วินาทีที่ม่านกำมะหยี่ค่อยๆ ปิดลง ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังสนั่นทั่วเธียเตอร์ ขณะที่แสงไฟที่ค่อยๆ สว่างขึ้น
ฉับพลันนั้นความรู้สึกปลื้มปีติหลังการแสดงก็เกิดขึ้น พร้อมกับคำถามว่า กว่าจะเป็นการแสดงร้องเพลงที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเวที ศิลปินเหล่านี้ต้องเริ่มฝึกร้องเพลงจากตรงไหนกันแน่
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทยจะพบว่า เรามีพื้นที่สอนร้องเพลงโอเปราและมิวสิคัลยังไม่มากนัก หลายคนจึงต้องบินไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือต้องพับความฝันบนเวทีลง เพราะไม่รู้จะเรียนจากใคร หรือเริ่มจากตรงไหน
การเดินทางตามเสียงดนตรีของ ‘ครูมาย’ Mariella Kuenghakit ตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงบอสตันและนิวยอร์ก จึงกลายเป็นแรงส่งสำคัญให้เธอสร้างพื้นที่เวทีเล็กๆ ขึ้นในเมืองไทย ภายใต้ชื่อ Broadway and Opera School โรงเรียนสอนร้องเพลงคลาสสิกและโอเปรา ที่ใช้หลักสูตรเดียวกับต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายสร้างพื้นที่ให้คนไทยทุกคนตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ได้เดินทางออกตามฝัน โดยไม่ต้องบินข้ามโลกเพื่อไปเรียนร้องเพลง
ควบคู่กันนั้น เธอยังเป็นผู้ก่อตั้ง The Accent Police พูดได้ 5 ภาษา และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับสำเนียงและการออกเสียงภาษาอังกฤษ อิตาเลียน และฝรั่งเศสในระดับสากล เพื่อช่วยให้ผู้เรียนใช้เสียงของตนได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติในทุกเวที
คอลัมน์ The Chair สัปดาห์นี้ ชวนทุกคนรู้จัก Broadway and Opera School โรงเรียนสอนโอเปราแห่งแรกในไทย ที่ก่อตั้งโดยนักเรียนทุนร้องเพลงคนแรกของ Shrewsbury International School Bangkok และคนไทยคนแรกที่จบจาก The Boston Conservatory at Berklee ที่ได้รับปริญญาตรีสาขา Vocal Performance และปริญญาโทสาขา Vocal Pedagogy
ล่าสุดเธอได้พานักเรียนในสถาบันไปคว้ารางวัลในการประกวด American Protégé ที่เวที Carnegie Hall, New York 2025 ถึง 3 คน มาจับเข่าพูดคุยตั้งแต่จุดเริ่มต้น แนวคิด หลักสูตร ทำอย่างไรให้คว้ารางวัลระดับโลก ไปจนถึงคำถามเบสิกอย่าง คนเสียงเพี้ยนจะร้องเพลงได้ไหม
จุดเริ่มต้นของโรงเรียนสอนร้องเพลงโอเปราแห่งแรกในประเทศไทยมาจากไหน
สำหรับมายมองว่า อยากให้พื้นที่แห่งนี้คือบ้านของเสียง ที่มายอยากสร้างให้กับประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กไทยที่มีฝันอยากไปเรียนต่อ ไม่ว่าจะเป็นบอร์ดเวย์ หรือการเรียนร้องเพลงหลักสูตรอื่นๆ ที่ต่างประเทศให้ได้รับโอกาสแบบเดียวกับมาย
