่านั้น

และเมื่อวันหนึ่งไปถึงจุดที่คำตอบคือ ‘ไม่’ ความรู้สึกว่างเปล่าก็ก่อตัวขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

รุ่นใหม่ไฟแรง แต่หลงทางในตัวตน

ความขยันและความทะเยอทะยานในการทำงาน กลายเป็นเกราะกำบังที่ทำให้เราไม่สามารถเผชิญกับคำถามในใจที่แท้จริงได้ว่า จริงๆ แล้วตัวตนของเราเป็นแบบไหน และต้องการอะไร 

ยิ่งงานยุ่ง ยิ่งไม่ได้คิด 

ยิ่งเราเหนื่อยมากเท่าไร ยิ่งไม่มีเวลาและพื้นที่ให้ทบทวนความปรารถนา

สิ่งนี้ทำให้ชีวิตการทำงาน มาแทนที่ ‘ตัวตน’ แท้จริงที่ถูกซ่อนเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด จนกลายเป็น ‘วิกฤตอัตลักษณ์ในการทำงาน’ (Work Identity Crisis) ที่มาจากวิกฤตตัวตน (Identity Crisis) ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่วัยรุ่นเริ่มสงสัยในบทบาทของตัวเองในสังคม โดย Work Identity Crisis หมายถึง การที่คนคนหนึ่งเอาชีวิตของตัวเองมาผูกติดกับการทำงานมากเกินไป และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในเส้นทางอาชีพนั้น เช่น การลาออก เปลี่ยนงาน เลิกจ้าง หรือภาวะหมดไฟ การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้คนคนนั้นรู้สึกว่ากำลังสูญเสียตัวเองไปด้วย 

หลายคนที่เคยหรือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในการทำงานจะรู้สึกว่างเปล่า สับสน และรู้สึกไร้คุณค่า ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปเป็นเพียงบทบาทเท่านั้น ไม่ใช่คุณค่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้นปัญหาจึงไม่ใช่เพราะการรักงานมากเกินไป แต่เป็นเพราะเรากำลังเอา ‘งาน’ เข้ามาเป็นเสาหลักในชีวิตของตัวเองมากเกินไปมากกว่า 

ให้ไฟได้ทำงาน พร้อมมีพื้นที่ให้ตัวตน

“งานแรกไม่จำเป็นต้องเป็นงานตลอดชีวิต ความสำเร็จในวัย 25 ปี ไม่ได้มานิยามชีวิตตอนอายุ 40 ปี”

เพราะไฟในการทำงานไม่ใช่ปัญหา และความทะเยอทะยานที่มีก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่การมีไฟในการเป็นแสงนำทางนั้นต้องไม่ใช่ไฟที่เผาผลาญตัวตนของตัวเองไปจนหมด สำหรับเด็กจบใหม่ที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การรีบวิ่งให้เร็วที่สุด แต่เป็นการหาจังหวะให้ได้สำรวจตัวเองด้วยว่า 

สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ตอบโจทย์ตัวเองมากแค่ไหน 

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขและมีชีวิต

บางครั้งการรู้ว่าตัวเอง ‘ชอบอะไร’ ก็มีค่ามากพอๆ กับการที่รู้ว่า ‘ไม่ชอบอะไร’ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เราเริ่มรู้จักตัวเองได้ดีมากขึ้น

ดังนั้นงานสามารถเป็นทั้งพื้นที่เติบโต เป็นเวทีพิสูจน์ความสามารถ และเป็นแหล่งรวมความหมายในชีวิตของคนคนหนึ่งได้อย่างสมดุลกัน 

เพราะสุดท้ายแล้ว มนุษย์ไม่ได้เกิดมาแค่เพื่อเป็นคนทำงานที่ดี แต่เกิดมาเพื่อเป็นมนุษย์ที่เข้าใจตัวเองมากที่สุด

อ้างอิง

https://peacefulmind.com.au/2023/05/29/the-work-identity-crisis/ 

https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/วิกฤตตัวตน-identity-crisis

https://www.researchgate.net/publication/258188931_Work_Identity_in_Crisis_Rethinking_the_Problem_of_Attachment_and_Loss_at_Work 

Tags: , , , , , , ,