โลลิตาเอกซ์เพรส (Lolita Express) คือชื่อเล่นของเครื่องบินส่วนตัวรุ่น Boeing 727-100 ซึ่งเคยอยู่ในครอบครองของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) อาชญากรทางเพศผู้เสียชีวิตในคุกเมื่อปี 2019 ระหว่างรอการพิจารณาคดี ก่อนที่เอปสตีนจะถูกดำเนินคดีเมื่อปี 2007 ข้อมูลเผยว่า เครื่องบินลำนี้มีชั่วโมงบินสะสมถึง 33,555 ชั่วโมง และผ่านรอบการขึ้นลงเครื่องมาแล้ว 22,282 ครั้ง

เวอร์จิเนีย จุฟเฟร (Virginia Giuffre) เหยื่อผู้ล่วงลับคนสำคัญ ที่ทำให้คดีรุดหน้าเร็วขึ้นเคยให้การว่า ถูก อลัน เดอร์โชวิตซ์ (Alan Dershowitz) นักกฎหมายและศาสตราจารย์คนดังของคณะนิติศาสตร์ Harvard University ข่มขืนบนโลลิตาเอกซ์เพรสลำนี้ เนื่องจากเขาเป็นลูกค้าคนหนึ่งของเครือข่ายค้าประเวณีผู้เยาว์ของเอปสตีน

นอกจากนี้ภายในทาวน์เฮาส์ 7 ชั้นของเอปสตีน วรรณกรรมเรื่อง โลลิตา (1955) ปกเขียวฉบับพิมพ์ครั้งแรกยังปรากฏตัวในฐานะสินค้าจัดแสดงดาวเด่น เพื่อต้อนรับแขกชนชั้นนำมากหน้าหลายตา ในบรรดาแขกเหล่านั้นมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคน เจ้าชายจากหลายราชวงศ์ และผู้มีอิทธิพลยักษ์ใหญ่ในหลายวงการ

แต่ที่น่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่านั้นคือ สิ่งที่เอปสตีนและพวกทำกับเหยื่อค้าประเวณี โดยใช้ตัวบทวรรณกรรมเป็นเครื่องมือ

ที่มา: House Committee on Oversight and Government Reform

“She was Lo, plain Lo, in the morning, standing four feet ten in one sock. She was Lola in slacks. She was Dolly at school. She was Dolores on the dotted line. But in my arms she was always Lolita.”

ที่มา: House Committee on Oversight and Government Reform

“Lolita, light of my life, fire of my loins. My sin, my soul. Lo-lee-ta: the tip of the tongue taking a trip of three steps down the palate to tap, at three, on the teeth. Lo. Lee. Ta.”

เหล่านี้คือวรรคทองจากนวนิยายปี 1955 ปลายปากกาของ วลาดีมีร์ นาโบคอฟ (Vladimir Nabokov) นักประพันธ์ชาวรัสเซียน-อเมริกันผู้เก่งกาจด้านการร้อยเรียงและการเล่นคำ เป็นประโยคที่ถูกอ้างถึงมาแล้วหลายหมื่นหลายแสนครั้ง และครั้งนี้มันคงจะไม่น่าตกใจอะไร หากมันไม่ได้ถูกเขียนลงบนร่างกายของเหยื่อ ก่อนจะถ่ายรูปเก็บสะสมเอาไว้ราวกับคอลเลกชันงานศิลปะ

ไมเคิล วูลฟ์ (Michael Wolff) ผู้สื่อข่าวของ The Hollywood Reporter ที่เคยถูกวางตัวให้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของเอปสตีน กล่าวว่า เอปสตีนเป็นแฟนตัวยงของนาโบคอฟ สังเกตได้จากการที่เจ้าตัววางหนังสือนิยายเรื่องโลลิตาไว้ข้างเตียงเพียงเล่มเดียว และดูไม่สนใจหนังสือเล่มอื่นๆ เลย

นับเป็นเรื่องแปลกที่ผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงจนถูกตราหน้าเป็นภัยคุกคามระดับนานาชาติต่อเด็กและเยาวชนอย่างเอปสตีนนั้น นอกจากจะไม่ปิดบังแล้ว ยังกล่าวอวดอ้างถึงความรักที่ตนมีต่อโลลิตาอย่างไม่หลาบจำ ถึงขนาดที่ว่าก่อนจะถูกจับกุมครั้งที่ 2 เพียง 43 วัน เขายังสั่งซื้อ The Annotated Lolita ฉบับอีบุ๊กผ่านคินเดิล (Kindle) อยู่เลยด้วยซ้ำ

ในฐานะอดีตนักศึกษาเอกวรรณคดี ผู้เขียนและเพื่อนร่วมสาขาส่วนใหญ่รู้จักโลลิตา เพราะนิยายเล่มนี้เลื่องชื่อเหลือเกินในด้านการตีแผ่ความบิดเบี้ยวของจิตใจคน ตัวเอกนิยายของนาโบคอฟมักเป็นเช่นนี้ ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการล้ำเลิศ ทว่าขลาดเขลา วิปลาส และหลงตัวเอง ซึ่ง ฮัมเบิร์ต ฮัมเบิร์ต (Humbert Humbert) ตัวละครดำเนินเรื่องของโลลิตาเองก็ไม่ต่างกัน 

