2-3 ปีที่ผ่านมา นอกจากสินทรัพย์เกิดใหม่ที่เริ่มกลายเป็นตัวเลือกการลงทุนกระแสหลักอย่างคริปโตเคอร์เรนซีจะได้รับความนิยมอย่างล้นหลามแล้ว สินทรัพย์โบร่ำโบราณอย่าง ‘ทองคำ’ ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน ในปีที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 74% แถมราคายังพุ่งแรงต่อเนื่องในเดือนมกราคมที่ผ่านมา แตะระดับถึง 8 หมื่นบาทต่อทองคำ 1 บาท หรือในตลาดโลกที่ราคาสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ นอกจากนี้เมื่อมองย้อนกลับไปในรอบ 2 ทศวรรษ ผลตอบแทนของทองคำนั้นสูงกว่าดัชนีหลักทรัพย์ชั้นนำอย่าง S&P500 ด้วยซ้ำไป
ที่ผ่านมาเหล่านักลงทุนกระแสหลักต่างมองเมินทองคำ เนื่องจากโลหะสีเหลืองนี้เป็นสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้ และไม่สามารถประเมินมูลค่าด้วยการคิดลดแบบตราสารหนี้หรือตราสารทุน โดยราคาทองคำจะขยับไปตามความต้องการซื้อและขายของนักลงทุนคนอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา อย่างไรก็ตาม PIMCO บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของโลกอธิบายแนวทางประเมินมูลค่าทองคำ เปรียบเทียบเป็นสินทรัพย์จริงที่ไม่มีทางผิดนัดชำระหนี้ โดยหลักทรัพย์ที่พอจะนำมาเทียบเคียงได้กับตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลและผลตอบแทนปรับตามอัตราเงินเฟ้อ หากพิจารณาข้อมูลในอดีตก็จะพบว่า ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวสอดคล้องกับทิศทางราคาเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยมาตลอด
แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับพังทลายลง เพราะราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งที่อัตราเงินเฟ้อไม่ได้สูงมากมายอะไร ปรากฏการณ์ในปัจจุบันจึงไม่สามารถอธิบายด้วยกรอบคิดข้างต้น แต่ต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลให้ความต้องการซื้อทองคำสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
ความต้องการซื้อล้นหลามจากกระแส ‘เทขายสินทรัพย์สกุลเงินหลัก’
กระแสแห่ซื้อทองคำส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่แปรปรวน ทั้งการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลสั่นสะเทือนระเบียบเศรษฐกิจแบบเดิม ความขัดแย้งระหว่างรัฐที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อยาวนาน ไปจนถึงประเด็นเรื่องกรีนแลนด์ที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายจุดชนวน ความผันผวนเหล่านี้ทำให้นักลงทุนต้องการถอนตัวจากสินทรัพย์เสี่ยง แล้วหันหาสินทรัพย์ที่จับต้องได้คือ ทองคำ
ที่ผ่านมานักลงทุนทั่วโลกเคยมองว่า สินทรัพย์สกุลเงินหลักเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ แต่แท้จริงแล้วยังมีความเสี่ยงสำคัญคือความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk) เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้พวกเขามองเห็นความเสี่ยงดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น คือการที่รัฐบาลกลุ่มประเทศ G7 และสหภาพยุโรปตัดสินใจอายัดสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศของรัสเซียในปี 2023 เมื่อรัสเซียประกาศรุกรานยูเครน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจึงเกิดเป็นกระแสเทขายสินทรัพย์สกุลเงินหลัก (Debasement Trade) นำโดยเหล่านายธนาคารกลางจากประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน อินเดีย และโปแลนด์ ที่เปลี่ยนไปกว้านซื้อทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ส่วนนักลงทุนภาคเอกชนและนักลงทุนรายย่อยก็มีเหตุผลที่ทำให้ความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ ของพวกเขาสั่นคลอน ทั้งปัญหาการเมืองภายในประเทศ สัดส่วนหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ไปจนถึงความพยายามแทรกแซงธนาคารกลางของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนมองว่า สหรัฐฯ เสี่ยงเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงในระดับที่สินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่ได้ปลอดภัย 100% อีกต่อไปแล้วหันมาซื้อทองคำ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมั่นคงกว่า ความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ตกต่ำและทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่ายังส่งผลให้ราคาทองคำที่อิงสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกลงโดยเปรียบเทียบอีกด้วย
