หากย้อนไปเมื่อ 14 ปีก่อน นั่นคือช่วงเวลาที่ละครโทรทัศน์ไทยกำลังรุ่งเรืองอย่างมาก เรื่องราวบนจอแก้วเต็มไปด้วยความหลากหลาย และได้รับความนิยมในวงกว้าง จนเวลาเปลี่ยนผ่านมาถึงปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 สื่อให้ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ ภาพยนตร์ หรือรายการทางแพลตฟอร์มออนไลน์ บทละครพัฒนาขึ้นตามยุคสมัย มีผู้ผลิตสื่อหน้าใหม่มากขึ้น มีนักแสดงที่เข้ามาโลดแล่นอยู่ในวงการมากขึ้นเรื่อยๆ 

แม้กาลเวลาจะผ่านไป แต่ เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์ คือหนึ่งในนักแสดงที่เติบโตมาพร้อมการเปลี่ยนผ่านของวงการบันเทิง เรียกได้ว่าเป็นนักแสดงที่ผ่านมาแล้วทั้งวงการบันเทิงโลกเก่า จวบจนวงการบันเทิงยุคใหม่

บทความนี้ The Momentum อยากชวนทุกคนมาอัปเดตชีวิตของเจษ ในวันที่เส้นทางบันเทิงเดินมาไกลกว่าจุดเริ่มต้น และสำรวจว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างในมุมมองของคนทำงาน เขามองอนาคตตัวเองไว้อย่างไร และนอกเหนือจากบทบาทหน้ากล้อง ยังมีตัวตนแบบไหนที่เราอาจไม่เคยทำความรู้จักมาก่อน 

ชีวิต 10 ปี กับการเปลี่ยนผ่านจากวงการบันเทิงโลกเก่าสู่ชีวิตบันเทิงโลกใหม่ 

10 ปีที่ผ่านมาเห็นวงการบันเทิง เห็นตัวเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

“มันเปลี่ยนไปในทางเดียวกัน ทั้งตัวผมและวงการบันเทิง” 

เจษเล่าว่า เมื่อก่อนมีช่องโทรทัศน์เพียงแค่ 3-4 ช่อง แพลตฟอร์มออนไลน์ การเล่นโซเชียลมีเดียไม่ได้มีความสำคัญต่อชีวิตนักแสดงเท่าปัจจุบัน และเมื่อก่อนวงการบันเทิงไม่ได้กว้างมากนัก จึงรู้จักคนในวงการและผลงานได้หมด

“แต่ว่าทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว คนไม่ค่อยดูโทรทัศน์ โซเชียลฯ แทบจะมีผลมากขึ้นกับการอยู่ในวงการบันเทิง ทุกวันนี้ทุกคนถูกเรียกว่าดารา นักแสดง บางคนเราไม่เคยเห็นเขาด้วยซ้ำ แต่มันไม่ได้แปลว่าเขาไม่ดังเพราะเราไม่รู้จักเขานะ แต่ว่ามันกว้างขึ้นเยอะมากกว่าตอนที่ผมอยู่ตอนแรกๆ ก็เลยต้องปรับตัวให้ชิน”

เมื่อยุคสมัยปลี่ยนไป โซเชียลฯ เริ่มเข้ามาเป็นสิ่งใหม่ในวงการบันเทิง ทำให้เจษต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปด้วย เจษยังเล่าว่า ทีมงานรอบตัวมีส่วนช่วยให้เจษสามารถปรับตัวกับบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

“เขาก็รู้แหละว่าผมไม่ได้อยากจะเปลี่ยนตัวตนอะไรมาก หรือว่าจะบังคับให้ผมมานั่งเล่นโซเชียลฯ ทุกวัน นั่งถ่ายคลิปทุกวัน เราก็คงทำไม่ได้ มันไม่ใช่ตัวเรา”

แสดงว่าชอบโลกแบบเก่ามากกว่า?

เจษมองว่า การเปลี่ยนผ่านของวงการบันเทิงในโลกใหม่ ถือเป็นข้อดีมากกว่าข้อเสีย เพราะโซเชียลฯ ทำให้คนเข้าถึงนักแสดงได้ง่ายขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกใหม่นี้ก็มีข้อเสียที่เข้ามาสั่นคลอนความมั่นคงในวงการบันเทิงอยู่ไม่ใช่น้อย

