หากจำกันได้ ในการเลือกตั้งรอบที่แล้ว พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นแนวคิดหนึ่งในการปฏิรูประบบขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และมีความพยายามตลอดมาในการดันนโยบายดังกล่าวให้แล้วเสร็จในช่วงรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมายังรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร
รถไฟฟ้า 20 บาท เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2566 ด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง โดยเป็นการอุดหนุนค่ารถไฟฟ้าทั้ง 2 สายที่ยังมีประชาชนใช้บริการน้อย ให้มีผู้ใช้บริการมากขึ้น ก่อนตั้งเป้าจะขยายเป็น 20 บาทตลอดสายในช่วงสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา
ความพยายามใหญ่ก็คือการเสนอชุดกฎหมาย 3 ฉบับ คือพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ซึ่งจะทำให้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายเกิดขึ้นได้จริง เป็นการลดค่าครองชีพประชาชน แก้ปัญหาค่ารถไฟฟ้าที่แพงมหาศาล อันเกิดจากความลักลั่นของกฎหมายหลายฉบับ และหลากสัญญาสัมปทานให้กลับมาเข้ารูปเข้ารอย กลับมารวมศูนย์ที่รัฐบาลอีกครั้ง
เพราะต้องยอมรับว่า การที่ค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพง ทำให้รถไฟฟ้ากลายเป็นบริการสาธารณะสำหรับมนุษย์ออฟฟิศชนชั้นกลางเท่านั้น หากคนชั้นล่างยังคงโดยสารด้วยรถเมล์เช่นเดิม
แนวคิดของพรรคเพื่อไทยระยะแรกคือ การจ่ายวงเงินชดเชยค่าโดยสารรถไฟฟ้า ซึ่งผู้ได้รับสัมปทานขาดรายได้จากการกดราคาให้เหลือ 20 บาทตลอดสาย โดยใช้งบประมาณอุดหนุนไปก่อน จากนั้นเมื่อแพ็กเกจกฎหมาย 3 ฉบับผ่าน จะสามารถดึงเงินสะสมจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่มีเหลืออยู่ราว 1 หมื่นล้านบาทมาชดเชย ขณะเดียวกันจะสามารถออก ‘ตั๋วร่วม’ โดยมีกองทุนตั๋วร่วมมาช่วยจัดการรายได้ของผู้ให้บริการรถไฟฟ้า และยังสามารถดูแล-ควบคุมผู้ให้บริการรถไฟฟ้าทั้งหมด ผ่านกลไกอำนาจตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง
ขณะเดียวกันจะมีการแก้ไขสัญญาสัมปทานตามไปด้วย โดยปรับให้รัฐบาลใช้เงินอุดหนุนราว 7,000-8,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้อาจมีการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชน เพื่อควบคุมราคาให้ได้จริง โดยหาแหล่งรายได้จากช่องทางอื่นมาโปะ เช่น ค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Charge) เพื่อเก็บส่วนแบ่งจากรถยนต์ที่วิ่งเข้าใจกลางกรุงเทพฯ ในเส้นทางที่รถไฟฟ้าผ่าน การหักส่วนแบ่งจากภาษีรถยนต์และภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาโปะในกองทุน รวมถึงบริหารจัดการพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าเสียใหม่ เพื่อจัดเก็บรายได้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ให้เป็น Transit-Oriented Development คล้ายสถานีรถไฟฟ้าในญี่ปุ่น ที่เป็นศูนย์รวมทั้งระบบขนส่งมวลชน ห้างสรรพสินค้า คอนโดมิเนียม หรืออาคารสำนักงาน
ทั้งหมดนี้ควบคู่มากับข้อที่ 2 คือการเดินหน้าต่อโครงการ ‘บ้านเพื่อคนไทย’ โดยใช้ที่ดินเปล่าของการรถไฟแห่งประเทศไทยให้เป็นประโยชน์ นำมาพัฒนาบ้านราคาสมเหตุสมผลให้กับคนไทย โดยเฟสแรกมีทำเลทอง 4 พื้นที่ คือพื้นที่พัฒนาย่าน กม.11 หลังกระทรวงพลังงาน ไม่ไกลจากถนนวิภาวดีรังสิต, พื้นที่ธนบุรี ตรงข้ามตลาดศาลาน้ำร้อน, พื้นที่เชียงราก จังหวัดปทุมธานี ใกล้ถนนเลียบคลองเปรมประชากร และพื้นที่ถนนทุ่งโฮเตล ติดสถานีรถไฟเชียงใหม่
