เมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง สิ่งหนึ่งที่ต้องมาควบคู่กัน และพร้อมจะเพิ่มอุณหภูมิของบรรยากาศให้ระอุขึ้น คือการดีเบตที่ (เกือบ) ทุกพรรคต้องส่งแคนดิเดตชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ช่วยหาเสียงมาประชันวิสัยทัศน์ ตอบคำถามบนเวทีเดียวกัน 

บางคนอาจคิดว่า เวทีดีเบตมีแต่เรื่องน้ำเน่าของนักการเมืองและไม่สร้างสรรค์ ไม่รู้จะมีไปทำไม แต่แท้จริงแล้ว กับบางประเทศที่กำลังพัฒนา โครงสร้างประชาธิปไตยอาจยังไม่แข็งแรงและมีการนำเสนอสื่อที่จำกัด ประชาชนอาจลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครโดยแทบไม่รู้จักนโยบายของพรรค คุณสมบัติ ผลงาน หรือวิสัยทัศน์ ซึ่งเวทีดีเบตสามารถช่วยเพิ่มความรู้ ความเข้าใจ และเพิ่มการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยของผู้ชมได้อย่างมีนัยสำคัญ 

มากกว่านั้นยังทำให้เราเห็นบุคลิกภาพ IQ และ EQ ของคนดีเบตบนเวทีที่ผู้คนจับตามองด้วย

เอฟ. สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) นักเขียนเลื่องชื่อชาวอเมริกัน เคยกล่าวไว้ว่า “การทดสอบสติปัญญาชั้นเลิศ คือความสามารถในการยอมรับความคิดที่ขัดแย้งกันในเวลาเดียวกันและยังคงสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้” ซึ่งนั่นอาจเป็น ‘ไหวพริบ’ และ ‘คุณสมบัติ’ ของคนที่จะดำรงนายกฯ

เอาล่ะ นั่นคือมุมของความสำคัญในการดีเบต แต่มุมของคนอย่างเราๆ ที่เป็นผู้ชม ความรู้สึกอาจต่างออกไป แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่อาจมีตัวเลือกในใจอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเหมือนหรือต่างกับคนข้างๆ ที่นั่งดูดีเบตด้วยกันก็ได้

ทีนี้พอเป็นเรื่องการเมืองที่อินง่าย ละเอียดอ่อน และสุ่มเสี่ยงจะพาให้เสียมิตรภาพจากมุมมองที่ต่างกัน การดูดีเบตจึงอาจต้อง ‘ขีดเส้น’ ระวังกันสักหน่อย เพราะมีไม่น้อยที่ลงเอยด้วยการทะเลาะกันจนแตกหักไปเลย

แล้วจะทำอย่างไรดี หากต้องดูดีเบตร่วมกับคนที่มีมุมมองทางการเมืองต่างจากเรา

พูดให้ชัดตั้งแต่แรก

สมองคนเราไม่ชอบความคลุมเครือ เมื่อเราไม่ได้พูดให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า ‘เชียร์’ ใคร สมองอีกฝ่ายอาจตั้งคำถามเงียบๆ ว่า เราจะเถียงเขาไหม หรือเขาจะแซะมุมมองทางการเมืองเราตอนไหน การยอมรับ ‘ความต่าง’ ตั้งแต่ต้น จึงเป็นการปลดชนวนระเบิดล่วงหน้า ลดความเสี่ยงในการทะเลาะได้ เพราะในทางจิตวิทยา สมองจะมีระบบตรวจจับภัยโดยอัตโนมัติ เมื่อความไม่แน่นอนเท่ากับภัยที่อาจคุกคาม ความชัดเจนก็เท่ากับความปลอดภัย ในที่นี่หมายถึงความปลอดภัยที่อีกฝ่ายคาดเดาได้ว่า เราอาจมีความคิดต่อดีเบตแบบไหน 

แต่แน่นอนว่า การพูดให้ชัดแต่แรกว่าสนับสนุนฝั่งไหน อาจไม่ใช่เรื่องง่ายในบางสังคม ซึ่งนั่นก็เป็น ‘เทคนิค’ ของแต่ละคนแล้วว่าจะ ‘บอกใบ้ให้ชัด’ อย่างไร

ไม่มีผิดถูก มีแต่คิดแบบไหน

เวลาที่คนเราอยากชนะ ความรู้สึกจะเป็นคนละแบบกับอยากเข้าใจ การดูดีเบตเพื่อ ‘จับผิด’ อีกฝ่าย จึงอาจทำให้เรา ‘ตึง’ ตั้งแต่เริ่ม เสมือนเป็นการปักธงความผิดให้อีกฝ่ายไปแล้ว แต่หากเราเซตความรู้สึกให้เป็นกลาง เสมือนกำลังศึกษาความคิดคนอยู่ เราจะเริ่มเห็น ‘รูปแบบ’ แทน ‘อารมณ์’ 

เพราะมองจากมุมจิตวิทยา สมองคนเราไม่สามารถโมโหและอยากรู้อยากเห็นไปพร้อมกันได้ หากสมองอยู่ในโหมดอยากชนะ เราจะพยายามหาทุกทางมาใช้เพื่อปกป้องตัวตน แต่หากสมองอยู่ในโหมดอยากเข้าใจ จะเป็นการเปิดรับมากกว่า

ลองโฟกัสที่พฤติกรรม ไม่ใช่อุดมการณ์

เรามักทาบทับเรื่องของ ‘อุดมการณ์’ เข้ากับ ‘ตัวตน’ เมื่อเราเริ่มโจมตีความเชื่อบางอย่าง สิ่งที่อีกฝ่ายได้ยินอาจไม่ใช่เรื่องของเหตุผล แต่เป็นการโจมตีตัวตนของเขาว่า ‘มึงโง่ปะเนี่ย’ และเมื่อ ‘ตัวตน’ ถูกแตะ การสนทนาต่อก็แทบจะจบลงในทันที ในทางจิตวิทยา ความเชื่อทางการเมืองจะผูกกับอัตลักษณ์ เมื่ออัตลักษณ์ถูกโจมตี สมองจึงปิดรับเหตุผลทันที นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเวลาเราด่าแคนดิเดตบางคนบนเวที แล้วทำให้คนข้างๆ ที่เชียร์บุคคลนั้นรู้สึกเดือดไปด้วย

สะท้อนความคิดมากกว่าโต้เถียง

คนเราต้องการถูกเข้าใจก่อน ถึงจะเริ่มฟังคนอื่นได้ แต่หากถูกต่อต้านหรือโจมตี สิ่งที่จะตีกลับก็คือการปิดหูไม่รับฟังเหตุผลอีกต่อไป เช่นเดียวกับการดูดีเบตบนเวทีกับคนที่มีมุมมองทางการเมืองต่างกัน หากเราเริ่มแตะความคิดหรือตัวตนที่แตกต่างด้วยอารมณ์เมื่อไร สิ่งที่ตามมาอาจกลายเป็นการดีเบตของคนดูแทน 

ดังนั้นลองเปลี่ยนเป็นการสะท้อนความคิดเห็นแทนการโต้เถียง สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราเห็นด้วยกับเขา แต่เป็นการบอกว่าเรา ‘ได้ยิน’ เขานะ นั่นอาจเป็นการลดอารมณ์อีกฝ่ายลงด้วย เพราะเมื่อถูกฟัง สมองจะตีความว่าสถานการณ์ปลอดภัย และเมื่อปลอดภัย เขาก็จะเปิดรับตามไปด้วย

เลี้ยงอารมณ์ เลี้ยงคำพูดไว้ก่อน

อารมณ์เป็นสิ่งที่มาไว และอาจส่งผลให้ใครคนหนึ่งโต้กลับอย่างรุนแรงด้วยการกระทำหรือคำพูด เช่น “คนมีสมองเขาไม่เลือกแบบนี้หรอก” และเมื่อไรที่คำพูดแตะตัวตน ศีลธรรม หรือสติปัญญา หลุดออกมา ก็ไม่ต่างกับการ ‘ข้ามเส้นแดง’ ของสมอง เพราะเมื่ออัตลักษณ์ถูกคุกคาม เหตุผลจะถูกตัดทิ้งทันที และบทสนทนาจะไม่ได้เป็นเรื่องของการดีเบต แต่เป็นการ ‘เอาชีวิตรอดทางศักดิ์ศรี’ ซึ่งรุนแรงกว่ามาก

ดังนั้นเมื่อดูดีเบตแล้วแคนดิเดตที่เราไม่ได้เชียร์แสดงความคิดเห็นไม่เข้าหู ลองดึงจังหวะช้าลงสักนิด สงบคำไว้ก่อน และมันจะเปลี่ยนผลลัพธ์ไปเลย เพราะหากอารมณ์ที่พุ่งไม่มีแรงกระตุ้นซ้ำ ท้ายที่สุดมันจะค่อยๆ ดับลงไปเอง

ท้ายที่สุดเวทีดีเบตการเลือกตั้งก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราได้เห็น ‘ข้อมูล’ ประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกหรือไม่เลือกใคร แต่มันไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้ ‘ผู้ชม’ อย่างเราๆ ต้องหันมาดีเบตกันเองอย่างรุนแรงจากความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง การดูอย่างมีสติและรู้ทันจึงเป็นสิ่งสำคัญ

เพราะดีเบตก็เหมือนการทดลองทางจิตวิทยาที่ถ่ายทอดสด ไม่ใช่สนามรบทางศีลธรรม

ที่มา:

Tags: , , , ,