มีใครเคย ‘รู้สึก’ กับคนที่อยู่ไกลตัว มากกว่าคนที่อยู่ใกล้ตัวบ้างไหม
โดยเฉพาะความรู้สึก ‘เห็นอกเห็นใจ’ ต่อสิ่งที่คนเหล่านั้นกำลังเผชิญอยู่ ว่าง่ายๆ คือ ‘รู้สึกร่วม’ ต่อคนที่อยู่ไกล ซึ่งอาจไม่ได้เชื่อมโยงหรือรู้จักเราเลยสักนิด เพียงแค่เห็นพวกเขาผ่านเรื่องเล่าในบางช่องทางของโลกโซเชียลมีเดีย จนบ่อยครั้งคนใกล้ตัวที่อาจกำลังเผชิญสถานการณ์บางอย่างที่ยากลำบากไม่ต่างกัน กลับถูกเพิกเฉย
หากเกิดในความสัมพันธ์ก็ไม่แปลกที่คนข้างๆ อาจรู้สึกงอนขึ้นได้!
อันที่จริงเรื่องนี้มีกลไกทางจิตวิทยาที่อธิบายได้ ซึ่งถูกเรียกว่า Distance Paradox เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่อธิบายว่า บางครั้งเรารู้สึกเห็นอกเห็นใจ หรือมีอารมณ์รุนแรงกับคนที่ไกลตัวมากกว่าคนที่ใกล้ตัว ทั้งที่ตามเหตุผลแล้ว เราควรจะรู้สึกกับใกล้ตัวมากกว่าสิ
เพราะมันดูขัดแย้งอย่างนี้เอง จึงเรียกว่า Paradox หรือความย้อนแย้ง
แล้วทำไมถึงเกิดความรู้สึกแบบนี้
ความซับซ้อนเชิงอารมณ์และความทรงจำ
ลองนึกตามดีๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นไกลตัว เรามักได้รับรู้ผ่านช่องทางอื่นๆ ที่ไม่ใช่การเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือเรื่องเล่าในรูปแบบต่างๆ สิ่งที่เรามองเห็นจึงเป็นแค่ภาพรวมกลไกที่เกิดขึ้นคือ เราไม่มีข้อมูล ‘ส่วนตัว’ จำนวนมาก ไม่มีประวัติความสัมพันธ์ และไม่มีความทรงจำเชิงลบหรือบวกมาปะปน สมองจึงประมวลผลแบบภาพใหญ่ ซึ่งใช้พลังงานน้อย กระตุ้นอารมณ์ได้เร็ว อารมณ์จึงออกมาตรง ชัด บางครั้งก็รุนแรง
นั่นต่างจากคนใกล้ตัว ที่เรามีความทรงจำเก่าร่วมกัน มีความสัมพันธ์ซ้อนทับหลายชั้น ทั้งอารมณ์หลากหลาย รัก โลภ โกรธ หลง ผิดหวัง สมหวัง ทำให้สมองต้องประมวลหลายชั้นพร้อมกัน อารมณ์จึงอาจไม่เรียบง่าย
ความรับผิดชอบต่อภาระทางอารมณ์ที่ต่างกัน
เมื่อเป็นเรื่องราวของคนไกลตัว เราสามารถรู้สึกได้เต็มที่ โดยไม่ต้องลงมือทำอะไร และอาจไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันโดยตรง
แต่หากเป็นคนใกล้ตัว เราอาจต้องเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น ต้องช่วยลงทุน ลงแรง ลงเวลา ต้องรับฟัง ซึ่งอาจกระทบความสัมพันธ์ได้ ขณะที่สมองมนุษย์มีระบบป้องกันตัวเองจากภาระทางอารมณ์ เมื่อรับรู้ว่าการเห็นอกเห็นใจจะนำไปสู่ ‘ภาระ’ สมองอาจลดระดับความเข้มข้นของอารมณ์โดยไม่รู้ตัว
หากพูดให้ดูดีขึ้นมาหน่อย จริงๆ แล้วมันอาจไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่เป็นกลไกป้องกันพลังงานทางอารมณ์เท่านั้น
ภาพฝันของอุดมคติ