“ผมว่ามันถึงจุดที่วงการนี้จะอยู่ได้แค่ตัวจริง วันหนึ่งคนจะปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณภาพสำคัญที่สุด อะไรที่ฉาบฉวย ผ่านมาเดี๋ยวก็ไป ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนผมอยู่มันอาจไม่ได้เป็นแบบนี้ ตัวเลือกมันมีน้อย บางทีเราอาจยังไม่ได้เก่งพอ แต่เราถูกเลือก เพราะเขาไม่ได้มีตัวเลือกมาก แต่พอวันนี้ถ้าวันไหนที่คุณไม่เก่ง อาจถูกเตะออกไปเลยก็ได้”

ทำอย่างไรให้ยังเป็นตัวเลือกอยู่เสมอ

เจษเล่าว่า ตนเองต้องจริงจังกับทุกงานที่ได้รับ และตั้งใจมากขึ้นในทุกครั้ง 

“ตอนเด็กๆ เรารู้สึกว่าปริมาณสำคัญ ถ้าอยู่ในหน้าจอเยอะๆ คนจะเห็นเราเยอะ แต่ว่าพอเราโตขึ้นปริมาณไม่ได้สำคัญเท่าคุณภาพ หรือความแตกต่างจากเรื่องที่แล้วมาเรื่องนี้ เราไม่ได้ต้องการมีโปรเจกต์ 4-5 เรื่อง ภายใน 1 ปี เรามี 2-3 เรื่องได้ แต่ให้มันแตกต่างกันมากๆ และให้คนเห็นคุณภาพเราเยอะที่สุด”

แล้วถ้าเลือกได้ อยากเล่นละครในบทบาทไหน

“ผมอาจไม่ได้จำกัดบทบาทมาก แต่ถ้าเลือกได้อยากเล่นละคร ซีรีส์ที่บ้านเราไม่เคยทำ หรือเรื่องราวที่หลีกเลี่ยงมาตลอด เช่น การเมืองที่แตะเมื่อไรก็โดนตัดออก และเรื่องศาสนา”

เจษให้ความเห็นว่า ประเด็นต่างๆ ในสังคมควรแตะต้องและหยิบยกมาเล่าได้ทั้งหมดโดยไม่ถูกตัดออก เพราะสิ่งที่นำมาเล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นการแสดงที่สมมติขึ้นมา และเจษก็อยากอยู่ในโปรเจกต์ที่สามารถตีแผ่มุมมองอีกมุมหนึ่งในด้านที่วงการยังไม่กล้าทำ

ภาพยนตร์เรื่อง ‘ราคี’ อีกก้าวหนึ่งของเจษฎ์พิพัฒ

เป็นที่ทราบกันว่า เจษได้ร่วมเล่น ราคี (THE STAIN) ในบทอัสนัย โปรเจกต์หนังเรื่องใหม่ที่กำกับโดย พิง ลำพระเพลิง และกำลังจะฉายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า 

ทำการบ้านอย่างไรกับเรื่องนี้ ตีความตัวละครอย่างไร

เจษเล่าว่า ในการทำการบ้านกับบทเรื่องราคี เช่นเดียวกับบทละครและภาพยนตร์ในเรื่องอื่นๆ ที่ได้รับ โดยจะเขียนเรื่องราวของตัวละครในวัยเด็ก ทำความเข้าใจตัวละครตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน และให้ตัวละครเป็นเหมือนคนคนหนึ่งที่อยากทำความรู้จัก เพื่อเข้าใจเหตุผลในการกระทำของตัวละครนั้นๆ

ชอบอะไรในตัวละครอัสนัยที่สุด

“ผมชอบความยึดมั่นของเขา การมั่นคงกับสิ่งที่ตัวเองเป็น สิ่งที่ตัวเองรู้สึกมาตลอด ไม่รู้ว่าเรื่องราวมันดีขึ้นหรือแย่ลงจากการมั่นคงในความรู้สึกนั้นของเขา”

คิดว่าหลังจากที่หนังที่ฉายออกไป อยากให้แฟนๆ ได้เห็นอะไรจากหนังเรื่องนี้

“อยากให้เขาเห็นการแสดงที่มันแตกต่างจากเรื่องที่แล้ว จริงๆ ฟีดแบ็กจากคนดูผมไม่ได้ต้องการคำว่า เล่นดีจังเลย มันอาจเป็นคำที่เราต้องการในสมัย 4-6 ปีที่แล้ว แต่เราข้ามผ่านจุดนั้นมาแล้ว เราอยากให้คนรู้สึกว่า ไม่เคยเห็นเราเล่นแบบนี้เลย น่าจะเป็นคำชมที่เรารู้สึกดีในช่วงอายุการแสดงประมาณนี้”

