จากการละลายของธารน้ำแข็งบนเทือกเขาถังกูลา (Tanggula Mountains) ในทิเบต หลอมรวมกลายเป็น ‘สาละวิน’ แม่น้ำสายใหญ่ไหลเป็นทางยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร หล่อเลี้ยงผู้คนและสิ่งมีชีวิตใน 3 ประเทศทั้งจีน เมียนมา และไทย

นอกจากความยาวเป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม่น้ำสาละวินยังเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่รอดพ้นจากการสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ขวางกั้นแม่น้ำ โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนที่กำลังเกิดขึ้นในแม่น้ำหลายแห่งทั่วโลก แม่น้ำสายนี้จึงได้รับการขนานนามว่า แม่น้ำที่ไหลรินอย่างอิสระ ซึ่งในหมู่มวลแม่น้ำที่มีความยาวมากกว่า 1,000 กิโลเมตร มีเพียง 36% เท่านั้นที่ยังคงเป็นเช่นนั้นได้

แม้จะรอดพ้นจากการควบคุมของมนุษย์ สาละวินกลับเผชิญกับปัญหาอื่นที่เลวร้ายไม่แพ้กันกับการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำ นั่นคือกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้แม่น้ำสายนี้ปนเปื้อนสารโลหะหนักอันเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ พืชผลทางการเกษตร และมนุษย์ เป็นกรณีเดียวกันกับแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงที่เจอสถานการณ์เดียวกันอยู่ในขณะนี้ 

อย่างไรก็ตาม องค์กรพิทักษ์แม่น้ำและหน่วยงานที่ไม่ใช่รัฐ ต่างยืนยัน ‘ต้นตอ’ ที่ทำให้แม่น้ำสาละวินปนเปื้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า เกิดจากการทำเหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่แรร์เอิร์ธบริเวณต้นน้ำสาละวิน ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยมีข้อมูลทั้งภาพถ่ายดาวเทียมเหนือเหมือง และมีการระบุจุดที่ตั้งของเหมืองในแผนที่เอาไว้

ทั้งนี้ภาครัฐยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ‘ต้นตอ’ ของสารโลหะหนักในแม่น้ำสาละวิน มีที่มาจากกิจกรรมของเหมืองเหล่านั้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวสำคัญบริเวณใกล้กับแม่น้ำสาละวินหรือในลำน้ำสาขา โดยอ้างอิงข้อมูลจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ รวมถึงข้อมูลจากสถาบัน STIMSON องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐอเมริกาที่ติดตามความเคลื่อนไหวการทำเหมืองในเมียนมาอย่างใกล้ชิด 

แม่น้ำสาละวินปนเปื้อนเพราะ ‘เหมือง’ ?

เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหาร องค์กรริเวอร์สแอนด์ไรท์ส (Rivers and Rights) ให้ข้อมูลว่า ต้นตอของสารโลหะหนักในแม่น้ำสาละวิน อาจมาจากกิจกรรมของเหมืองทองและเหมืองแรร์เอิร์ธจำนวนมากที่ตั้งอยู่บริเวณต้นแม่น้ำสาละวินเช่นเดียวกันกับต้นตอของสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง

กรรมการบริหาร องค์กรริเวอร์สแอนด์ไรท์ส เปิดวิดีโอซึ่งคาดว่า ถ่ายโดยแรงงานภายในเหมือง ซึ่งเผยให้เห็นวิธีการสกัดเอาแร่โดยการขุดเจาะภูเขาเพื่อต่อท่อเข้าไปข้างใน ก่อนจะฉีดสารเคมีเพื่อสกัดแร่ โดยสารเคมีที่ฉีดเข้าไปนั้นจะไหลออกมาข้างนอกตรงไปยังบ่อเก็บสารเคมีที่ขุดเอาไว้ นอกจากนี้เพียรพรยังเปิดเผยภาพถ่ายทางอากาศที่แสดงให้เห็นว่า มีการขุดเปิดหน้าดินเพื่อขุดเจาะหาแร่อีกด้วย

“เมื่อมีการขุดเปิดหน้าดินเพื่อทำเหมือง เมื่อใดก็ตามที่ฝนตกลงมา น้ำฝนก็จะชะล้างเอาสารพิษบนหน้าดินไหลลงสู่แม่น้ำด้วย” กรรมการบริหาร องค์กรริเวอร์สแอนด์ไรท์สชี้

สถาบันสติมสัน (STIMSON) เปิดเผยข้อมูลแผนที่ที่บอกพิกัดที่ตั้งของเหมืองทองคำและเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐฉาน ซึ่งปัจจุบันระบุพิกัดได้แล้วกว่า 100 จุด