ที่สำคัญ นักลงทุนรายย่อยในปัจจุบันยังซื้อขายทองคำง่ายขึ้นกว่าในอดีตอย่างมาก โดยสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (Exchange-traded Funds) ที่มีสภาพคล่องสูง เมื่อพิจารณาร่วมกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผลตอบแทนที่โดดเด่น เม็ดเงินของนักลงทุนจึงหลั่งไหลเข้ามาซื้อกองทุนรวมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยประมาณการว่า มีมูลค่าการลงทุนทั่วโลกกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และครอบครองทองคำมากกว่า 4,000 ตัน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศแถบเอเชียอย่างจีนและอินเดียที่เชื่อมั่นกับการลงทุนในทองคำเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังมีนักลงทุนกระเป๋าหนักอีกกลุ่มที่ตบเท้าเข้าซื้อทองคำ นักลงทุนเหล่านี้อาจเป็นตัวแปรที่หลายคนคาดไม่ถึงนั่นคือบริษัทคริปโตเคอร์เรนซีที่ออกเหรียญเสถียร (Stablecoins) สกุลเงินเข้ารหัสที่มูลค่าผูกโยงอยู่กับสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่ง บริษัทที่ออกเหรียญเหล่านี้จำเป็นต้องมีเงินทุนสำรองไม่ต่างจากธนาคารกลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนว่า มูลค่าเหรียญนั้นจะ ‘เสถียร’ ตามชื่อ ตัวอย่างเช่น Tether บริษัทชั้นนำที่ออกเหรียญเสถียรเทียบเท่าสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ชื่อว่า USDT เปิดเผยเมื่อปีที่ผ่านมาว่า ครอบครองทองคำกว่า 116 ตัน และคาดว่าจะซื้อเพิ่มเติมอีกในอนาคต
ปริมาณการผลิตทรงตัว เมื่อการเปิดเหมืองใหม่ไม่ง่าย
ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดเช่นนี้ สิ่งที่ตามมาคือเม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลสู่ภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม ทองคำแตกต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เพราะมีปริมาณจำกัดและการลงทุนเปิดเหมืองทองคำใหม่ต้องใช้เวลา รวมถึงมีกระบวนการยุ่งยากที่อาจกินเวลายาวนานนับทศวรรษ
สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ปริมาณการผลิตทองคำโลกในปีที่ผ่านมานับว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ จนแตะระดับ 5,002.3 ตัน โดยมาจากการผลิตจากเหมืองราว 7 ใน 10 ส่วนที่เหลือเป็นทองคำจากการรีไซเคิล แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่การเติบโตกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้าที่ราว 1% ต่อปีเท่านั้น ในขณะที่ต้นทุนในการผลิตทองคำจากเหมืองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเก็บค่าสัมปทาน ส่วนการรีไซเคิลก็อาจเผชิญปัญหาเรื่องเศษซากที่ป้อนเข้าสู่โรงงาน ดังนั้นกำลังการผลิตทองคำทั่วโลกคงไม่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น
เมื่อพิจารณาความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและกำลังการผลิตที่ค่อนข้างทรงตัว ราคาของทองคำในปัจจุบันจึงแทบจะขึ้นอยู่กับ ‘กระแส’ ที่สะท้อนจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกเพียงลำพัง ขณะที่เหล่านักวิเคราะห์อย่างธนาคารชั้นนำ เช่น เจ.พี. มอร์แกน และโกลด์แมนแซคส์ ยังคาดการณ์ว่า ปลายปีนี้ทองคำจะยังสามารถยืนอยู่เหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์
ส่วนใครสงสัยว่า ราคาทองคำจะไปต่อหรือพอแค่นี้ ผู้เขียนขอยืดอกตอบว่า ‘ไม่รู้เหมือนกัน’ พร้อมทั้งขอย้ำว่า การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์นับเป็นตัวเลือกที่ความเสี่ยงสูงลิ่ว เพราะไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าราคาจะเหวี่ยงไปในทิศทางใดหรือด้วยเหตุผลอะไร ดังนั้นกรุณาศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน และผลตอบแทนที่แสนจะโดดเด่นในอดีตนั้น ไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดขึ้นซ้ำรอยในอนาคต
เอกสารประกอบการเขียน
What is behind the extraordinary rise in investment into silver and gold?
What is driving gold’s relentless rally?
Is this the end of the scorching gold rally?
Tags: Economic Crunch, ราคาทอง, Debasement Trade, Stablecoins, ทอง, การลงทุน, ราคาทองคำ, gold, ทองขึ้น, เศรษฐศาสตร์, ทองคำ, สินทรัพย์