เจษฎ์พิพัฒในชีวิตหลังกล้อง 

หากลองมองในอีกมุมที่ไม่ใช่นักแสดง ในฐานะผู้ชม เจษชื่นชอบภาพยนตร์ 2 แบบที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ในด้านหนึ่งเจษชื่นชอบหนังสืบสวนสอบสวน และในอีกหมวดหนึ่งคือหนังรักโรแมนติก ดราม่า

หนังสืบสวนสอบสวนที่ชอบที่สุด

“ซีรีส์ที่ชอบที่สุดในชีวิตคือ Peaky Blinders (2013) กับ Sherlock Holmes (2010-2017) ที่แสดงโดย เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (Benedict Cumberbatch)”

เจษให้เหตุผลว่า Sherlock Holmes เป็นบทเรียนการแสดงที่ดี โดยเบเนดิกต์สามารถสลัดตัวเองและเข้าถึงบทบาทของตัวละครได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เจษอยากทำได้ในชีวิตนักแสดงของตนเอง

ทั้งนี้หากใครได้ติดตาม Instagram ของนักแสดงท่านนี้ คงจะเห็นภาพสนามกอล์ฟอยู่ประปรายในโพสต์รูปภาพ หรืออาจเห็นเจษโพสต์คลิปวิดีโอเล่นดนตรีอยู่บ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้คืออีกมุมหนึ่งของเจษที่น่าสนใจนอกเหนือจากชีวิตนักแสดง

จุดเริ่มต้นที่ทำให้มาตีกอล์ฟ

เจษเล่าว่า ตั้งแต่เด็ก พ่อให้ลูกทุกคนในครอบครัวเริ่มตีกอล์ฟ แต่แล้วก็เลิกไปเพราะเห็นว่ากีฬากอล์ฟน่าเบื่อ พอโตขึ้นพี่ชายของเจษย้ายไปอาศัยอยู่นิวยอร์กเริ่มกลับมาตีกอล์ฟ และเมื่อเดินทางไปหาพี่ชาย เขาจึงได้กลับมาตีกอล์ฟอีกครั้ง

“ผมไปหาพี่ชาย เขาก็พาผมไปตีกอล์ฟหลังจากที่ไม่ได้จับไม้อีกเลยตั้งแต่ตอนเด็ก แล้วผมเป็นคนประเภทที่พอเราทำอะไรที่รู้สึกว่าทำได้ไม่ดี เราจะรู้สึกแค้นกับมัน ต้องทำได้ดิวะ แล้วพอไปตีมันตีไม่ได้ เราก็กลับมาเริ่มเรียนตั้งแต่ตอนนั้น เริ่มตีกอล์ฟ ออกรอบจนติดไปเลย” เจษเล่าว่า ตนอยู่กับเส้นทางการตีกอล์ฟจนกลายเป็นความผูกพัน พอทำได้ดี ก็รู้สึกดีไปด้วย

คิดว่าเสน่ห์ของการตีกอล์ฟคืออะไร

เจษเล่าว่า กีฬากอล์ฟทำให้รู้จักตัวเอง ตลอด 4-5 ชั่วโมงที่อยู่บนสนามกอล์ฟ เป็นเวลาที่ไม่ได้จับโทรศัพท์ ไม่มีเรื่องงานเข้ามารบกวน และเป็นเวลาที่ได้อยู่กับปัจจุบัน

“กอล์ฟสอนให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน ไม่มองย้อนกลับไปข้างหลัง เพราะเราสามารถผิดพลาดได้เสมอ เหมือนเป็นการหล่อหลอมให้เราให้อภัยตัวเอง รู้เท่าทันตัวเองว่าเราผิดพลาดอะไรแล้วก็รีบแก้ไข”

“เขาบอกว่ากอล์ฟไม่ใช่กีฬาของคนที่เก่งที่สุด แต่คือกีฬาของคนที่ผิดพลาดน้อยที่สุด ผมก็รู้สึกว่ามันดีกับชีวิตเรานะ มันทำให้เราเป็นคนที่โฟกัส รู้เท่าทันตัวเองมากขึ้น และในขณะที่เราเป็นดาราในสังคมที่วุ่นวาย ออกไปไหนก็มีแต่คนรู้จักเรา มีแต่คนคาดหวัง นี่อาจเป็นที่เดียวที่เราไปได้โดยไม่ต้องแคร์สายตาคนอื่น และได้อยู่กับตัวเอง”

สนามไหนที่รู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ

“ผมชอบสนามอเมริกาแทบทุกสนามเลย ที่อเมริกามันไม่เหมือนที่ไทย มันมีเคิร์ฟที่ต่างจากบ้านเราเยอะมาก แล้วด้วยภูมิประเทศทำให้สนามกอล์ฟเขาเหมือนไปเที่ยวตลอดเวลา” 

