วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เช้าวันนี้เมื่อ 35 ปีที่แล้ว พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ นำคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หลังเกิดความขัดแย้งกันอย่างหนัก ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ 
พลเอกชาติชายถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจาก ‘ประชาธิปไตยเต็มใบ’ เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยก่อนหน้านั้น ประเทศไทยอยู่ภายใต้คณะรัฐบาลของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อย่างยาวนานกว่า 8 ปี จนกระทั่งในที่สุด พลเอกเปรมก็ยินยอมสละอำนาจ ด้วยประโยคว่า “ผมพอแล้ว” เปิดโอกาสให้พลเอกชาติชายได้ตั้งรัฐบาลที่มาจากพลเรือน และมาจากการเลือกตั้งเต็มตัวเป็นครั้งแรก
พลเอกชาติชายในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทย ตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคในช่วงปี 2531 ผลงานอันโดดเด่นคือ การยุติความขัดแย้งและการสู้รบในกัมพูชา ‘เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า’ รวมถึงมีทีมที่ปรึกษาหัวกะทิอย่าง ‘ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก’ ในการสร้างนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายการต่างประเทศ และนโยบายการเมือง มีบุคคลแถวหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ‘คนหนุ่ม’ ในเวลานั้นเข้าร่วม เช่น พันศักดิ์ วิญญรัตน์, สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, หม่อมราชวงศ์ สุขุมพันธุ์ บริพัตร, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ลูกชายของพลเอกชาติชาย ผลงานของทีมบ้านพิษณุโลก นอกจากการยุติสงครามในอินโดจีนแล้ว ยังสามารถคลอดกฎหมายอย่าง ‘ประกันสังคม’ ออกมาได้ ในช่วงเวลาไม่นานนัก 

แต่สุดท้าย ทีมบ้านพิษณุโลกก็กลายเป็นชนวนความขัดแย้งสำคัญกับกองทัพบก เพราะกองทัพรู้สึกว่าต้องเผชิญหน้ากับ ‘นักวิชาการหัวก้าวหน้า’ เหล่านี้ ก่อนจะเข้าถึงตัวนายกฯ
ขณะเดียวกันยังเกิดเหตุความขัดแย้งระหว่างนักเรียนนายร้อย จปร.รุ่น 5 กับนักเรียนนายร้อย จปร.รุ่น 7 หรือกลุ่มยังเติร์ก โดยในเวลานั้น ผู้นำคุมกำลังของกองทัพบกมาจาก จปร.รุ่น 5 ยกแผง ขณะที่รัฐบาลพลเอกชาติชายดูจะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ จปร.รุ่น 7 โดยมีความพยายามจะนำเอา พันเอก มนูญกฤต รูปขจร แกนนำคนสำคัญของ จปร.รุ่น 7 กลับเข้ารับราชการ
ประกอบกับพลเอกชาติชายยังไม่สามารถคุมคณะรัฐมนตรี คุมการทุจริตคอร์รัปชันได้เพียงพอ ‘บุฟเฟต์คาบิเนต’ จึงกลายเป็นฉายาเรียกขานคณะรัฐมนตรีของพลเอกชาติชาย และเวลาเดียวกัน ความขัดแย้งกับกองทัพที่นำโดย พลเอก สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรัฐบาลปล่อยให้ ‘รถโมบาย’ ของช่อง 9 อสมท. ซึ่ง ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในขณะนั้น เป็นคนคุมไปจอดใกล้กับหน่วยทหาร ซึ่งทหารรู้สึกว่าเป็นการ ‘ดักฟัง’ 
สิ้นปี 2533 ไม่กี่เดือนก่อนรัฐประหาร พลเอกสุนทรถึงกับให้สัมภาษณ์ว่า “การปรับ ครม.ไม่น่าจะแก้ปัญหาอะไรได้ การแก้ปัญหาที่ดีต้องแก้ปัญหาของประชาชนจะดีกว่า เพราะในขณะนี้ ปัญหาของประชาชนถึงขั้นวิกฤตแล้วทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม”
เสียงลือเรื่องการปลดผู้นำเหล่าทัพ ไม่ว่าจะเป็นพลเอกสุจินดาหรือพลเอกสุนทร จึงกระหึ่มอยู่ในรัฐบาลพลเอกชาติชาย เพราะทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกยุให้ ‘สู้’ เช่นเดียวกับพรรคร่วมรัฐบาล ที่รู้สึกว่าไม่ควรจำเป็นต้องฟังเสียงของทหารอีกต่อไป
