ช่วงหนึ่งของรายการ Open Your Cards LIVE เช้าวันนี้ (30 มกราคม 2569) ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw เปิดเผยถึงความคืบหน้าการรณรงค์ ‘เห็นชอบ’ ประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ปัจจุบันคนรับรู้ว่าจะมีการลงประชามติในวันเลือกตั้งเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีอีก 30-40% ที่ไม่รู้ และเชื่อว่าไม่มีทางจะทำให้คนกลุ่มนี้รับรู้ได้ทันทั้งหมดก่อนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง ขณะเดียวกันการสื่อสารผ่านโซเชียลฯ ของฝั่งเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้จะมีความสร้างสรรค์และความสนุก แต่ยังไม่มีคนอธิบายในด้านหลักการ เพื่อให้เข้าใจวาระนี้อย่างแท้จริง 

ในการรณรงค์เพื่อให้คนกาเห็นชอบ ผู้อำนวยการ iLaw อธิบายว่า มีการเทรนการตอบคำถามที่คาดว่าจะถูกถามจากผู้ประกอบการ ไรเดอร์ และพนักงานออฟฟิศ ให้กับทีมที่ลงพื้นที่รณรงค์ ก่อนส่งอาสาสมัครไปยังตลาดและชุมชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 

“แต่ไม่ได้ใช้ เพราะคำถามที่เจอมีแค่ว่า นี่ล้มเจ้าหรือเปล่า พรรคไหนจ้างมา ทำเพื่อช่วยนักการเมืองทุจริตเหรอ วนอยู่แค่นี้ เรื่องที่คนชอบถามคือ จะแก้มาตรา 112 หรือเปล่า ก็ต้องอธิบายว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ เป็นคนละเรื่องกัน ปรากฏว่าจำนวนมากเข้าใจ แล้วเปิดรับว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ดีไหม” ยิ่งชีพกล่าว 

ผู้อำนวยการ iLaw กล่าวอีกว่า แนวโน้มคนกาเห็นชอบมีโอกาสมากกว่าคนกาไม่เห็นชอบ แต่หากเสียงเห็นชอบชนะขาดจะมีความชอบธรรมมากกว่าในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะหากชนะแบบเฉียดฉิว เช่น มีผู้เห็นชอบ 14 ล้านคน ไม่เห็นชอบ 10 ล้านคน การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจติดขัด เพราะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อาจนำประชามติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่มีผู้เห็นชอบ 16 ล้านเสียง มาอ้างว่ามากกว่าจำนวนผู้เห็นชอบในการทำประชามติปี 2569 ซึ่งตัวเลขที่มากกว่าอาจใช้กดดันว่า ต้องฟังเสียงอีกฝั่งที่ไม่เห็นชอบ

“ต้องเห็นชอบแบบถล่มทลาย 25 ล้านคนขึ้นไป อิงจากผลการเลือกตั้งปี 2566 คนเลือกพรรคที่ต้องการทำรัฐธรรมนูญใหม่รวมเกิน 25 ล้านคนอยู่แล้ว ถ้าถึง 25-26 ล้านคน จะลดทำให้ความชอบธรรมปี 2559 หายไป 100% จึงจะไปต่อได้

“แปลว่าส้ม-แดง ต้องทำให้ฐานเสียงของตัวเองออกไปโหวตให้ครบ ถ้าส้มโหวตครบ แดงโหวตครบ รวมกันไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคน ก่อนเข้ารายการเห็นเพื่อไทยประกาศปฏิรูปประกันสังคม วันนี้รู้เลยว่าได้แต้ม กระแสมันมา ถ้ากระแสเห็นชอบรัฐธรรมนูญมาเท่ากับหรือมากกว่าประกันสังคม ทุกพรรคต้องออกมาพูดช่วงโค้งสุดท้ายเพื่อโหนกระแส ถึงจะได้ 25-26 ล้านคน”

เมื่อถามว่า หากประชามติไม่ผ่านจะทำอย่างไร ยิ่งชีพระบุว่า ไม่สามารถทำอะไรได้ โดยปัจจุบันจำเป็นจะต้องเอาเฉพาะหน้าว่า ต้องผ่านให้ได้อย่างถล่มทลายก่อน อย่าเพิ่งคิดไปถึงหลังทำประชามติว่า หากไม่ผ่านแล้วจะทำอะไร โดยหากประชาชน 20 ล้านคนบอกว่า ไม่เอารัฐธรรมนูญใหม่ มีเพียง 3 ล้านคนที่บอกว่าเอา ก็จำเป็นต้องยอมรับว่า ประชาชนไม่เอา แทนที่จะฝืนทำต่อก็เลิกทำดีกว่า 

นอกจากนี้ยิ่งชีพยังแสดงความกังวลว่า แม้การลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ จะออกเสียงในคูหาเช่นเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไป แต่กลับไม่มีแรงจูงใจให้ทีมของผู้ลงสมัครรับเลือก สส.มาเฝ้าหน่วยออกเสียงประชามติ เนื่องจากการทำประชามติไม่มีผู้สมัคร จึงมีโอกาสที่การนับคะแนนประชามติจะไม่มีคนเฝ้าหน่วยสูง 

“คะแนนประชามติเสี่ยงหายสูง ทั้งเจ้าหน้าที่หน้าใหม่นับไม่เก่ง ทั้งไม่มีคนเฝ้า ถ้าเปลี่ยนตอนหลังไม่มีใครรู้เลยว่า ผลไม่ปกติ จับไม่ได้ ถ้ารอผลสุดท้ายอย่างเดียว

“ดังนั้นประชาชนควรถ่ายรูปกระดานนับคะแนนเก็บไว้เป็นหลักฐาน ปีนี้ระบบดีขึ้น คือให้ทุกคนเข้าไปเลือกหน่วยได้ กดว่าจะไปหน่วยนี้ ระบบนับให้มีแล้ว 1 คน ไม่ขอชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร. ไม่ขอข้อมูลส่วนตัว เพื่อกระจายคนไปหน่วยที่ยังว่าง ใช้เว็บ iLaw เป็นพื้นที่กลาง”

ยิ่งชีพทิ้งท้ายว่า สำหรับผลการลงประชามติอาจรู้ผลเร็วกกว่าผลการเลือกตั้ง เนื่องจากนับง่ายกว่า และมีเพียง 3 ตัวเลือกคือ เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ และไม่แสดงความคิดเห็น ที่สำคัญคือผลการเลือกตั้งอาจพลิกกลับไปกลับมาได้ แตกต่างจากผลประชามติ เมื่อนับไปราว 50% ก็จะรู้ผลลัพธ์ว่าผ่านหรือไม่ หากไม่มีการเปลี่ยนคะแนน