บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นำโดย กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ของการบินไทย แถลงแผนการดำเนินการงานด้านการพาณิชย์ในปี 2569 เน้นให้ความสำคัญกับการเติบโตของรายได้ที่มีคุณภาพ โดยการบินไทยจะเพิ่มความถี่ในการบินเข้าประเทศจีน จากเดิมที่อยู่ที่ 42 เที่ยวบินต่อสัปดาห์เป็น 81 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และสำหรับประเทศอินเดีย จากเดิมที่ 77 เที่ยวบินเป็น 91 เที่ยวบิน
โดยการบินไทยจะใช้เครื่องบินลำตัวแคบ (Narrow Body) ตัวใหม่อย่าง Airbus A321neo ที่ทยอยรับเข้ามาเพิ่มกว่า 15 ลำในปี 2569 เพื่อบินในเส้นทางดังกล่าว และสามารถเพิ่มปริมาณการเดินทาง (Volume) ของผู้โดยสารของการบินไทย
ในปี 2569 การบินไทยจะยังคงเดินหน้ากลยุทธ์บริหารความสมดุลของโครงข่าย (Balance Network Sales) ระหว่างการขายตั๋วเดินทางแบบเที่ยวบินตรง (Point-to-Point) และเที่ยวบินต่อเครื่อง (Connecting Traffic) เพื่อรักษาอัตราผลตอบแทนและเพิ่มปริมาณผู้โดยสาร
นอกจากนั้นแล้ว ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ของการบินไทยยังระบุด้วยว่า ในปี 2569 การบินไทยจะเน้นการเติบโตแบบมีวินัย มีระบบ และมีความร่วมมือ ผ่านกลยุทธ์ Asset-Light (ไม่ต้องบินเอง) โดยเดินหน้าสานต่อความร่วมมือจากสายการบินอื่นๆ ทั้งในกลุ่ม Star Alliance และ Non-Star Alliance เพื่อทำให้การบินไทยสามารถเพิ่มจุดหมายปลายทางโดยที่ไม่ต้องบินเอง และเพิ่มปริมาณผู้โดยสารเข้าสู่ฝูงบินของการบินไทย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้าที่เป็นสมาชิก Royal Orchid Plus (ROP) ด้วย
ล่าสุดการบินไทยร่วมลงนามสัญญาความร่วมมือการบินร่วมรูปแบบ Joint Business Agreement (JBA) กับสายการบิน Turkish Airlines สายการบินแห่งชาติของประเทศตุรกี เพื่อเปิดโอกาสให้การบินไทยมีจุดหมายปลายทางเพิ่มมากขึ้นในทวีปยุโรปและทวีปแอฟริกา
สำหรับประเด็น ‘ราคาตั๋ว’ ของการบินไทยที่หลายฝ่ายระบุว่า มีราคาสูง กิตติพงษ์กล่าวว่า ในปี 2569 การบินไทยจะขายตั๋วรูปแบบ ‘Dynamic Pricing’ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนตามกลไกตลาด พิจารณาจากอุปสงค์และอุปทาน (Demand & Supply) ของเที่ยวบิน เพื่อให้การบินไทยสามารถขายตั๋วโดยสารในราคาที่เหมาะสมและยุติธรรมรักษาอัตราผลตอบแทนและกำไร (Contribution Margin) ให้ดีขึ้น เพื่อให้ EBIT (กำไรก่อนหักภาษี) ของบริษัทแข็งแรง
ในส่วนของการให้บริการลูกค้าบนเครื่องบิน กิตติพงษ์ระบุว่า การบินไทยต้องสร้างประสบการณ์ที่ดี ให้ลูกค้ารู้สึกรักในการให้บริการของการบินไทย โดยบริษัทฯ ร่วมมือกับร้านอาหารและเชฟจากโรงแรมชื่อดัง เช่น โรงแรมเลอบัว เพื่อนำอาหารขึ้นไปให้บริการบนท้องฟ้า รวมถึงยังมีความร่วมมือกับ Jim Thompson, La Mer และ Sirivannavari ทำชุด Amenity Kit มอบให้แก่ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ
ขณะที่กลยุทธ์บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management: CRM) ที่การบินไทยมีสมาชิก ROP จำนวนกว่า 5 ล้านคน กิตติพงษ์เปิดเผยว่า ภายในเดือนกรกฎาคมปีนี้ การบินไทยจะทำให้ระบบ ROP มีการบริการที่ดีขึ้น กล่าวคือ ลูกค้าสามารถอัปเกรดสถานภาพสมาชิกเป็น Gold และสะสมไมล์ได้ง่ายขึ้น มีสิทธิประโยชน์เพิ่มมากขึ้น จากการที่การบินไทยไปขยายความร่วมมือกับร้านค้าและโรงแรมต่างๆ
นอกจากนั้นในวันเดียวกัน ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ของการบินไทยยังเปิดเผยด้วยว่า การบินไทยจะกลับมาเปิดเส้นทางการบินตรงไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในช่วงเดือนกรกฎาคม เนื่องจากเป็นจุดหมายที่สามารถเชื่อมต่อไปยังเส้นทางอื่นๆ ได้ โดยจะให้บริการทุกวันรวม 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และในช่วงไตรมาสที่ 4 การบินไทยจะกลับมาเปิดเส้นทางไปเมืองออกแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ด้วยเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ในปีนี้การบินไทยจะเดินหน้ารับมอบเครื่องบินเพิ่มเติมนอกเหนือจากเครื่องบินลำตัวแคบ โดยการบินไทยจะทยอยรับมอบ Boeing 787-8 และ Boeing 787-9 จำนวน 10 ลำและ 4 ลำตามลำดับ เพื่อสามารถให้บริการเที่ยวบินระยะไกล (Long Haul) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยกิตติพงษ์คาดการณ์ว่า ในปี 2569 การบินไทยจะมีฝูงบินทั้งหมด 101-103 ลำ ใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่อยู่ที่ 103 ลำ พร้อมทั้งกล่าวว่า การขยายเที่ยวบินทั้งหมดของการบินไทยจะอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘เลือกโต ไม่เร่งโต’ เพื่อให้ความสำคัญกับรายได้ที่มีคุณภาพและสร้าง EBIT ที่แข็งแรงให้กับบริษัท
Tags: Thai Airways, กลยุทธ์, Business, สายการบิน, การตลาด, คมนาคม, การบินไทย