อันที่จริง การรถไฟแห่งประเทศไทยมีที่ดินเปล่าอยู่กว่า 3 หมื่นไร่ทั่วประเทศ และจำนวนไม่น้อยเป็นที่ดินกลางเมือง ติดต่อกับถนนสายหลัก ติดต่อกับทางรถไฟ-สถานีรถไฟ สามารถเดินทางได้สะดวก แต่ไม่เคยลงทุนเอง ด้วยความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย และความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง ที่ดินจึงปล่อยรกร้างไว้เฉยๆ ทั้งที่สามารถทำประโยชน์ได้มากกว่านี้
ขณะเดียวกัน นโยบายของรัฐ โดยการเคหะแห่งชาติ มักจะมุ่งเน้นทำที่พักอาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น หากแต่ชนชั้นกลาง First Jobber กลับไม่มีนโยบายทำบ้านดีๆ ให้พวกเขา
นโยบายของพรรคเพื่อไทย จึงเตรียมเปลี่ยนที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เหล่านี้ให้เป็นบ้านเพื่อคนไทย ด้วยราคา 1 ห้องนอน 30 ตารางเมตร เริ่มที่ 9 แสนบาท และ 2 ห้องนอน เริ่มที่ 1.6 ล้านบาท โดยเป็นสิทธิการถือครองแบบเช่าระยะยาว (Lease Hold) 99 ปี ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 4,000 บาทเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องดาวน์ และสามารถผ่อนต่อเนื่องได้นานถึง 30 ปี ทั้งนี้มีเงื่อนไขคือ เจ้าของบ้านต้องมีรายได้ปานกลางไม่เกิน 5 หมื่นบาท
หากโครงการบ้านเพื่อคนไทยเสร็จ ก็จะสามารถสร้างเมืองขนาดย่อมๆ มีแหล่งการค้า อาคารพาณิชย์เกิดใหม่ สร้างเงินหมุนได้ และช่วยให้ราคาบ้าน ราคาคอนโดฯ ที่เคยแพงหูฉี่ กลับมาเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น
เมื่อมีบ้านราคาถูก-มีรถไฟฟ้าราคาถูกแล้ว การจะไปต่อให้ครบทั้งลูป ต้องมี Feeder เพื่อเชื่อม ‘ชุมชน’ และระบบสาธารณะเข้าด้วยกัน
ปัญหาใหญ่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็คือ ‘ผังเมือง’ ตั้งต้นไว้ไม่ดีพอ ตรอก ซอก ซอย ถนนเล็กๆ ถนนเกิดใหม่ ไม่มีรถไฟฟ้า ไม่มีแม้แต่รถเมล์ ขณะที่บางถนน รถเมล์วิ่งซ้ำซ้อนกันหลายสาย
แนวคิดของพรรคเพื่อไทยคือออกแบบ Feeder เป็นรถประจำทางติดแอร์ ราคา 10 บาท เพื่อนำคนป้อนเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นขนส่งมวลชนสายหลัก โดยเฉพาะเมื่อรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีส้มสร้างเสร็จตลอดสาย
ทั้งนี้มีการนำเสนอเส้นทาง Feeder เช่น สถานีสนามไชย-บางลำพู, ชิดลม-วิทยุ, สามย่าน-เจริญผล-ประตูน้ำ, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-ศูนย์แพทย์พัฒนา, สุทธิสาร-รัชดาภิเษก, รังสิต-สวนสัตว์เขาดินแห่งใหม่, สะพานใหม่-สนามบินดอนเมือง ฯลฯ
หลักคิดทั้งหมดคือ ‘ลดค่าใช้จ่าย’ เมื่อระบบขนส่งสาธารณะดี ความจำเป็นในการหารถยนต์ส่วนตัวก็น้อยลง เมื่อขนส่งสาธารณะราคาถูก รวดเร็ว และครอบคลุม ประชากรในเมืองก็จะหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ขณะเดียวกันยังลดความหนาแน่น ลดความแออัดในเมือง และรถฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เกิดจากรถส่วนตัวอีกด้วย
แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องทำควบคู่ไปกับการปรับปรุงการให้บริการรถไฟฟ้าที่ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น อย่างน้อยก็ต้องเพิ่มขบวนตู้รถไฟฟ้าให้มีมากพอรองรับชั่วโมงเร่งด่วน
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยก็ต้องได้เสียงมากพอในการเป็นแกนนำรัฐบาล และบริหารกระทรวงคมนาคม เพราะหากทำครบทั้งลูป อาจต้องใช้เวลาเป็นปี แต่เรื่องใหญ่กว่าการมีนโยบายดีๆ คือในทางปฏิบัติ นโยบายเหล่านี้ต้องทำได้จริง ปฏิบัติได้เห็นผล
รอลุ้นกันต่อไปว่าเพื่อไทยจะได้เข้าไปทำนโยบาย ‘คมนาคม’ หรือไม่
Tags: บ้านเพื่อคนไทย, เลือกตั้ง69, House of Cards, รถไฟฟ้า, เพื่อไทย, รถไฟฟ้า20บาท