เมื่อคนไกลตัวคือคนที่เราไม่ได้รู้จักตื้น ลึก หนา บาง แบบ ‘จริงๆ’ เรามักเติมเต็มช่องว่างด้วยภาพที่บริสุทธิ์ เรียบง่าย ดีงาม หรือเป็นอุดมคติ เมื่อเกิดสถานการณ์บางอย่างกับคนไกลตัว พวกเขาเหล่านั้นจึงกลายเป็น ‘เหยื่อผู้บริสุทธิ์’ ไปจนถึง ‘คนดีที่ถูกทำร้าย’ แต่กับคนใกล้ตัวซึ่งเรารู้ข้อเสียของเขา รู้สิ่งผิดพลาดในอดีต และรู้ว่าเขา ‘อาจ’ มีส่วนทำให้สถานการณ์ซับซ้อน จึงเกิดความรู้สึกผสมกัน
ความที่รู้ ‘ละเอียด’ ทั้งด้านดีด้านร้ายนี่เอง ทำให้ความเห็นอกเห็นใจมี ‘เงื่อนไข’ มากขึ้น เมื่อเป็นคนใกล้ตัว
ทฤษฎีระดับการตีความ
ในทางจิตวิทยามีแนวคิดที่เรียกว่า ทฤษฎีระดับการตีความ (Construal Level Theory: CLT) ที่บอกว่า ระยะห่างนั้นมี 4 แบบด้วยกันคือ ระยะทางกายภาพ ระยะเวลาทางเวลา ระยะห่างทางสังคม และความเป็นไปได้
ซึ่งอธิบายว่า สิ่งที่ไกล สมองเราจะคิดแบบนามธรรม ส่วนสิ่งที่ใกล้ สมองจะคิดแบบรายละเอียดและซับซ้อน ซึ่งการคิดแบบนามธรรมจะกระตุ้นอารมณ์ทางศีลธรรมมากกว่า เพราะไม่มีรายละเอียดมาลดทอนความชัดเจน
บางครั้งเราอาจเสียน้ำตาให้กับข่าวคนแปลกหน้าที่ประสบภัย แต่พอเพื่อนสนิทมีปัญหา เรากลับรู้สึกสับสน เงียบ หรือไม่รู้จะตอบสนองอย่างไร นั่นไม่ได้แปลว่าคุณใจเย็น แต่เพราะความใกล้ทำให้อารมณ์ซับซ้อนและละเอียดขึ้นต่างหาก
พลังงานที่ทุ่มลงไป
สิ่งที่เรียกว่าอารมณ์นั้นต้องใช้พลังงานอย่างยิ่ง และการเอาใจใส่คนใกล้ตัวในระยะยาวนั้นจำเป็นต้องลงทุนทั้งแรง เวลา สมาธิ การควบคุมอารมณ์ และการตัดสินใจ เช่นเดียวกับพลังงานทางกายภาพ ซึ่งอาจหมดไปเมื่อต้องเผชิญกับความเครียด เมื่อเป็นเช่นนั้น สมองจึงเลือกจัดลำดับความสำคัญ บางครั้งความเห็นอกเห็นใจระยะไกลจึงง่ายกว่าและสั้นกว่านั่นเอง
หากคิดในแง่บวกหน่อย Distance Paradox อาจไม่ได้หมายถึงว่า เรารักคนไกลตัวมากกว่าคนใกล้ตัว แต่หากมองผ่านมุมมองเชิงจิตวิทยา เพราะความไกลนั้นเรียบง่ายและชัดกว่า ขณะที่ความใกล้นั้นซับซ้อนและมีความละเอียดมากกว่า มันจึงเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ผสมปนเป จนทำให้ดูเหมือนเราจะรู้สึกน้อยกว่า
ท้ายสุดก็อยู่ที่แต่ละคนเองว่าจะบาลานซ์มันแบบไหน เพราะอย่างไรเสีย คนใกล้ตัวก็เป็นสิ่งที่ต้องอยู่กับเรา ‘จริงๆ’ ไปอีกนาน ไม่ใช่แค่ชั่วคราว
ที่มา:
– https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1071581923000514
– https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/22355182/
Tags: ความเห็นอกเห็นใจ, Distance Paradox, จิตวิทยา, ความสัมพันธ์, Wisdom, อารมณ์