จากข้อมูลนี้ เหมืองที่มีพิกัดใกล้กับไทยตั้งอยู่ในรัฐฉาน ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองโต๋น นอกจากนี้พิกัดของเหมืองยังอยู่ติดกับแม่น้ำฮาง ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาที่จะไหลลงไปรวมกับแม่น้ำสาละวิน ขณะเดียวกันเหมืองที่ตั้งใกล้กับแม่น้ำเหล่านี้ยังมีการ ‘เปิดหน้าดิน’ เพื่อหาแร่ใต้ผิวดิน ซึ่งจากภาพจะเห็นชัดเจนว่า จุดที่ทำเหมืองจะมีลักษณะผิวดินเป็นโคลนสีแดงอิฐขนาดกว้าง

เช่นเดียวกันกับพิกัดอื่นๆ ในแผนที่พบว่า จุดที่ตั้งของเหมืองทั้งหมดล้วนตั้งอยู่ใกล้กับลำน้ำสาขาที่จะไหลลงสู่แม่น้ำสาละวินเช่นกัน เช่น เหมืองใกล้กับแม่น้ำป๋างหรือเหมืองใกล้กับแม่น้ำมาที่มีจำนวนมาก

บทความรวมถึงงานวิจัยหลายชิ้นยังชี้ว่า เจ้าของเหมืองเหล่านี้คือกลุ่มชาวจีนที่เข้ามาทำสัมปทานกับกลุ่มกองกำลังในพื้นที่รัฐฉานเพื่อประกอบกิจการเหมือง โดยเฉพาะเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดโลก เนื่องจากเป็นแร่สำคัญที่ใช้ในการผลิตสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ 

จีนเป็นเจ้าของเหมือง?

จีนเป็นประเทศที่มีแร่แรร์เอิร์ธสำรองมากที่สุดของโลก จากการเปิดเผยโดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา ในปี 2025 พบว่า จีนมีปริมาณสำรองแร่แรร์เอิร์ธกว่า 44 ล้านตัน มากกว่าอันดับ 2 อย่างประเทศบราซิลที่มีอยู่ 21 ล้านตัน

หลังจากการค้นพบแหล่งแร่ ‘Bayan Obo’ ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ประเทศจีนเมื่อปี 1927 ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1950 อุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธในจีนก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งมีการผลิตแรร์เอิร์ธเพิ่มจากเดิมอยู่ที่ 1.6 หมื่นตัน เป็น 7.3 หมื่นตันระหว่างปี 1990-2000 และเพิ่มขึ้นเป็น 1.29 แสนตันในปี 2009 คิดเป็นมากกว่า 90% ของสัดส่วนผลิตแรร์เอิร์ธทั่วโลก 

การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้อย่างรวดเร็ว สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รอบเหมืองรวมไปถึงแม่น้ำสายต่างๆ ของจีนอย่างมหาศาล ในปี 2016 ทางการจีนจึงเข้ามาควบคุมอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธอย่างจริงจัง มีการกวาดล้างเหมืองเถื่อนและจัดการขบวนการลักลอบทำเหมืองแรร์เอิร์ธผิดกฎหมาย มีมาตรการที่เข้มข้นด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงจำกัดโควตาจำกัดการผลิต ส่งผลให้เหมืองแรร์เอิร์ธหลายแห่งต้องปิดตัวลงไปเนื่องจากความไม่คุ้มค่า ในขณะเดียวกันจีนยังคงต้องใช้แรร์เอิร์ธเพื่อเป็นอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจเช่นสหรัฐฯ จึงเริ่มมีการมองหาพื้นที่นอกประเทศ เพื่อแสวงหาแรร์เอิร์ธส่งกลับเข้าไปแปรรูปในประเทศอีกครั้ง หนึ่งในจุดหมายหลักคือเมียนมา เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่พบว่า มีแร่แรร์เอิร์ธสูง โดยมีการผลิตแรร์เอิร์ธเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากจีน และสหรัฐฯ

มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ได้ทำแผนที่วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมในพื้นที่ Mong Bawk พบว่า ในปี 2015 มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธตั้งอยู่บริเวณดังกล่าว 3 จุด แต่ในปี 2025 กลับพบว่า มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 26 จุด

หลังจากทางการจีนมีมาตรการควบคุมอุตสาหกรรมเหมืองแร่แร์เอิร์ธเข้มข้นมากยิ่งขึ้น การผลิตแร่แรร์เอิร์ธในอาณาเขตของเมียนมาที่มีการผ่อนปรนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าก็เริ่มเติบโต โดยในปี 2016 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการกวาดล้างเหมืองแร่แรร์เอิร์ธหลายแห่งในมณฑลเจียงซี ผู้ประกอบการเหมืองในจีนจึงย้ายไปยังเมียนมา ต่อมาในปี 2017 การทำเหมืองแรร์เอิร์ธก็ขยายตัวขึ้นในเมืองชีปเวและเมืองปังวา ของรัฐคะฉิ่น กระทั่งได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการทำเหมืองและสกัดแร่แรร์เอิร์ธ 

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่น เป็นการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างชาวจีนกับผู้มีอำนาจในพื้นที่จึงไร้การควบคุมจากทางการเมียนมา ส่งผลให้เหมืองแต่ละแห่งที่ผุดขึ้นในบริเวณรัฐนี้เป็นเหมืองผิดกฎหมาย และไร้มาตรฐานกำกับ มีการทำเหมืองด้วยการฉีดสารละลายเช่น แอมโมเนียมซัลเฟต (In-situ leaching) ผ่านท่อที่เจาะเข้าไปในไหล่เขา ซึ่งสารเหล่านี้มีจะปล่อยสารโลหะหนัก ธาตุกัมมันตรังสี และสารไอออนิก 

และด้วยการจัดการเหมืองที่ไร้มาตรฐาน ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนไปยังแหล่งน้ำ ยกตัวอย่างลำห้วยในเมืองชีปเว ซึ่งพบการปนเปื้อนสารหนูและกัมมันตรังสี ส่วนบริเวณแหล่งน้ำใกล้กับเหมืองพบว่า สัตว์น้ำติดเชื้อ ไม่สามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ ขณะเดียวกันแรงงานเหมืองยังมีอาการไอ ชา เป็นโรคผิวหนัง ไตมีปัญหา บางรายเสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เชื่อมโยงกับการสัมผัสสารเคมี ยังไม่นับรวมปัญหาอื่นๆ เช่น ภัยพิบัติจากเหมืองถล่มในช่วงที่เกิดฝนตกหนัก 

แม้ว่าในปี 2018 รัฐบาลพลเรือนพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) จะพยายามอย่างยิ่งยวดทั้งส่งเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปสอดส่องเขตเหมือง สั่งปิดกิจการ และห้ามไม่ให้มีการส่งออกแรร์เอิร์ธที่ได้กลับไปจีน เพื่อควบคุมปัญหาทั้งหมด แต่จุดหักเหก็เกิดขึ้น เมื่อเกิดการรัฐประหารรัฐบาลพลเรือน ในปี 2021 ทำให้พื้นที่รัฐบาลเสียการควบคุมเหมืองไปอยู่ในมือของกลุ่มกองกำลังต่างๆ ทั้งนี้เมื่อกลุ่มกองกำลังยังคงต้องจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อคานอำนาจกับกองทัพเมียนมา การให้สัมปทานพื้นที่ทำเหมืองแรร์เอิร์ธจึงเป็นตัวเลือกหนึ่ง นำมาสู่การขยายตัวอีกครั้งของอุตสาหกรรมแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมา

ทั้งนี้แม้ว่ารัฐบาลไทยจะมีข้อมูลสนับสนุนทั้งจากองค์กรภาคประชาชน หน่วยงานระหว่างประเทศ ที่บอกพิกัดที่ตั้งของเหมือง รวมถึงให้ข้อมูลลักษณะการทำเหมืองในพื้นที่ของรัฐฉาน แต่ปัจจุบันพวกเขายังไม่ยืนยันว่า ผู้ปล่อยสารโลหะหนักลงสู่แม่น้ำสาละวินนั้นเป็นเหมืองแห่งใด และใช่กลุ่มทุนจีนหรือไม่ เช่นเดียวกับกรณีของการปนเปื้อนในแม่น้ำสายอื่นๆ ของไทย ทั้งแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ที่ปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่า มาจากเหมืองจีนในเมียนมาจริง แม้จะผ่านช่วงการตรวจพบสารโลหะหนักในแม่น้ำกกครั้งแรกมาเกือบ 1 ปีแล้วก็ตาม

อ้างอิง

https://pubs.usgs.gov/of/2011/1042/of2011-1042.pdf 

https://csis-website-prod.s3.amazonaws.com/s3fs-public/legacy_files/files/publication/twq09januaryfreeman.pdf 

https://pubs.usgs.gov/periodicals/mcs2025/mcs2025-rare-earths.pdf 

https://www.reuters.com/world/china/china-backed-militia-secures-control-new-rare-earth-mines-myanmar-2025-06-12/?utm_source=chatgpt.com 

https://www.stimson.org/2025/mining-in-mainland-southeast-asia-river-basins-dashboard/ 

Tags: , , , , , ,