ทว่าดูท่าเอปสตีนและพรรคพวกจะมองโลลิตาต่างจากพวกเราหลายคน ในอีเมลฉบับหนึ่ง อีไลซา นิว (Elisa New) ศาสตราจารย์ฮาร์เวิร์ดอีกรายที่มีชื่อพัวพันกับแฟ้มเอปสตีน แนะนำให้เอปสตีนอ่าน My Ántonia ของ วิลลา แคเทอร์ (Willa Cather) โดยอธิบายว่า เป็นงานเขียนที่ 

“มีแก่นเรื่องคล้ายโลลิตา เพราะเล่าเรื่องราวของชายที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตโดยยึดติดกับความประทับใจต่อเด็กสาวคนหนึ่ง” 

เห็นได้ชัดว่าสำหรับพวกเขา โดโรเลส หรือเด็กผู้หญิงที่ฮัมเบิร์ตเรียกว่าโลลิตา ไม่ใช่เหยื่อลักพาตัวและข่มขืน แต่เป็นมิวส์ (Muse) ของชายที่มีความเป็นศิลปินสุดประหลาดเสียมากกว่า ซึ่งถ้าให้เดา นี่อาจหมายความว่าแท้จริงแล้วเอปสตีนอาจไม่เคยอ่านโลลิตาอย่างจริงจังเลยก็ได้ แต่อาจเคยได้ชมเวอร์ชันดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับ สแตนลีย์ คูบริก (Stanley Kubrick) ซึ่งตีความไปในทางเดียวกัน 

ที่มา: Seven Arts Production

เกรอัม วูด (Graeme Wood) นักข่าวสายการเมืองสิทธิมนุษยชนของ The Atlantic เองก็เคยตั้งข้อสงสัยแบบเดียวกัน โดยวิเคราะห์จากทั้งการเคลื่อนไหวในกล่องอีเมลของเอปสตีน และประวัติการสั่งซื้อหนังสือ หากพิจารณาจากข้อมูลชุดนี้ เอปสตีนเป็นคนอ่านนิยายไม่เยอะเลย เขาชื่นชอบหนังสือสารคดี (Nonfiction) หัวข้อการเงิน อำนาจ และเซ็กซ์อย่าง The Prisoner of Sex และ Zero K 

ส่วนนิยายที่ดูท่าว่าจะถูกอ่านจริงๆ จังๆ มีตั้งแต่ Flashman และ The Man from O.R.G.Y. และ Goldfinger ซึ่งในสายตาของวูด ล้วนเป็นหนังสือที่ “เขียนได้แย่และเชยมากเสียจนผมรู้สึกสงสารเอปสตีนขึ้นมา” และนับว่าเป็น “ขยะบันเทิง” 

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวผู้เขียนคิดเห็นว่า มีโอกาสไม่น้อยทีเดียวที่ความลุ่มหลงและหมกมุ่นในหนังสือเล่มนี้ของเอปสตีนจะเป็นของจริง เพราะโลลิตาเป็นหนึ่งในผลงานเขียนที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุด ทั้งพวกใคร่เด็กเองและผู้ที่มองว่าพฤติกรรมใคร่เด็กเป็นอาชญากรรม 

ฝ่ายใคร่เด็กมองชีวิตของฮัมเบิร์ตเป็นเรื่องรักอีโรติกขมปนหวาน เป็นสื่อลามกชั้นสูง 

ส่วนฝ่ายที่ต่อต้านก็ไม่อยากสนับสนุน เพราะมองว่าโลลิตาเป็นหนังสือของพวกใคร่เด็ก 

ซึ่งก็ไม่ใช่มุมมองที่แปลกใหม่อะไรกันทั้งคู่ เพราะโลลิตามีชื่อเสียงที่ไม่ดีนักมาตั้งแต่ก่อนจะตีพิมพ์ เป็นเหตุให้นาโบคอฟต้องหอบต้นฉบับหนีกองเซนเซอร์ในสหรัฐฯ ไปตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ฝรั่งเศส

ที่มา: House Committee on Oversight and Government Reform

หรือต่อให้ในความเป็นจริง เอปสตีนฉลาดพอที่จะเข้าใจโลลิตาอย่างถ่องแท้ทะลุปรุโปร่ง และรู้ดีว่าฮัมเบิร์ตถูกเขียนมาให้วิปริตแค่ไหน สุดท้ายก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่า เขาและพรรคพวกปลอดปล่อยอารมณ์ทางเพศกับเรื่องราวของอาชญากรรมที่มีเหยื่อเป็นเยาวชนนี้ เท่านั้นไม่พอ ยังส่งต่อเฟติชผิดๆ และนำนรกของเด็กผู้หญิงในนิยาย มาสร้างเป็นนรกเดินดินของเยาวชนมากมายที่มีเลือดเนื้อและตัวตนอยู่จริง

อ้างอิง:

https://www.theatlantic.com/magazine/2026/02/jeffrey-epstein-nabokov-lolita/685320/

https://people.com/epstein-pics-scouting-girls-lolita-11872305

https://www.nytimes.com/2025/08/05/us/jeffrey-epstein-mansion-photos.html 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , ,