วันที่ 30 ธันวาคม 2568 มีการประกาศบังคับใช้บทบัญญัติใหม่ในประมวลกฎหมายอาญา1 เพิ่มความผิดฐาน ‘คุกคามทางเพศ’ (Sexual Harassment) ให้เป็นความผิดทางอาญา โดยขยายขอบเขตให้รวมถึงการคุกคามทางวาจา ท่าทาง รวมถึงการกระทำทางออนไลน์
เป็นความก้าวหน้าในการคุ้มครองผู้ถูกคุกคามทางเพศที่ไม่เคยมีกฎหมายคุ้มครองมาก่อน เป็นครั้งแรกที่รัฐยอมรับว่า ความรุนแรงทางเพศไม่ได้มีเพียงการ ‘ข่มขืน’ หรือ ‘อนาจาร’ แต่รวมถึงการคุกคามรูปแบบอื่นๆ ในการสร้างบรรยากาศแห่งความอึดอัด กลัว ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฯลฯ กฎหมายใหม่จึงถูกคาดหวังว่า จะเป็นความหวังในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้นในสังคม
อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปกว่าตัวบทกฎหมาย สิ่งที่ยังเป็นข้อสงสัยคือ จะสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างความปลอดภัยให้สังคมในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด แม้บทบัญญัตินี้เพิ่งประกาศบังคับใช้ ยังไม่มีกรณีศึกษาหรือคำพิพากษามากนัก แต่ในบทความนี้ผู้เขียนอยากชวนสำรวจข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย เกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ความผิดทางเพศในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ผู้ถูกละเมิดหรือคุกคามพบเจอกับปัญหาในกระบวนการยุติธรรม
คุกคามทางเพศคืออะไร และทำไมกฎหมายเดิมยังไม่พอ
การกระทำในลักษณะคุกคามทางเพศ มีขอบเขตลักษณะการกระทำกว้างกว่าความผิดฐานข่มขืนหรืออนาจาร ที่มีอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาอยู่แล้ว โดยการ ‘ข่มขืน’ ความหมายอาจเข้าใจดีอยู่แล้ว คือการใช้อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก ช่องปาก หรืออวัยวะอื่น ส่วนการ ‘อนาจาร’ ตามแนวคำพิพากษา คือการกระทำไม่สมควรในทางเพศ หรือการทำให้อับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยทำต่อเนื้อตัวร่างกาย เช่น การฉุดแขน กอด จูบ หรือสัมผัสจับต้องร่างกาย
เห็นได้ว่าการกระทำส่อไปในทางเพศที่ทำให้ผู้ถูกละเมิดนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่การข่มขืนหรือการอนาจารเท่านั้น แต่มีลักษณะการกระทำกว้างกว่ามาก ซึ่งรวมไปถึงการกระทำทางกาย วาจา ส่งเสียง การแสดงอากัปกิริยา ท่าทาง สื่อสาร เฝ้าดู ติดตามรังควาน หรือกระทำด้วยวิธีใดๆ รวมถึงทางออนไลน์ อันมีลักษณะส่อไปในทางเพศ โดยทำให้ผู้อื่นนั้นเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือได้รับความไม่ปลอดภัยในทางเพศ
ยกตัวอย่าง กรณีของสตอล์กเกอร์ (Stalker) พฤติกรรมสะกดรอยตามหรือติดตามชีวิตของคนอื่น มากจนถึงขั้นรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นไม่ว่าผู้กระทำจะรู้ตัวหรือไม่ อย่างการแอบมอง แอบตามอยู่ไกล ๆ แต่อาจทำพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดใจ อย่างเช่น การใช้คำพูดแทะโลม ทำท่าลูบเป้าในที่เปลี่ยวตั้งใจให้มองเห็น รวมถึงในโลกออนไลน์ (Cyberstalking)2 อย่างเช่น การแสดงความคิดเห็นต่างๆ ในแพลตฟอร์มออนไลน์ การส่งรูปภาพลามกอนาจาร ฯลฯ หรือกรณีส่งข้อความชวนมีเพศสัมพันธ์ทุกวัน แม้ถูกปฏิเสธแต่ก็ส่งข้อความต่อไป ซึ่งก่อนหน้าออกกฎหมายใหม่นี้ไม่สามารถเอาผิดได้เลย แต่ปัจจุบันสามารถตีความเป็นลักษณะการคุกคามทางเพศได้
กับดักการพิสูจน์ในคดีอนาจารและข่มขืน
แม้จะมีกฎหมายคุกคามทางเพศแล้ว แต่ยังต้องพิจารณาถึงการจะลงโทษบุคคลใดตามกฎหมายอาญาจะต้องพิสูจน์ให้ ‘เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย’ ว่าผู้ถูกกล่าวหานั้นมีความผิดจริง แม้หลักการนี้มีเพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ไม่ให้ถูกลงโทษอาญาโดยพลการ แต่ในคดีที่มีความอ่อนไหว เปราะบางอย่างคดีทางเพศนี้ทำให้ผู้ถูกละเมิดจะต้องแบกรับภาระการพิสูจน์ว่าผู้กระทำ กระทำความผิดตามที่กล่าวหาอย่างไร จากการสำรวจคำพิพากษาของศาลพบว่า ผู้ถูกละเมิดพบความยากลำบากในการพิสูจน์อยู่หลายประการ
ความยากประการแรกคือ ความผิดทางเพศรวมถึงการคุกคามทางเพศ เป็นความผิดที่มักเกิดขึ้นในพื้นที่รโหฐาน ไม่มีพยานในที่เกิดเหตุ ไม่มีภาพถ่ายหรือภาพจากกล้องวงจรปิด ไม่มีหลักฐานทางกายภาพเหมือนคดีทำร้ายร่างกายหรือคดีอาญาทั่วไป หลักฐานสำคัญที่สุดจึงเหลือเพียง ‘คำบอกเล่า’ ของผู้ถูกกระทำ ซึ่งกลับเป็นพยานหลักฐานที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด เสี่ยงต่อความน่าสงสัยว่ามีการกระทำความผิดจริงหรือไม่3
ความยากประการที่ 2 คือ พฤติกรรมของผู้ถูกละเมิดมักจะถูกมองว่าเป็นพิรุธ เช่น หากผู้ถูกคุกคามเคยมีความสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมาก่อน หรือการเข้าแจ้งความช้ากว่าเวลาเกิดเหตุ4
ความยากประการที่ 3 คือ ต้องเล่าเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่สถานีตำรวจ อัยการ ไปจนถึงศาล รายละเอียดทุกคำพูด ทุกท่าทาง ทุกนาทีถูกแยกชิ้นส่วนออกมาพิจารณาว่า ‘สอดคล้องกันหรือไม่’ ‘สมเหตุสมผลหรือไม่’ ‘ดูน่าเชื่อหรือไม่’ ราวกับว่าความทรงจำของผู้ที่ผ่านเหตุการณ์รุนแรงทางเพศต้องแม่นยำและผิดพลาดไม่ได้
ในขณะที่ความจริงคือ บาดแผลทางจิตใจทำให้ความทรงจำมักกระจัดกระจายและสับสน ส่งผลให้เกิดความน่าสงสัยในข้อเท็จจริงและไม่ได้รับความเป็นธรรม5 ในขณะที่งานวิจัยจิตวิทยาจำนวนมากระบุว่า ผู้เผชิญการคุกคามหรือความรุนแรงทางเพศมักจะเกิดภาวะหยุดนิ่ง (Freeze) ไม่สามารถหนีหรือสู้ได้ (Flight or Fight) และภายหลังเหตุการณ์ความทรงจำจะไม่แน่ชัด ซึ่งเป็นลักษณะปกติของสมองในภาวะความกลัวและพยายามหลีกหนีจากอันตราย6
ความยากเหล่านี้ สะท้อนถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรม ในการพิสูจน์ความผิดทางเพศที่ใช้วิธีเดียวกับอาชญากรรมทั่วไป ผู้บังคับใช้กฎหมายอาจมีการตัดสินพฤติกรรมบางอย่าง ทำให้ลดความน่าเชื่อถือของเหยื่อการกระทำทางเพศ เช่น ทำไมจึงไม่หนีเมื่อพบเหตุการณ์ละเมิดหรือคุกคาม ร้องเรียกให้ใครมาช่วย หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ครั้งก่อนกับผู้กระทำความผิด7
ดังนั้นในหลายคดีที่ลงโทษผู้กระทำความผิดได้ เนื่องจากมีพยานหลักฐานแน่ชัด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิด ร่องรอยบาดแผล ผลตรวจวิทยาศาสตร์ หรือมีพยานแวดล้อมเพียงพอจะพิสูจน์ได้ หรือถ้าผู้กระทำยอมรับผิดเสียเองก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์มาก
ความท้าทายเมื่อเหยื่อต้องพิสูจน์ในคดีคุกคามทางเพศ
แม้กฎหมายคุกคามทางเพศจะขยายพื้นที่ของความยุติธรรม ให้กว้างกว่าการข่มขืนหรืออนาจารแบบดั้งเดิม แต่ในทางปฏิบัติ ความยากของการพิสูจน์ลักษณะนี้กลับยิ่งทวีคูณ เพราะการคุกคามจำนวนมากไม่ได้ทิ้งร่องรอยบนร่างกาย แต่ทิ้งรอยไว้ในความรู้สึกไม่ปลอดภัย ศักดิ์ศรี และพื้นที่ปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่ไล้เลีย คำพูดที่ล่วงเกิน ข้อความที่ตามรังควาน หรือการปรากฏตัวซ้ำๆ อย่างจงใจให้รู้สึกถูกเฝ้ามอง
ปัญหาประการแรกอยู่ที่ตัวบทกฎหมายเอง ซึ่งใช้ถ้อยคำอย่าง “อันมีลักษณะส่อไปในทางเพศ” และ “โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือได้รับความไม่ปลอดภัยในทางเพศ”8 ถ้อยคำเหล่านี้เปิดกว้างและจำเป็นต้องพึ่งพาการตีความของพนักงานสอบสวน อัยการ และศาล ซึ่งย่อมสะท้อนกรอบคิด ชุดประสบการณ์ และค่านิยมของผู้ใช้อำนาจแต่ละคน ความไม่แน่นอนเช่นนี้ทำให้เส้นแบ่งของการคุกคาม ไม่ได้ถูกกำหนดโดยประสบการณ์ของเหยื่อ แต่ถูกกำหนดโดยอัตวิสัยของผู้บังคับใช้กฎหมาย9
สำหรับกระบวนการยุติธรรม ปัญหานี้อาจซ้อนทับกับกับดักการพิสูจน์แบบเดิมของคดีทางเพศ คือการให้ค่าน้ำหนักสูงกับความสอดคล้องของคำให้การ ศาลมักถือว่าคำให้การที่เปลี่ยนแปลงไป หรือมีรายละเอียดบางประเด็นไม่ตรงกันในการให้การแต่ละครั้ง เป็นความไม่น่าเชื่อถือ แต่หลักจิตวิทยากลับชี้ว่า ผู้ที่เผชิญความกลัวหรือการคุกคามทางเพศ มักไม่สามารถจดจำเหตุการณ์อย่างเป็นลำดับเส้นตรงได้ สมองจะบันทึกเหตุการณ์ในลักษณะกระจัดกระจายและเชื่อมโยงกับอารมณ์มากกว่าลำดับเหตุการณ์10
ยิ่งไปกว่านั้น เหยื่อจำนวนมากจะเข้าสู่ภาวะหยุดนิ่ง (Freeze Response) แม้จะรับรู้ถึงอันตรายก็ตาม ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางชีววิทยาที่เกิดขึ้นอัตโนมัติในภาวะคุกคาม11 แต่สำหรับกระบวนการยุติธรรม พฤติกรรมเช่นนี้กลับถูกตีความว่า ‘ไม่สมเหตุสมผล หรือ ‘ไม่เหมือนเหยื่อในอุดมคติ’ (Ideal Victim) ส่งผลให้คำให้การของผู้เสียหายถูกตั้งข้อสงสัย
กับดักอีกชั้นหนึ่งคือ การนำพฤติกรรมก่อนและหลังเหตุการณ์ของเหยื่อ มาใช้ตัดสินความน่าเชื่อถือ เช่น เหตุใดเมื่อถูกคุกคามจึงไม่หนี เหตุใดจึงยังติดต่อกับผู้กระทำ หรือเหตุใดจึงแจ้งความล่าช้า คำถามเหล่านี้ตั้งอยู่บนชุดความเชื่อแบบมายาคติของการข่มขืน (Rape Myths) 12 ที่คาดหวังให้เหยื่อต้องแสดงพฤติกรรมต่อต้านหรือขัดขืน ต้องตัดขาดจากผู้กระทำ ต้องแสดงอาการหวาดกลัวเท่านั้นจึงจะถือว่าน่าเชื่อถือ ไม่เช่นนั้นอาจถูกมองว่า ยินยอมให้ผู้ละเมิดกระทำ
ความหวังในการคุ้มครองเหยื่อคุกคามทางเพศ
แม้กฎหมายคุกคามทางเพศจะยังอยู่ภายใต้กรอบการพิสูจน์แบบคดีอาญาเดิม แต่การเกิดขึ้นของบทบัญญัตินี้ ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เป็นครั้งแรกที่รัฐยอมรับอย่างเป็นทางการว่า ความรุนแรงทางเพศไม่ได้มีเพียงการล่วงละเมิดทางร่างกาย แต่ยังรวมถึงการทำให้ใครบางคนรู้สึกไม่ปลอดภัย ถูกลดทอนศักดิ์ศรี หรือถูกคุกคามในพื้นที่ชีวิตของตนเอง
