ชวนมาพูดคุยทำความรู้จักกับ LUSS ในเวอร์ชันที่โตขึ้นกว่าเดิม หากให้นึกถึงเพลงวงนี้ หลายคนคงมีคําตอบที่แตกต่างกันอยู่ในใจ เพราะที่ผ่านมา ปั้น-นลพรรณ อัมพุช และ เบน-ศิรสิทธิ์ ตั้งบุญดวงจิตต์ ปล่อยเพลงฮิตติดหูต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเพลง 247, ไข่พะโล้, หยอกหยอก, เตลิด ไปจนถึงผลงานใหม่ล่าสุดอย่างเพลง Baby รวมถึงซิงเกิลอื่นอีกมากมาย
ปัจจุบัน LUSS ไม่ได้เป็นเพียงศิลปินเจ้าของผลงานตัวเองเท่านั้น แต่ทั้งคู่ยังอยู่เบื้องหลังผลงาน T-Pop ในฐานะโปรดิวเซอร์ที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานให้ศิลปินหลายคนทั้ง พีพี-กฤษฏ์, โฟร์อีฟ (4EVE), แบดมิกซี่ (Badmixy), เจฟ ซาเตอร์ (Jeff satur) และอีกมากมาย
เส้นทางดนตรีของปั้นและเบน จึงค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน ขณะเดียวกันซาวนด์ดนตรีของ LUSS ก็พัฒนาจากช่วงเริ่มต้นอย่างชัดเจน จนทำให้หลายคนต้องวางภาพจำของพวกเขาในบทบาท ‘แป๊บนึง แม่โทรตาม หยอกๆ’ ลงไปก่อน
“LUSS คือก้อนอะไรบางอย่างที่ไม่ได้อยู่นิ่งๆ มันคือความพยายามที่จะออกจากอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งพยายามหาอะไรใหม่ๆ และพยายามฉีกกฎเดิมๆ อยู่ตลอด รวมถึงเป็นความสมาธิสั้น ความกวนตีนในบางเวลา และความไม่ค่อย Traditional มากนัก” นี่คือมุมมองของปั้น เมื่อต้องอธิบายว่าตัวตนของ LUSS ในทุกวันนี้คืออะไร ขณะที่เบนบอกว่า “ความไม่แน่นอน ความอย่าคาดหวังว่าฉันจะเป็นหยอกๆ ให้อีกตอนนี้”
LUSS ที่ต่างออกไปจากเดิม
ในวันนี้ทุกคนอาจเห็น LUSS ไม่เหมือนเดิม ทั้งสไตล์ ดนตรี รวมถึงบทเพลง ซึ่งเชื่อว่ายังมีแฟนเพลงจำนวนไม่น้อย ที่รอคอยให้พวกเขาปล่อยเพลงในคาแรกเตอร์ที่เคยเป็น แล้วอย่างนั้น อะไรที่ทำให้พวกเขาเลือกที่จะเดินออกจากกรอบเดิม
ปั้นเล่าว่า เขาได้พูดคุยกับตัวเองถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ และค้นพบว่า การทำเพลงเปรียบเสมือนผลงานศิลปะ “การครีเอตผลงาน คือศิลปะที่ทำให้เราได้เติบโตขึ้นในทุกๆ รอบ ขณะเดียวกันที่เราโตขึ้น ก็เหมือนได้ทิ้งบางอย่างของตัวเองไว้ในเพลงเหล่านั้นที่เราเคยสร้างสรรค์ไปแล้ว
“สำหรับเราคือไม่สามารถทำเหมือนเดิมได้แล้ว ถึงทำต่อไปก็อาจออกมาดูฝืน และทำได้ไม่ดีเท่าเดิมด้วยซ้ำ”
ในส่วนของเบน เริ่มพูดถึงการให้ความสำคัญในการเป็นตัวเอง “ศิลปินต้องยืนหยัดในตัวเอง เราจะนำเสนอสิ่งที่เราไม่ได้ชอบหรือไม่ได้อินแล้ว ก็เหมือนสร้างผลงานไม่จริง คนฟังก็สัมผัสได้อยู่ดี นี่เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผลงานของ LUSS ถึงไม่เกิดการ Recreate แบบเดิม
“ในช่วงที่คนเล่นเพลงเสียงกังฟู หรือหยอกหยอก มันก็เราในวัยนั้น พอเราโตขึ้นเราก็ไม่ได้ Resonate กับ ‘แป๊บนึง แม่โทรตาม หยอกๆ แล้ว’ ถ้าถามว่า ในตอนนี้สามารถทำเพลงแบบนี้ได้ไหม ก็ทำได้แต่มันก็ไม่จริง หรืออาจจะไม่ได้ Express ออกมาได้ดีเท่ายุคนั้นที่อินกับมันจริงๆ”
