พลันที่พรรคเพื่อไทยเปิดนโยบายแจกเงินวันละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน เสียงวิจารณ์ก็ถาโถมเข้ามาทันที 

บ้างก็ว่าเป็นนโยบายสิ้นคิด คิดไม่รอบคอบ ทำให้คนติดการพนัน บ้างก็ว่าเป็นนโยบายผลาญภาษีประชาชน สำทับด้วยความเชื่อที่ว่า ‘ทำไม่ได้จริง’

แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยใช้อธิบายเรื่องนี้ก็คือ นโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงการ ‘ออกหวย’ รายวันเท่านั้น แต่คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ คือการสร้าง Big Data ขนาดใหญ่ ดึงข้อมูลประชากรเข้าสู่ฐานข้อมูลขนาดมหึมา และคือการสร้างรายได้ให้รัฐ ให้รัฐสามารถเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อธิบายว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายสำคัญ เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศรายได้สูง ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นไปได้จริง จูงใจให้คนเข้าระบบสร้างฐานข้อมูล ให้กลับมาสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง และเชื่อในการสร้างแรงจูงใจเชิงบวก มากกว่าการบังคับหรือการลงโทษ 

ไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่า การให้ความหวังกับการเป็นเศรษฐีเงินล้านเป็นการสร้างแรงจูงใจ ให้ประชาชนเข้าสู่ฐานข้อมูลรัฐด้วยความสมัครใจ สร้าง Data Infastructure ที่แข็งแรง เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง สร้างสวัสดิการให้แม่นยำ

“นโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อหาเงินให้รัฐ สร้างเศรษฐกิจ การลุ้นรางวัลเป็นแค่เครื่องมือจูงใจ สุ่มรายชื่อจาก 2 กลุ่ม รางวัลละ 2 กลุ่มหลัก”

สำหรับ 2 กลุ่มที่จะได้รางวัลคือ 1. กลุ่มผู้ที่ซื้อของจากร้านค้า เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบในไทยที่มูลค่าใหญ่โตกว่า 9 ล้านล้านบาท คิดเป็นอันดับ 14 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียน และ 2. กลุ่มประชากรได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้บำเพ็ญประโยชน์ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ยื่นภาษีเงินได้

พรรคเพื่อไทยระบุว่า หลักการสำคัญคือนำไปใช้ต่อยอดเรื่อง Big Data หรือข้อมูลขนาดใหญ่

เป็นต้นว่า หากเกษตรกรลงทะเบียน รัฐบาลจะสามารถรู้ข้อมูลว่า เกษตรกรปลูกพืชผลอะไรบ้าง ใช้เนื้อที่เท่าไร ในพื้นที่ไหน ซึ่งจะนำไปสู่ระบบการเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการแปลงปลูกอย่างเหมาะสม ข้อมูลเหล่านี้ที่แม่นยำทำให้สินค้าเกษตรไม่ล้นตลาด ทำให้นโยบายประกันกำไรพืชผล 30% ทำได้จริง มีประสิทธิภาพ 

ขณะเดียวกันยังสามารถเดินหน้าควบคู่ไปกับนโยบายพรรคเพื่อไทยที่ประกาศจะผลักดันไว้ก่อนแล้ว เช่น การพักหนี้เกษตรกรนาน 3 ปี หรือนโยบายคมนาคมอย่าง Cold Chain Logistics หรือระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิได้

เช่นเดียวกับกลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มทหารผ่านศึก คนกลุ่มนี้รัฐยังต้องการฐานข้อมูล ทะเบียนประวัติ การปฐมพยาบาล การดูแลผู้ป่วยติดเตียง สถานะการปฏิบัติงานจริง การสนับสนุนให้อาสาสมัครเหล่านี้ได้ทำงานเชิงรุก บรรเทาสาธารณภัย ทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และลดภาระงานแพทย์

ส่วนผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุอยู่ในระบบ 5.1 ล้านคน แต่ 4.4 ล้านคนอยู่ในแรงงานนอกระบบ เพราะฉะนั้นรัฐควรมีข้อมูลเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ทั้งข้อมูลสุขภาพ ภาระหนี้สิน ซึ่งทำให้คนกลุ่มนี้ทำงานอย่างมีสุขภาพมากขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น และหากยังแข็งแรงก็ต้องดึงกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน

และกลุ่มสุดท้าย กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ กลุ่มนี้ต้องการดึงดูดให้คนอยู่ในระบบภาษีต่อไป พร้อมกับดึงดูดคนใหม่ๆ เข้ามา และตรวจสอบให้สามารถเติมเงินให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าความยากจนได้อย่างแม่นยำ เงินไม่รั่วไหลไปยังคนที่จนไม่จริง 

ส่วนเรื่องใบเสร็จ การขึ้นทะเบียนของร้านค้าจะบอกข้อมูลในการใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ บอกได้ว่าสินค้าอะไรขายดี สามารถดึงร้านค้ากลับมาในระบบ 

“เราจะมีตาทิพย์ที่เห็นข้อมูลร้านค้าทั่วประเทศ ถ้าสินค้าแพง รัฐจะจัดการได้ทันที ข้อมูลความหนาแน่น เราจะรู้ว่าร้านค้าไหนที่คนเยอะ เศรษฐกิจจะคึกคักหลังจากนี้”

พรรคเพื่อไทยอรรถาธิบายว่า เมื่อศึกษาเรื่องความคุ้มทุนในบราซิลและไต้หวันต่างก็ประสบความสำเร็จ โดยรายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า และรัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มเติมจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท โดยที่ต้นทุนอยู่ที่เพียงปีละ 3,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

สุดท้าย นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน’ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การแจกเงินหรือการออกหวยรายวันเท่านั้น เพราะสิ่งที่พรรคเพื่อไทยพยายามชี้ให้เห็น คือการใช้แรงจูงใจเพื่อดึงประชาชนและร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี และสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อคำอธิบายหลักของนโยบายนี้ถูกวางไว้บนคำว่า ‘ฐานข้อมูล’ และ ‘การดึงคนเข้าระบบ’ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือคำถามว่า รัฐไทยจะสามารถสร้าง Big Data ที่ใช้งานได้จริงแค่ไหน เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา นโยบายจำนวนมากมักเริ่มต้นด้วยสัญญาว่าจะมีข้อมูลที่แม่นยำ จะจัดสวัสดิการได้ตรงจุด จะบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพขึ้น แต่สุดท้ายกลับติดอยู่ที่ปัญหาเดิม ข้อมูลไม่เชื่อม ระบบไม่พร้อม และผลลัพธ์ไม่เกิดตามที่ประกาศไว้

นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน’ จึงไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวาของรางวัล แต่จะถูกตัดสินด้วยสิ่งที่จับต้องได้มากกว่า นั่นคือรอบนี้รัฐจะได้ฐานข้อมูลจริงหรือไม่ จะทำให้เศรษฐกิจนอกระบบหดลงได้จริงหรือไม่ และจะเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพได้เพียงใด 

สิ่งเหล่านี้ยังต้องพิสูจน์จากการทำงานจริง และแน่นอนว่าจะเป็นไปได้จริงก็ต่อเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาลเท่านั้น

Tags: , , , , ,