กฎหมายใหม่นี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการลงโทษผู้กระทำ แต่เป็นการสร้างเชิงบรรทัดฐานไปยังสังคมว่า การจ้องมอง การพูด การตามรังควาน หรือการส่งข้อความทางเพศซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และไม่ใช่ความอ่อนไหวเกินเหตุของเหยื่ออีกต่อไป แต่เป็นการละเมิดเสรีภาพและความปลอดภัยที่กฎหมายต้องคุ้มครอง
อย่างไรก็ตาม ความหวังนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถขยับออกจากกรอบคิดเดิมได้มากเพียงใด ตราบใดที่ตำรวจ อัยการ และศาลยังคงให้ค่าน้ำหนักกับความสอดคล้องเชิงเทคนิคของคำให้การ ยังยึดภาพจำของ ‘เหยื่อในอุดมคติ’ และยังนำพฤติกรรมของเหยื่อมาใช้ตัดสินความน่าเชื่อถือ กฎหมายคุกคามทางเพศก็อาจกลายเป็นความหวังที่เป็นไปได้ยาก เหมือนมีอยู่ในตัวบท แต่ไม่อาจเข้าถึงได้ในชีวิตจริงของผู้เสียหาย
1 รัฐสภา. 2568. พระราชบัญญัติเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30). ศาลยุติธรรม.
https://smsc.coj.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/531465
2 The Matter. 2022. “Stalking is not romantic.”
https://thematter.co/social/stalking-is-not-romantic/85225
3 เช่น กรณีปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีต สส.ถูกอัยการฟ้องข้อหาอนาจาร เนื่องจากสัมผัสเนื้อตัวและจูบปากหญิงสาวผู้เสียหาย โดยไม่ยินยอม แต่ศาลมองว่ายังขาดพยานแวดล้อมและผู้เสียหายเคยไปพบกับปริญญ์โดยลำพังมาก่อน 2 ครั้ง ทำให้ยังมีความน่าสงสัยศาลจึงยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่ายังไม่ถึงขั้นการปราศจากข้อสงสัย. The Standard. 2022. “ศาลยกฟ้องคดีปริญญ์ พานิชภักดิ์ ข้อหาอนาจาร เหตุพยานหลักฐานยังมีข้อสงสัย.”
https://thestandard.co/charged-dismissed-prinn-panitchpakdi/
4 ศาลฎีกา. 2547. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12482/2547 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ กับ นายสมกิจ หรือประกิต เหล่าทอง จำเลย.
5 เช่น Daily News. 2022. “ศาลฎีกายกฟ้องคดีพี่เขยข่มขืน เหตุคำให้การผู้เสียหายแตกต่าง.”
https://www.dailynews.co.th/news/745030/
6 Herman, Judith. 1992. Trauma and Recovery: The Aftermath of Violence—from Domestic Abuse to Political Terror. New York: Basic Books.
7 วัลย์นภัสร์ เจนร่วมจิต. 2566. ชาติพันธุ์วรรณาตำรวจ: การบังคับใช้กฎหมายของตำรวจบนโรงพัก. (นิติศาสตรมหาบัณฑิต : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) หน้า 155–157.
8 ประมวลกฎหมายอาญา. แก้ไขเพิ่มเติม (มาตรา 1(19)).
9 The 101 World. 2023. “กฎหมายคุกคามทางเพศของไทยคืออะไร และจะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง.”
https://www.the101.world/th-sexual-harassment-law/#:~:text=โดยบทนิยามนี้ได้,เพิ่มในบริบทที่การ
10 van der Kolk, Bessel A. 2015. The Body Keeps the Score: Brain, Mind, and Body in the Healing of Trauma. New York: Viking.
11 van der Kolk, Bessel A. 2015. The Body Keeps the Score: Brain, Mind, and Body in the Healing of Trauma. New York: Viking.
12 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2023. “Rape Myths: มายาคติว่าด้วยการข่มขืน.” https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/rape-myth/




