ผ่านวันเด็กมาได้ไม่นาน คงจะมีเด็กหลายคนที่ต้องเปลี่ยนคำหน้านาม ‘จากเด็กชายสู่นาย’ หรือ ‘จากเด็กหญิงสู่นางสาว’ แต่ขณะเดียวกันยังมีเด็กชายอีกหลายคนที่อยากใช้นางสาว และอาจมีเด็กหญิงที่อยากใช้นายอยู่ด้วยแต่ก่อนที่เราจะมาพูดคุยถึงเรื่องราวที่เป็นถกเถียง ทุกครั้งที่มีการนำมาพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นในแง่มุมใดก็ตาม และในวันนี้ เราจะมาพูดคุยกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงปัจจุบัน และอนาคตต่อไปของคำนำหน้านาม

จากธรรมเนียมสู่เครื่องมือของรัฐ

ว่าด้วย ‘จุดเริ่มต้นของคำนำหน้านาม’ ในสังคมไทยพบว่า คำนำหน้านามมีการใช้งานมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็น ‘นาย’ หรือ ‘นาง’ และคำที่เคยใช้ในสมัยโบราณอย่าง ‘อำแดง’ ที่เอาไว้ใช้นำหน้าสำหรับผู้หญิง ‘สามัญชน’ อย่างไรก็ตามการใช้คำนำหน้าไม่ได้มีสาระสำคัญในการดำรงชีวิตของผู้คน แต่เป็นเพียงธรรมเนียมปฏิบัติ

จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) มีการปรากฏกฎหมายที่ว่าด้วย ‘คำนำหน้านาม’ คือ ‘พระราชบัญญัติให้ใช้คำนำหน้าชื่อชนต่างๆ’ ในปี 2404 โดยเป็นการมุ่งเน้นให้คำนำหน้านามของชายไทยเหลือเพียง ‘นาย’ และ ‘อ้าย’ สำหรับผู้กระทำผิด ในขณะที่กลุ่มชนชั้นนำ ขุนนาง และผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ก็สามารถคงไว้ อันสะท้อนถึงการนำคำนำหน้านามมาใช้ เพื่อแสดงถึงชนชั้นทางสังคม

ในขณะเดียวกันก็ปรากฏถึงการใช้คำนำหน้านามของผู้หญิงในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่เนื่องด้วยความละเอียดอ่อน ทั้งการแต่งงานของหญิงสามัญชนและการแต่งงานของสตรีในราชนิกุล ทำให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) จึงมีการตรากฎหมายใหม่เกี่ยวกับการใช้คำนำหน้านามของผู้หญิง กล่าวคือ ‘พระราชบัญญัติให้ใช้คำนำหน้านามสตรี’ ในปี 2460

คำนำหน้านามกับความไม่เท่าเทียมทางเพศในเอกสารราชการ

จากเนื้อหาข้างต้น จึงทำให้เกิดการเริ่มต้นการใช้คำว่า ‘นางสาว’ สำหรับผู้หญิงโสด แล้วจึงเปลี่ยนเป็น ‘นาง’ เมื่อสมรสแล้ว ที่ทำให้มีปัญหาต่างๆ ตามมา อย่างปี 2527 ที่มีการตั้งคำถามของประชาชน ถึงการขอใช้คำนำหน้านามสตรี ที่มีสามีแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงทำให้มีการทบทวน และบังคับการเปลี่ยนคำนำหน้านามสตรีจากนางสาวสู่นาง ที่แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นมีสามีที่ชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมายก็ตาม อันครอบคลุมถึงผู้หญิงที่มีลูกในอำนาจการปกครอง ก็สามารถยื่นเรื่องเพื่อขอแก้ไขคำนำหน้านามเป็นนางได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาเกิดการตั้งคำถามถึงการ ‘ต้อง’ เปลี่ยนคำนำหน้านามของผู้หญิง ที่สะท้อนถึง ‘ความไม่เท่าเทียมทางเพศ ระหว่างหญิงกับชาย’ เนื่องจากผู้หญิงจำเป็นต้องเปลี่ยนคำนำหน้านาม แต่ผู้ชายกลับไม่ต้องเปลี่ยน สามารถใช้ ‘นาย’ นำหน้าชื่อตนได้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม

ซึ่งขัดต่อมาตรา 30 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งเป็นฉบับแรกที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนจังหวัดในการร่างรัฐธรรมนูญ โดยในมาตราดังกล่าว ระบุว่า บุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมาย และชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน และการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะความแตกต่างด้านเพศจะกระทำมิได้

จากเหตุดังกล่าวจึงมีการถกเถียงในสังคมระหว่างหญิงชายเรื่อยมา เนื่องจากความเสี่ยงต่อการถูกหลอกในสมรสของฝ่ายหญิง จากการไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ชายที่ตนสมรสนั้นมีสถานะอย่างไร ต่อมาจึงมีการเปลี่ยนแปลงในปี 2551 ที่ประกาศในพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง กำหนดว่า หญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว สามารถที่จะใช้คำนำหน้านามว่า ‘นาง’ หรือ ‘นางสาว’ ก็ได้ นั่นคือผู้หญิงสามารถเลือกใช้คำนำหน้านามได้ตามสมัครใจ
.
คำถามที่ตามมาคือ การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตรงจุดหรือไม่ เพราะในปัจจุบันก็ยังคงเกิดข่าวการมีชู้อยู่ แม้ฝ่ายชายจะจดทะเบียนสมรสแล้วก็ตาม ซึ่งเหตุดังกล่าวก็เกิดขึ้นจนอาจเรียกได้ว่าเป็นปกติ

ขณะเดียวกันในปัจจุบันที่สังคมไทยเริ่มเปิดกว้างในความหลากหลายทางเพศ อย่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2568 เปลี่ยนจาก ‘ชาย’ หรือ ‘หญิง’ ให้เป็น ‘บุคคล’ เพื่อให้คนทุกเพศสามารถจดทะเบียนสมรสได้ และมีสิทธิเท่าเทียมกัน ทั้งเรื่องของมรดก สวัสดิการคู่สมรส การจัดการทรัพย์สิน และอื่นๆ แต่เมื่อกล่าวถึง ‘การอนุญาตให้เลือกใช้คำนำหน้านาม’ กลับเป็นเรื่องที่เกิดการถกเถียง ที่มีการหยิบยกเหตุผลมากมาย เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย

สิทธิหรือสิ่งที่ต้องขออนุญาตจากสังคม

หากจะแบ่งเหตุผลของความไม่เห็นด้วยก็อาจแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่ 1. ความยากลำบากของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 2. ความเสี่ยงต่ออาชญากรรมต่างๆ และ 3. ความแตกต่างทางเพศ แต่ในทั้ง 3 หัวข้อต่างไปในทิศทางเดียวกันคือ การแสดงถึงผลเสียของการอนุญาตให้บุคคลสามารถเลือกคำนำหน้านามได้

ว่าด้วย ‘ความยากลำบากของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข’ มักเป็นประเด็นแรกๆ ที่มีการหยิบยกขึ้นมา เพื่อแสดงถึงความไม่เห็นด้วยหรือการไม่ยอมรับ ทั้งจากบุคคลทั่วไป และบุคลากรทางการแพทย์ โดยมักเกิดความกังวลในลักษณะของความสับสนระหว่างการรักษา หรือกระบวนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ที่ไม่ว่าจะเป็นการรักษาผู้ป่วยจำเป็นต้องรู้เพศ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกโรคจำเป็นต้องทราบเพศเพื่อรักษา ขณะเดียวกันในบางโรคหรืออาการที่จำเป็นต้องทราบเพศในการรักษาหรือวินิจฉัย และการจ่ายยาก็สามารถที่จะทราบข้อมูลได้จากระบบเวชระเบียน

ว่าด้วย ‘ความเสี่ยงต่ออาชญากรรมต่างๆ’ เป็นประเด็นที่กล่าวถึงความกลัวต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น อาชญากรรมทางเพศก็ยังคงเกิดขึ้น และหากจะกล่าวว่าอาจนำมาซึ่งปัญหาเชิงอาชญาวิทยา ในการติดตามคนร้ายหรือระบุตัวตนผู้เสียชีวิต ก็อาจควรตั้งคำถามถึงระบบกฎหมาย และฐานข้อมูลของรัฐไทยมากกว่าหรือไม่

ว่าด้วย ‘ความแตกต่างทางเพศ’ ถือเป็นประเด็นที่มีการนำมาพูดถึงอย่างทั่วกัน ไม่ว่าจะเป็น การกระทบต่อสิทธิของกลุ่มคนรักต่างเพศ (Heterosexual) ที่ในความเป็นจริงแล้วก็ไม่มีใครเสียสิทธิไป แต่จะเป็นการคืนสิทธิให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือแม้แต่การเอาเปรียบผู้หญิงในการแข่งขันกีฬา 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว สัดส่วนบุคคลข้ามเพศที่ชนะการแข่งขันกีฬามีน้อยกว่ามาก และการข้ามเพศมีกระบวนการที่ส่งผลต่อร่างกายเช่นกัน ตลอดจนการโกหกเพศกำเนิดเพื่อการคบหาและแต่งงาน ซึ่งแท้จริงแล้วมิจฉาชีพไม่เลือกเพศและสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งหากเกิดขึ้นก็สามารถดำเนินคดีในฐานะอาชญากรได้

เมื่อกล่าวถึง ‘การอนุญาตให้บุคคลสามารถเลือกคำนำหน้านามได้’ กี่ครั้งก็ตามมักเกิดการถกเถียงและต่อต้านอย่างไม่สนใจถึงผลดีที่ตามมา และมักจะปรากฏเพียงการหยิบยกผลเสียมาพูดถึง เพื่อแสดงถึงความเห็นเชิงลบต่อนโยบาย หรือการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว

แล้วอย่างนี้เรายังจะสามารถกล่าวอ้างว่า ประเทศไทยเป็นประเทศ Queer Friendly ได้อยู่หรือไม่

อย่างไรก็ตามแม้ในประเทศไทยมีคนไม่เห็นด้วยจำนวนหนึ่ง แต่ในต่างประเทศกลับพบ ‘การอนุญาตให้บุคคลสามารถเลือกคำนำหน้านามได้’ ผ่านการประกาศใช้กฎหมายและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นเยอรมนีที่มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศฯ (Gesetz über die Selbstbestimmung in Bezug auf den Geschlechtseintrag: SBGG)

กฎหมายดังกล่าวเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบข้อมูลของรัฐที่มีอยู่ อย่างบัตรประชาชนที่ไม่มีการระบุคำนำหน้านามอยู่แล้ว ในขณะที่ ‘คำบ่งบอกเพศ’ จะอยู่ในหนังสือเดินทาง โดยใช้ F แทนผู้หญิงและ M แทนผู้ชาย ซึ่งกฎหมายนี้เข้ามาปรับแก้แนวทางดังกล่าว เพื่อให้สามารถเปลี่ยนเพศในหนังสือเดินทางได้ หรือบุคคลที่ไม่อยู่ในระบบ 2 เพศ (Gender Binary) ก็สามารถที่จะระบุด้วย X

โดยผู้อ่านที่สนใจในกฎหมายดังกล่าว สามารถอ่านต่อได้ทางเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษา ครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชน หรืออ่านฉบับภาษาไทยที่มีการสรุปและแปลมาแล้ว เพราะนอกจากจะมีข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายแล้ว ยังมีข้อมูลที่ตอบคำถาม ข้อสงสัยของคนที่ไม่เห็นด้วย หรือกังขาในกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนอยากชวนผู้อ่านมาพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ ถึงแนวทางที่เป็นกลาง ทั้งทางสังคม การเมือง และเพศ เพราะจากสังคมกระแสหลักที่เปี่ยมไปด้วยกระแสอนุรักษนิยมใหม่ (Neo-conservative) กลับไม่มีพื้นที่ความเป็นกลางทางเพศ ให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงเลย ราวกับว่าความหลากหลายทางเพศไม่เคยอยู่ในสำนึกคิดทางการเมือง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องเพศก็เป็นเรื่องของการเมือง

ปรากฏการณ์ปฏิเสธคำนำหน้านามทางการเมือง จากกระแสสังคมอนุรักษนิยมใหม่ ภายใต้แนวคิดของความไม่พร้อมของโครงสร้างภาครัฐ และความไม่ปลอดภัยเชิงอาชญาวิทยา อาจไม่ได้ต่างจากการรอให้ถนนลูกรังหมดไปจากประเทศไทย ถึงจะสร้างรถไฟความเร็วสูง และในทุกวันที่สังคมยังกล่าวว่า ‘รัฐไม่พร้อม’ หรือการกล่าวโทษผู้มีความหลากหลายทางเพศว่า ‘เรียกร้องมากเกินไป’ กลับมีคนอีกหลายคนถูกตั้งคำถามหรือเลือกปฏิบัติ เพียงเพราะคำนำหน้านามไม่ตรงกับเพศสภาพที่ปรากฏ

ที่มา: 

กฤษฎา บุณยสมิต (2018). ความเป็นมาในการใช้คำนำหน้านามชายและหญิง. วารสารนิติพัฒน์นิด้า, 7(2), 2–14.

https://www.silpa-mag.com/history/article_134938

https://themomentum.co/gender-legal-gender-recognition/

https://x.com/phati0/status/2009120523901653425?s=46&t=qNIdnNwBCbwRJdbv8Bw8KA

Tags: , , , , ,