จริงๆ จุดเริ่มต้นก็เริ่มจากประสบการณ์ของตัวเอง คือมายเรียนจบจากบอสตันและไปแสดงที่นิวยอร์ก มันทำให้เราเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ต้องฝึกฝนเรื่องเสียงเยอะมาก
มายจึงคิดว่า อยากให้ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของน้องๆ ในไทย ได้เข้ามาเทรนด์ในเรื่องของเสียง โดยไม่จำเป็นต้องบินไปไกลถึงต่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็จะได้รับการเรียนเหมือนกับ World Class Training 
แล้วความยากของการก่อตั้งโรงเรียนโอเปราในไทยคืออะไร
สำหรับมายมองว่า ความยากคือการสื่อสาร เพราะหลายคนจะคิดว่าโอเปราเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ เสียงสูง และจริงจัง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นพื้นที่ให้คนเข้ามาค้นหาตัวเอง คือการร้องโอเปราไม่ได้ยากอย่างที่คิด ไม่จำเป็นต้องซีเรียส แต่โอเปราคือพื้นที่ที่ทำให้เราสนุก และเป็นการเล่าเรื่องผ่านเสียงมนุษย์ที่บริสุทธิ์
เพราะเวลาร้องโอเปราเราจะไม่มีไมค์ ทุกอย่างต้องสื่อสารจากอารมณ์ล้วนๆ โดยไม่มีเอฟเฟกต์อื่นมาช่วย
หลายคนยังมีภาพจำว่า มิวสิคัลหรือการเรียนร้องเพลง ไม่ได้มีเทคนิคจริงจัง ครูมายมองเรื่องนี้อย่างไร
มายมองว่า มิวสิคัลคือการใช้ Vocal Technique ขั้นสูง เรียกว่าขั้นสูงเลย เพราะว่านักร้องมิวสิคัลทุกคนจะต้องทำ 3 อย่าง ไปพร้อมกัน คือ การเต้น การแอ็กติง และการร้องเพลง แล้วทุกอย่างเกิดขึ้นสดในโมเมนต์นั้น ซึ่งจะไม่ได้เหมือนกับศิลปะประเภทอื่น เช่นเราไปดูหนังก็จะมีหลายเทก แต่มิวสิคัลคือการแสดงแบบเทกเดียว ดังนั้นมายมองว่านักร้องมิวสิคัลต้องฝึกฝนและได้รับการเทรนนิงเหมือนนักกีฬา
จากประสบการณ์ส่วนตัวครูมายมองว่า การเรียนร้องเพลงต่างประเทศ และหลักสูตรในไทยต่างกันไหม
เวลาเราพูดถึงการร้องเพลงในสังคมไทย หลายคนอาจนึกถึงการเปิดคาราโอเกะ หรือร้องตามเนื้อเพลงจากอินเทอร์เน็ตแล้วร้องไปเรื่อยๆ แต่ในความเป็นจริง การร้องเพลงที่ดีควรเริ่มต้นตั้งแต่การจัดสรีระร่างกาย การหายใจที่ถูกต้อง ไปจนถึงความเข้าใจด้าน Vocal Science ว่าการออกเสียงตามเทคนิคที่ถูกต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง
นักเรียนของมายทุกคนจะสามารถอ่านโน้ตได้และได้รับพื้นฐานทฤษฎีดนตรี การเข้าใจกลไกของเสียง ไปจนถึงการนำเทคนิคเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับแนวเพลงที่ตนเองรัก เพื่อให้สามารถร้องเพลงได้อย่างมั่นใจ แข็งแรง และยั่งยืนในระยะยาว
แล้ว Broadway and Opera School แตกต่างจากโรงเรียนสอนร้องเพลงทั่วไปอย่างไร
ที่นี่เราจะเน้นเจาะจงไปที่ตัวนักเรียน เพราะมายมองว่าเด็กแต่ละคนมีเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราจะนำจุดเด่นของนักเรียนแต่ละคนมาปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