ด้านปั้น เสริมถึงตัวตนของเขาในวันแรกว่า “ถ้าถามว่าเราคิดถึงตัวเองในวันนั้นไหม เราคิดถึงมากนะ เราอยากเอาคนนั้นกลับมาในการครีเอตงาน ที่มีทั้งความสนุก ความสุข ความตื่นเต้น อยากเอาเขากลับมา ไม่ใช่อยากทิ้งเขาไว้”
เลิก Recreate เพื่อ Create ตัวตนในแบบของ LUSS
เมื่อภาพลักษณ์ของ LUSS เต็มไปด้วยความน่ารัก ความขี้เล่น และความดื้อ จึงไม่พ้นคำถามสำคัญที่ถามถึงเรื่องความท้าทายในการทำเพลงปัจจุบันคืออะไร
“ทุกคนเลยชอบพูดว่า ‘ทำเพลงเหมือน 247 สิ’ แต่ตัวเรามูฟออนมาจากเวอร์ชันนั้นแล้ว การกลับไปทำแบบนั้นก็เหมือนการย่ำอยู่กับที่” นี่คือสิ่งที่ปั้นต้องเจอระหว่างการเริ่มทำผลงานใหม่ๆ
ปั้นเล่าถึงความท้าทายอันหนักอึ้งไว้ว่า “อุปสรรคทุกครั้งที่ทำเพลง คือการติดอยู่ในกรอบเดิมๆ อย่างเช่นเพลง 247 ที่ผ่านมา ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้จัก ในขณะที่ตัวเราพยายามทำลายล้างสถิตินั้นอยู่ตลอดเวลา นั่นเลยทำให้ติดลูป ติดกรอบอะไรสักอย่างอยู่ โดยที่จริงๆ แล้ว เราไม่ต้องไป Refer ถึงก็ได้ ในเมื่อเราเริ่มใหม่ ก็ควรครีเอตงานจากสิ่งที่ชอบอยู่ตอนนี้”
ขณะที่เบนบอกว่า พวกเขาทั้งสองคนเคยติดอยู่กับความพยายามที่จะ Recreate เพลง 247 อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งทำให้เกิดความกดดันสะสมจนกลายเป็นความเครียดแทน
“พอโตขึ้นอายุห่างจากเดิมไป 1 ปี ก็ทำให้เราอินกับเรื่องอื่นแทนแล้ว หรือแม้กระทั่งดนตรี เราก็ไม่ได้อินกับซาวนด์แบบนั้นแล้ว ซึ่งอุปสรรคหลักคงเป็นเรื่องของความกดดันที่เราชอบบังคับตัวเอง
“งานอาร์ตทุกแขนงต้องเกิดความครีเอทีฟและไม่มีแบบแผน ซึ่งเพลงเป็นหนึ่งในแขนงนั้น เราต้องสนุกกับงานจริงๆ พอเวลาที่เราเครียด หรือมีความคาดหวังจากหลายๆ ฝ่าย รวมถึงตัวเราเองที่กดดัน ทำให้สร้างงานออกมายังไงก็ไม่ได้เหมือนความรู้สึกตอนแรกที่ทำ 247 ที่เราแค่สนุกกับมัน”
สมาธิสั้นกับไอเดียพุ่งกระฉูด
เชื่อว่าคนรุ่นใหม่หลายคนคงมีอาการ ‘สมาธิสั้น’ และผู้ใหญ่มักมองอาการนี้ในแง่ลบ แต่จากการอธิบายตัวตนของ LUSS กลับมีสิ่งนี้ประกอบอยู่ด้วย จึงอดถามไม่ได้ว่า การมีสมาธิที่สั้นส่งผลต่อการทำงานของพวกเขาหรือไม่
เบนให้คำตอบกับเรื่องนี้ว่า “สมาธิสั้นคงไม่ได้ทำให้ไอเดียพุ่งกระฉูด แต่บางครั้งอาจเข้ามาช่วยในบางเรื่อง อย่างช่วงเวลาที่เราจดจ่อกับงาน พอลุกออกมาทำอย่างอื่น กลับมาที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง มันทำให้เราได้เห็นสิ่งที่เมื่อกี้นั่งอยู่แล้วมองไม่เห็น” แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มองว่าต้องบาลานซ์การใช้สมาธิให้ดี เพราะหากสั้นเกินไปมักส่งผลไม่ดี ซึ่งพวกเขาทั้งสองคนยังคงประสบปัญหาในเรื่องนี้อยู่
ส่วนปั้น ยกหนังสือของ ริก รูบิน (Rick Rubin) โปรดิวเซอร์มือทองของวงการดนตรี ขึ้นมาอธิบายว่า “หนังสือของเขาบอกว่า การทำงานครีเอทีฟ หากโฟกัสแค่สิ่งเดียวเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้จมอยู่กับงานนั้นมากเกินไป ซึ่งการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน จะทำให้เราไม่ต้องติดอยู่กับงานนั้นมากเกินไป ทำให้ได้เห็นงานในมุมมองของ Third Person และทำให้การทำงาน Flow มากขึ้น เราว่าถ้าเรื่องของการมีสมาธิสั้นในการครีเอทีฟงาน ก็น่าจะมีส่วนดีอยู่”
ความคาดหวัง และการเดินทางครั้งใหม่
ถึงจุดนี้หลายคนอาจเริ่มสงสัยว่า LUSS จะนำเสนอเรื่องราวผ่านเพลงของตัวเอง หรือสร้าง Music Scene ไปในทิศทางไหนต่อ หลังจากที่พวกเขาค่อยๆ โตขึ้นผ่านงานดนตรีและเลือกที่จะไม่มีแบบแผนในการทำงาน
ปั้นให้คำตอบถึงเป้าหมายในการทำเพลงช่วงนี้ว่า “ตอนนี้เรากลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และอยากมีความสุขในการทำเพลงมากขึ้น โดยโฟกัสสิ่งที่ง่ายที่สุดคือ แค่เข้าไปครีเอตงานให้มีความสุข ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องคิดมาก และไม่ต้องตามใคร หรือเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เท่านี้ถือว่าเป็นเป้าหมายระยะสั้นที่เราใฝ่ฝันมากแล้ว”
ขณะที่เบนเสริมว่า “ศิลปินทุกคน เราคิดว่าทำเพลงไปอยากสำเร็จ อยากดัง หรืออยากเป็นที่รู้จักในวงกว้างอยู่แล้ว เราก็รู้สึกแบบนั้นแหละ”
แต่ในอีกด้านหนึ่งเบนก็บอกว่า “เราไม่ได้อยากเอาสิ่งนั้นมาเป็นความกดดันในการทำงานแล้ว เราคิดว่ามีความสุขกับวันนี้ทำให้เต็มที่ เดี๋ยวผลงานก็นำพาเราไปเจออะไรใหม่ๆ เอง เพราะฉะนั้น อีก 5 ปี หรือ 10 ปี ข้างหน้าจะเป็นยังไงเราไม่รู้และไม่ได้คิดเอาไว้ รวมถึงไม่ได้คาดหวังกับอนาคต แค่วันนี้ทำให้เต็มที่และสนุกกับมันจริงๆ”
ภาพฝันวงการดนตรีไทยที่อยากเห็น
“สิ่งที่เราอยากเห็นมากขึ้นคือความหลากหลาย ตอนนี้ถ้าให้พูดตรงๆ ผลงานเพลงค่อนข้างเป็นไปในทางเดียวกัน ซึ่งเราหวังว่าสักวันหนึ่งวงการเพลงจะกล้ามากขึ้น”
ปั้นพูดถึงความหวังและภาพฝัน
“เราอยากเห็นคนออกมาทำอะไรที่ต่างไปมากขึ้น แต่เราว่ามันต้องเปลี่ยนโดย The Entire Ecosystem ที่หมายถึงทั้งระบบของวงการดนตรี ไม่ใช่แค่ศิลปินครีเอตอะไรใหม่ๆ ออกมาเยอะ แต่ไม่มีคนฟังก็ไม่ได้อยู่ดี มันต้องมูฟไปด้วยกัน ทั้งคนเบื้องหลังและเบื้องหน้า รวมถึงคนฟัง ทั้งหมดต้องสนับสนุนกัน”
สำหรับเบน บอกว่า “อยากให้เกิดการยกระดับ Music scene ในประเทศไทยให้กว้างขึ้น” แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มองว่า มนุษย์หนึ่งคนคงยากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรที่ยิ่งใหญ่ด้วยตัวคนเดียว จึงไม่ได้ใส่ความคาดหวังมากนักในภาพอุตสาหกรรมการทำเพลง เพียงแต่ต้องทำให้เต็มที่มากที่สุดในตอนนี้
Tags: XOXOENTERTAINMENT, ปั้น นลพรรณ อัมพุช, วงดนตรี, LUSS




