วันนี้ (6 กุมภาพันธ์ 2569) ที่เวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย กล่าวบนเวทีปราศรัยช่วงหนึ่งว่า “พรรคภูมิใจไทยจะไม่ทำประชานิยม เพราะถ้าทำประชานิยมเมื่อไร คือการก่อหนี้ให้ลูกหลาน”

เอกนิติกล่าวต่อว่า ในช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 กำลังจะติดหล่ม มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 0.3 ส่งผลให้ประชาชนมีความทุกข์ รายได้หดหายไม่เพียงพอกับรายจ่าย เกิดภาวะคนตกงานจนต้องไป ‘กู้หนี้’ นอกระบบ ตนจึงหารือกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อผลักดันโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ควบคู่ไปกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ อีกหลายด้าน เช่น โครงการเที่ยวดีมีคืน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง, การเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงโครงการ ‘ปิดหนี้ไวไปต่อได้’

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงต่อว่า นโยบายเหล่านี้ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เคยซบเซากลับมาฟื้นตัว โดยกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่า ในไตรมาสที่ 4 เศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นเป็น ‘ร้อยละ 1.8’ โดยที่ตนไม่ได้ก่อหนี้สาธารณะเพิ่มแม้แต่บาทเดียว เพราะเป็นการนำงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติอยู่แล้ว มาจัดระเบียบและบริหารจัดการใหม่ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจได้หลายรอบ เมื่อเห็นว่านโยบายดังกล่าวช่วยสร้างรอยยิ้มให้ประชาชนได้ ก็ทำให้รู้สึกไม่เสียใจที่ตัดสินใจลาออกจากราชการมาทำงานการเมือง

ทั้งนี้เอกนิติประกาศกร้าวบนเวทีปราศรัยว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่ดำเนินนโยบายประชานิยม เพราะมองว่าเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้ประชาชน ดังนั้นจึงมุ่งเน้นการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบวินัยทางการคลัง

“ถ้าทำประชานิยมเมื่อไร มันคือการก่อหนี้ให้ลูกหลาน แล้วมันจะทำให้ลูกหลานเป็นหนี้ ทิ้งภาระไว้ให้พวกเขา เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบวินัยทางการคลัง”

ทั้งนี้เอกนิติกล่าวทิ้งท้ายพร้อมขอเสียงสนับสนุนจากมวลชนว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่พรรคภูมิใจไทยยึดมั่นในจุดยืนนี้

“ขอเสียงอีกทีเพื่อไปบอกทุกพรรคการเมืองว่า อย่าทำเลยประชานิยม” เอกนิติกล่าว