เพราะที่นี่เป็น Private คลาสทั้งหมด ที่จะออกแบบมาเพื่อเฉพาะบุคคลเลย และก่อนเรียนก็จะมี Specify Trial Lesson ซึ่งจะเป็นการทดลองและพูดคุยกันก่อนการเรียนร้องเพลง
มันคล้ายกับว่าเรา Explore เสียง และวิเคราะห์ตั้งแต่ Range เสียง ว่านักเรียนแต่ละคนเป็นอย่างไร เพลงที่เหมาะสมเป็นแบบไหน พูดแบบสรุปก็คือเราจะดูแลเรื่องเสียงทั้งหมดเลย
ในคอร์สเรียนระบุว่า เน้นการร้องเพลงแบบ ‘Healthy Singing’ สิ่งนี้คืออะไร และทำไมถึงจำเป็น
Healthy Singing ถือเป็นรากฐานของการร้องเพลง หากให้อธิบายง่ายๆ ตามหลักของ Vocal Science จุดโฟกัสของเสียงจะมีอยู่ 5 อย่างคือ 1. การหายใจ (Breathing) 2. ความกังวานของช่องเสียง (Resonance) 3. กระบวนการเปลี่ยนเสียง (Phonation) 4. การออกเสียงให้ถูกต้อง (Articulation) และ 5. ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อเส้นเสียง (Vocal Flexibility)
ดังนั้นเมื่อเราใช้ร่างกายให้ถูกต้องการร้องเพลงก็จะมีประสิทธิภาพ รู้สึกสบายและ Healthy ที่สุด
ครูมายมองว่า สิ่งสำคัญของการเรียนร้องเพลงคืออะไร
มายคิดว่าคือการรักในเสียงเพลง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเรียนร้องเพลง หรือการเข้ามาในวงการนี้ เพราะถ้าเราเริ่มอะไรบางอย่างด้วยความรัก มันจะทำให้เราทำสิ่งนั้นไปได้จนสุดทาง ไม่ได้กลายเป็นแค่เป้าหมายเล็กๆ แต่เป็นการทำบางสิ่งบางอย่างในระยะยาว เพราะต้องเป็นคนที่รักในเสียงเพลง และรู้สึกว่าอยากอยู่กับดนตรีไปตลอดชีวิต
แล้วคนที่ร้องเพลงเพี้ยนสามารถร้องเพลงให้เพราะขึ้นได้ไหม
ได้แน่นอน จริงๆ แล้วการร้องเพลงเพี้ยนเราต้องเริ่มจากการฟังให้ถูกต้องตาม Pitch ต่างๆ ก่อน คือการแก้ไขต้องเริ่มตั้งแต่ประสาทของสมองเลย เราอาจจะต้องเริ่มแก้จากการได้ยินก่อน ถ้าเราได้ยินตรง Pitch แล้ว เราก็จะสามารถแมตช์ให้ตรงได้ หลังจากนั้นก็จะเริ่มฝึกตั้งแต่กล้ามเนื้อเพื่อให้ปรับตรงเสียง
ส่วนตัวครูมายมองว่า การร้องเพลงที่ดีควรเริ่มจากจุดไหน
มายคิดว่าการร้องเพลงที่ดีควรจะมาจาก 3 ข้อหลักๆ คือ 1. เทคนิค 2. หัวใจ และ 3. ร่างกาย
ทั้งหมดทั้งมวลคือหัวใจหลัก เพราะเทคนิคมีไว้สำหรับควบคุมเสียง และเป็นฐานให้เราร้องเพลง แต่พอเราขึ้นเวทีแล้วเทคนิคต่างๆ ก็ไม่ควรจะนึกถึง เพราะจะทำให้การสื่อสารเพลงไม่ได้ความหมาย และไม่เป็นธรรมชาติ
แต่หากเราฝึกฝนจนข้ามเทคนิคได้แล้ว เราก็จะพูดถึงการตีความเพลง หรือการใช้หัวใจในการร้องเพลงในลำดับต่อไป และสุดท้ายร่างกายก็ต้องพร้อม สำหรับการร้องเพลงยาวๆ เพราะในมิวสิคัลบางเรื่องต้องใช้เวลาแสดงยาว บางครั้ง 2-3 ชั่วโมง 
แปลว่าการร้องเพลงเป็นมากกว่า ‘เสียงเพราะ’ แต่คือการดูแลตัวเองด้วย?
ใช่ คือการที่เราเกิดมาแล้วเสียงเพราะ มันก็เหมือนกับว่าเป็นโบนัส แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องฝึกฝน จริงๆ นักร้องทุกคนมีโค้ช มายเลยรู้สึกว่าอยากจะให้ Broadway and Opera School เป็นพื้นที่ของทุกคนให้เข้ามา Explore เสียง ไม่จำเป็นว่าต้อง Professional หรือ Beginner เท่านั้น
แล้วครูมายมองว่า การเรียนร้องเพลงตั้งแต่เด็กส่งผลกับชีวิตอย่างไรบ้าง
หนึ่งเลย คือการได้รู้จักตัวเอง พอเราเรียนร้องเพลงเราก็จะเริ่มเข้าใจเสียงของเรา เพราะแต่ละเพลงมันมี Frequency ที่ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์ หรืออะไรบางอย่างในชีวิต และจะทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น
สอง คือการกล้าแสดงออก ยกตัวอย่างน้องๆ บางคนที่คุณพ่อคุณแม่พามาเรียนก็จะเริ่มต้นแบบเขินๆ ไม่กล้าขึ้นเวที ที่แห่งนี้จะเป็นเหมือนแพลตฟอร์มให้เขาได้ขึ้นเวทีได้กล้าแสดงออก
และสาม คือความรับผิดชอบหรือวินัย เพราะการจะทำอะไรให้ดีมายรู้สึกว่ามันต้องมีวินัย ที่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ คือบางทีเราเห็นนักร้องเวลา On Stage มันดูเหมือนง่าย มันดูไร้ที่ติ แต่จริงๆ แล้ว Behind the Scene นักร้องทุกคนมีเยอะมาก เช่น ต้องวอร์มเสียงทุกวัน ต้องร้องทุกวัน เพื่อที่จะคงความสม่ำเสมอของเสียงไว้
ส่วนตัวแล้วครูมายมองความสำเร็จที่แท้จริงของการร้องเพลงคืออะไร
ความสำเร็จที่แท้จริง หลายคนอาจจะเข้าใจว่า คือการ On Stage ใหญ่ๆ หรือว่าต้องชนะรางวัล หรือต้องร้องโน้ตเสียงสูงมากๆ แต่จริงๆ แล้วความสำเร็จที่แท้จริงของมาย คือการที่นักเรียนเดินเข้ามาแล้วบอกเราว่า
“ครูมาย หนูทำได้แล้วค่ะ”
หลักสูตรของ Broadway and Opera School มีอะไรบ้าง
จริงๆ เรามีสอนร้องเพลงในทุกรูปแบบ แต่จะเน้นตั้งแต่โอเปรา มิวสิคัล และป็อบเป็นหลัก
แล้วทุกหลักสูตรมีรากฐานเดียวกันไหม
มายคิดว่าการร้องเพลงทุกอย่างแทบจะมีรากฐานเดียวกันหมดเลยคือ 1. การหายใจที่ดี 2. การเข้าใจร่างกายว่าต้องออกเสียงอย่างไร และ 3. การสื่อสารเรื่องราว เช่นการร้องเพลงป็อบก็จะเป็นการเล่าผ่านความรู้สึกของเพลงนั้นๆ เป็นการสื่อสารกับคนดู เพราะแต่ละรูปแบบมีวิธีการสื่อสารกับคนดูที่แตกต่างกัน
ดังนั้นหากเราได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้อง เราก็จะสามารถใช้เสียงเพลงสื่อสารไปถึงคนได้จริงๆ
ขณะที่การร้องเพลงในแนวมิวสิคัล จะเน้นการสื่อสารผ่านบทบาทและตัวละคร ผู้ร้องต้องใช้ทั้งเสียง ร่างกาย และการแสดง เพื่อเล่าเรื่องให้ผู้ชมเชื่อและรู้สึกร่วมไปกับตัวละคร ส่วนการร้องโอเปรานั้น จะยกระดับการสื่อสารผ่านโครงสร้างทางดนตรีที่ซับซ้อนมากขึ้น ต้องอาศัยพลังเสียง การควบคุมลมหายใจ และเทคนิคการใช้ร่างกายอย่างละเอียด เพื่อส่งอารมณ์และเรื่องราวไปถึงผู้ชมในพื้นที่ขนาดใหญ่โดยไม่ใช้ไมโครโฟน