เจษเล่าย้อนไปถึงตอนไปตีกอล์ฟที่อเมริกา ทริปทั้งหมดไปประมาณ 21 วัน เจษใช้เวลาตีกอล์ฟไปทั้งหมด 15 สนาม และยังเล่าว่า ใน 1 สัปดาห์ ตนจะหาเวลาว่างจากงาน และใส่ตารางการตีกอล์ฟเข้าไปด้วยเสมอ

นอกจากกีฬากอล์ฟแล้ว เจษยังมีความสามารถในทางดนตรีอีกด้วย โดยตีกลองเป็นเครื่องดนตรีหลัก เจษเล่าว่า ตอนมัธยมตนอยู่โรงเรียนชายล้วน กิจกรรมในสังคมโรงเรียน ณ ตอนนั้นวนอยู่กับการเตะบอล ไม่ก็เล่นดนตรี ซึ่งเจษเลือกตีกลองเพราะไม่เหมือนกับพี่ชายซึ่งเล่นกีตาร์ และรู้สึกว่าหากตีกลองก็คงจะมันส์ดี 

ความรู้สึกตอนที่ได้ตีกลองต่างจากตอนที่อยู่หน้ากล้องมากไหม

“ใช่ มันไม่มีความกดดัน มันสบาย รู้สึกว่าเป็นพื้นที่ของเรา จะทำอะไรกับมันก็ได้”

ให้เลือก 1 เพลงที่ตรงกับอารมณ์ตัวเองในตอนนี้

Time Flies-NONT TANONT ft. Jeff Satur  เนื้อหามันประมาณว่า เราจะไม่ปล่อยให้ทุกวันที่อยู่ผ่านไปเฉยๆ ก็เป็นสิ่งที่เหมือนเตือนตัวเองตลอดเวลาว่า เราไม่อยากจะปล่อยให้วันวันหนึ่งมันเสียเปล่า”

รู้สึกว่าเส้นทางการเป็นนักแสดงของเจษ Time Flies ไหม

“ไม่ขนาดนั้นนะ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำทุกวินาทีให้มีค่าขนาดนั้น ก็มีช่วงที่เราเบื่อ เราเหนื่อยก็มี แต่ผมว่ามันก็เป็นเส้นทางให้เราเรียนรู้ว่า ถ้าเราไม่จริงจังกับมัน เราจะอยู่กับมันได้ไม่ดี ถ้าเราไม่มีความสุข เราจะหาความสนุกของมันไม่เจอ เราจะไม่สามารถทำมันต่อได้นานขนาดนี้”

อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าเรายังอยากเล่นละคร ยังอยากอยู่ในวงการบันเทิง

“มันเป็นสิ่งที่เราภูมิใจกับมัน เป็นสิ่งที่เวลาเราทำได้เหมือนเรา Achieve อะไรบางอย่าง เวลาเราเล่นฉากยากๆ ได้ เดินออกจากเซตแล้วมันผ่าน คนปรบมือ สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกดีมาก จนโหยหาอยู่ตลอด เราว่าการแสดงสอนให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นมาเรื่อยๆ เหมือนเรารู้จักคนเยอะขึ้นจากตัวละครที่เราทำความรู้จัก ได้รู้จักเขาในมุมลึก ในแบบที่เราไม่สามารถรู้จักใครในมุมลึกและเยอะขนาดนี้ ทำให้เราเข้าใจคนมากขึ้น ใส่ใจผู้คนมากขึ้นด้วย”

อีก 10 ปีข้างหน้าอยากเห็นตัวเองอย่างไรในวงการบันเทิง

“ไม่รู้เลย แต่ผมว่าไม่น่าต่าง มีช่วงหนึ่งประมาณ 2-3 ปีก่อนที่ AI แทบจะครองโลก ตอนนั้นมีผู้ใหญ่ในช่องพูดว่า เราต้องดีใจว่าอาชีพที่ AI ทำงานแทนไม่ได้คืออาชีพศิลปะ ผมว่าก็คงเหมือนเดิม คงยังเป็นนักแสดงได้อยู่ ถ้ามันยังมีโอกาสอยู่” เจษกล่าวทิ้งท้าย

สุดท้ายนี้สามารถชมผลงานของเจษที่ AI ทำแทนไม่ได้ ในภาพยนตร์เรื่องราคี มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในอาชีพนักแสดงที่จะได้แสดงความสามารถต่อผู้ชมภาพยนตร์ทุกท่าน

Tags: , , , , , , , ,