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เวลา 11.00 น. ท่ามกลางข่าวลือว่า รัฐบาลเตรียมปลดผู้นำเหล่าทัพ กองทัพก็จัดการ ‘รัฐประหาร’ รัฐบาลพลเอกชาติชายกลางอากาศ ระหว่างที่ขึ้นเครื่องบินจากสนามบิน บน.6 เพื่อนำ พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก รองนายกรัฐมนตรี ไปเข้าเฝ้าฯ ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่
การรัฐประหารภายใต้ชื่อ ‘คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ’ ระบุถึง 5 ข้อหาฉกรรจ์ ได้แก่
-
รัฐบาลฉ้อราษฎร์บังหลวง
-
แทรกแซงข้าราชการ
-
เผด็จการทางรัฐสภา
-
ทำลายสถาบันทหาร
-
บิดเบือนคดีที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ (คดีลอบปลงพระชนม์)

นับเป็นการรัฐประหารบนเครื่องบินเป็นครั้งแรก โดยขณะที่เครื่องบินยังไม่ออกจากสนามบิน ก็มีคำสั่งให้เครื่องยุติการ ‘เทกออฟ’ พร้อมกับจับตัวนายกฯ และผู้ร่วมทริปทุกคนไปไว้ที่บ้านพักภายในกองทัพอากาศ ดอนเมือง นานหลายวัน และนำรถถังกลับมาจอดรอบกรุงเทพฯ อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน พร้อมกับประชาชนจำนวนหนึ่งนำดอกไม้มอบให้ทหาร เพราะคิดว่าทหารจะยุติการคอร์รัปชันของนักการเมืองได้
พลเอกชาติชายถูกควบคุมตัวราว 2 สัปดาห์ จนกระทั่งคณะรัฐประหารไปเชิญ อานันท์ ปันยารชุน นักธุรกิจดัง ดีกรีอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เข้ามาเป็นนายกฯ ตามพิธีรีตองคือ พลเอกสุนทรนำคณะ รสช. รวมถึงนายกฯ อานันท์เข้าไปขอขมา และปล่อยตัวพลเอกชาติชายออกจากบ้านพักรับรองกองทัพอากาศ พร้อมกับ ‘ดีล’ ให้ พลเอกชาติชายและพลเอกอาทิตย์เดินทางไปอยู่ต่างประเทศชั่วคราว
หลังยึดอำนาจ ภาพของรัฐบาล รสช.ดีกว่าที่คิด ด้วยความสามารถของ ‘นายกฯ คนกลาง’ อย่างอานันท์ ตัดสินใจที่จะทิ้งความขัดแย้งไว้ข้างหลัง อานันท์ประกาศไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับ รสช.และการร่างรัฐธรรมนูญ
กระนั้นเองหลังผ่านเวลาไปหลายเดือน ข้อหาฉกรรจ์ที่ใช้ในการรัฐประหารก็ค่อยๆ เลือนหายไป หลังการรัฐประหารมีการตั้งข้อกล่าวหานักการเมืองหลายคนในรัฐบาลพลเอกชาติชาย แต่สุดท้ายก็ดำเนินคดีใครไม่ได้สักคน เพราะคณะ รสช.ต้องตั้งพรรคการเมืองและต้องอาศัยนักการเมืองเหล่านี้ในการลงแรงทำพรรค
สิ้นปี 2534 เรื่องราวดูจะยุ่งวุ่นวายกว่าที่คิด เพราะรัฐธรรมนูญจากผลผลิต รสช.ที่ประธานกรรมาธิการยกร่างชื่อ มีชัย ฤชุพันธุ์ เริ่มจะแผลงฤทธิ์ ทั้งการให้อำนาจ รสช. การเปิดโอกาสให้มีนายกฯ คนนอก และการกำหนดให้ สว.มีส่วนร่วมในการเลือกนายกฯ กลายเป็นเชื้อของการสืบทอดอำนาจ 
ภายใน 1 ปี ทุก ‘ข้ออ้าง’ ของการรัฐประหารไม่ได้ถูกคลี่คลาย คณะ รสช.ตัดสินใจสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญที่ ‘ออกแบบ’ มาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ และตัดสินใจใช้การเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง แต่ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งที่มาจากทั้งการตั้งกติกาเอง ตั้งพรรคทหารที่คุมได้ กลับกลายเป็นผลสะท้อนกลับ อันนำไปสู่เหตุประท้วงครั้งใหญ่ และจบลงด้วยความรุนแรงในเหตุการณ์ ‘พฤษภาเลือด’ ในปี 2535 เมื่อทหารตัดสินใจใช้กำลังสลายการชุมนุมบนถนนราชดำเนิน และนับจากนั้นเป็นต้นมา ทหารต้องว่างเว้นจากการเมืองไทยไปนานกว่า 1 ทศวรรษ
การรัฐประหาร 2534 จึงกลายเป็นรัฐประหารที่ ‘เสียของ’ โดยสิ้นเชิง
พลเอกสุจินดาถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 91 ปี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 เป็นหนึ่งในนายกฯ ที่อายุยืนยาวที่สุด
ภาพ: Reuters, AFP
Tags: สุจินดา คราประยูร, รัฐประหาร, สุจินดา, รสช, รสช. รัฐประหาร