แม้รูปแบบและวิธีการสื่อสารจะแตกต่างกัน แต่หัวใจสำคัญยังคงเหมือนกัน ดังนั้นหากได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้องและเข้าใจรากฐานของการใช้เสียงอย่างแท้จริง นักร้องก็จะสามารถปรับใช้เทคนิคเหล่านี้กับทุกแนวเพลง และสื่อสารผ่านเสียงเพลงไปถึงผู้คนได้อย่างมีพลังและจริงใจ
ในปีนี้ ลูกศิษย์ของครูมายสามารถคว้ารางวัลบนเวทีนานาชาติได้ คุณเตรียมตัวสำหรับนักเรียนที่ต้องไปแข่งขันอย่างไร
สำหรับมาย การแข่งขันระดับโลกมันค่อนข้างแตกต่างกับการเรียนร้องเพลงทั่วไป เพราะเราต้องเตรียมตัวและวิเคราะห์อย่างระดับลึก คือเราต้องตีความแต่ละห้องเพลงว่าต้องร้องอย่างไร
อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การจัดการความกดดันของลูกศิษย์ด้วย เพราะบางทีเด็กๆ อาจจะตื่นเวที เราจะต้องทำอย่างไรให้เขาคิดว่า ตรงนี้คือพื้นที่ของเขา แต่ขณะเดียวกันเราจะไม่มีการบล็อกทุกอย่างให้นักเรียนเป๊ะๆ แต่เปิดโอกาสให้การแสดงออกเกิดจากข้างในของตัวเอง ผ่านการตีความตัวละครจากบทเพลงในระดับลึก ตั้งแต่จิตใต้สำนึก ภูมิหลัง ไปจนถึงการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้การแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด และเราก็จะช่วยมอบประสบการณ์ให้น้องๆ สามารถ Recreate เหตุการณ์ในมิวสิคัลกับตัวเขาเองได้
ครูมายอยากบอกอะไรกับเด็กไทยที่ฝันอยากเรียนดนตรี แต่กลัวว่าตัวเองจะไม่เก่งพอไหม
หลายคนอาจเกิดมาโชคดี มีเสียงที่ไพเราะโดยธรรมชาติ แต่สำหรับมาย ความสามารถที่แท้จริง ไม่ได้มาจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว มันต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่องด้วย และแค่พยายามอย่างเดียวก็ยังไม่พอ เพราะเราต้องมีความอดทนที่จะทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในแบบที่คนนอกอาจมองว่าน่าเบื่อ แต่เราต้องทำมันทุกวัน
เพราะฉะนั้นจึงกลับมาที่ว่า ทำไมมายเชื่อว่า การร้องเพลงควรเริ่มต้นจาก ‘ความรัก’
เมื่อเรารักในสิ่งที่ทำ เราจะสนุกกับกระบวนการพัฒนา มากกว่าการจมอยู่กับคำถามว่าเราเก่งหรือไม่เก่ง
และในที่สุด สิ่งเหล่านี้เองจะค่อยๆ ทำให้เราเก่งขึ้น โดยที่เราแทบไม่รู้ตัวเลย
คำถามสุดท้าย ถ้าให้ครูมายสามารถเลือก 3 คำ มาอธิบาย Broadway and Opera School ได้จะเป็นคำแบบไหน
เสียง จิตวิญญาณ และการเติบโต ตามสโลแกนของโรงเรียนเราคือ Your Voice, Your Soul, Your Journey
Fact Box
ใครที่สนใจอยากค้นหาเสียงของตัวเอง หรือเริ่มต้นเส้นทางดนตรีอย่างถูกวิธี สามารถแอดไลน์ Broadway and Opera School ได้ทาง @broadwayandopera เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม




