บนเส้นทางดนตรีที่เต็มไปด้วยเสียงปรบมือ แสงไฟ และกระแสสังคมที่หมุนไปเร็วขึ้นทุกวัน สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การทำให้คนรู้จักในฐานะศิลปิน แต่เป็นการรักษาตัวตนและเอกลักษณ์ของตัวเองเอาไว้ให้ชัดเจนและมั่นคงมากที่สุด

จากวันที่ค้นพบว่าตัวเองสามารถเขียนเพลงได้ สู่วันที่ตัดสินใจลงมือทำคอนเสิร์ตใหญ่ด้วยตัวเองแทบทุกขึ้นตอน ก่อนจะถึง ‘KARAWA CONCERT’ The Momentum อยากพาทุกคนมาซึมซับเรื่องราวของ ‘โบกี้ไลอ้อน’ หรือ โบกี้-ณิชชาฎา วีระสุทธิมาศ ที่ไม่ได้มีเพียงการเล่าถึงเบื้องหลังงานใหญ่ แต่จะพาทุกคนเข้าไปสำรวจหัวใจของศิลปินหญิงคนหนึ่ง ที่พร้อมคารวะทุกประสบการณ์และผู้คนที่ผ่านเข้ามาในช่วงชีวิตศิลปิน

เริ่มต้นและเปลี่ยนแปลง ‘โบกี้ไลอ้อน’

“ครั้งหนึ่งที่รู้สึกว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สุดในชีวิต น่าจะเป็นครั้งที่ได้รู้ว่าตัวเองเขียนเพลงได้ สร้างมันขึ้นมาเองได้ โดยที่ไม่ต้องยืมเรื่องราวของคนอื่น หรือว่าไม่ต้องใช้เพลงคนอื่นในการคัฟเวอร์ เหมือนเรามั่นใจว่าเรามีเรื่องราวของตัวเองแล้ว อยากจะเล่าอะไร แล้วเราก็ขยายความด้วยเพลง” โบกี้กล่าว

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในฐานะศิลปิน จุดเริ่มต้นของเธอ คือการคัฟเวอร์ในวงดนตรีและการร้อง Acapella ซึ่ง ณ ตอนนั้นเธอสามารถเรียกตัวเองว่า ‘ศิลปิน’ คนหนึ่งได้แล้ว และสิ่งที่มาเติมเต็มให้ความเป็นศิลปินของเธอสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นคือ การได้ ‘เขียนเพลง’ ที่มาจากตัวเองอย่างแท้จริง

เพราะศิลปินต้องเติบโตด้วยความสม่ำเสมอและมั่นคง

สำหรับโบกี้ การเป็นศิลปินต้องมีทั้งความพยายามและความสม่ำเสมอ ถึงแม้จะต้องแต่งเพลงถึง 100 เพลง เพื่อให้มีเพียง 1 เพลงที่ไปถูกใจใครบางคน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียใจ เพราะการเป็นศิลปิน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้ทำในสิ่งที่รักอย่างมีความสุข ตั้งแต่ต้นจนจบและต้องไม่หยุดทำ 

“สำหรับโบ มันไม่ใช่ว่าจะทำเพลงอะไรก็ได้ จะทำคอร์ดอะไรก็ได้ จะแต่งเรื่องราวอะไรก็ได้ ไม่ต้องคล้องจองกันก็ได้ ไปเสิร์ฟคนฟัง ต่อให้เขาจะไม่รู้ แต่เราจะไม่ดูถูกเขาด้วยการทำแบบนั้น เราจะต้องจริงใจต่อสิ่งที่เรากำลังทำอย่างมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าการทำเพลงที่ดังชั่วข้ามคืนคือ ความมั่นคงในตัวตนและเอกลักษณ์ โบกี้กล่าวถึงความคิดในการทำเพลงเอาไว้ว่า หากศิลปินแต่งเพลงตามกระแสสังคม แน่นอนว่าเพลงเพลงนั้นอาจจะดังในชั่วข้ามคืน แต่มันไม่ใช่ความมั่นคงและพร้อมจะหายไปได้ตามกาลเวลา 

“สิ่งที่ไวรัลมันจะอยู่แค่ช่วงเหตุการณ์นั้นๆ หรืออยู่ชั่วข้ามคืน มันจะอยู่แค่แป๊บเดียว แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือความมั่นคงที่จะอยู่กับเราตลอดไป มันคือการสร้างความมั่นคง การสร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวเอง”

ดังนั้นสิ่งที่กำลังได้รับความนิยม ณ ขณะนั้นไม่ได้มั่นคงเท่ากับการก้าวเท้าเล็กๆ เพื่อวางรากฐาน วางคาแรกเตอร์ และวางเอกลักษณ์ของศิลปินเข้าไปในบทเพลงทุกเพลง ให้มีความสมบูรณ์โดยไม่ต้องพึ่งพากระแสที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

สูญเสียที่สร้างสรรค์ สิ่งที่ต้องแลกคือจิตวิญญาณ

เพราะการแต่งเพลงไม่ใช่แค่การเรียบเรียงถ้อยคำและทำนอง แต่คือการขุดลึกลงไปในห้วงอารมณ์ ความทรงจำ และบาดแผล โบกี้เล่าว่า การทำงานเพลงคือการทำงานกับอารมณ์เป็นหลัก ต้องใช้จิตวิญญาณไปมาก เพื่อดึงอารมณ์ภายในใจออกมาเป็นบทเพลงหนึ่งเพลง

การดึงความสูญเสียขึ้นมา อาจเป็นการนำความเจ็บปวดกลับมาอีกครั้ง เพื่อให้เพลงนั้นๆ มีชีวิตจริง แต่ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่ได้กลับมานอกจากความเจ็บปวดคือ งานศิลปะที่มีความหมายและแปรเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่โอบกอดผู้อื่นที่กำลังเจ็บปวดได้เช่นกัน

“คิดว่าสูญเสียไปเยอะมาก ทั้งในเรื่องชีวิต รวมถึงเรื่องอารมณ์ที่เราใช้กับมันทุกๆ วันในบทเพลง ถ้านับว่าเป็นการสูญเสียเลยไหม ก็คงจะไม่ เพราะว่าการสูญเสีย ต่อให้สูญเสียไปแล้วในแง่ไม่ดี แต่ว่าในแง่ดีเราได้รับงานศิลปะกลับมา มองว่ามันเป็นสิ่งคุ้มค่าที่จะแลก”

1 เพลงที่แทนความเป็น ‘โบกี้ไลอ้อน’

เมื่อให้โบกี้ลองเลือก 1 เพลงที่เธอคิดว่าสามารถมาแทนความเป็นตัวเองในช่วงเวลานี้ได้มากที่สุด คำตอบคือเพลงแสนวิเศษ (Our World) โบกี้อธิบายว่า ถึงแม้เพลงนี้จะไม่ใช่เพลงที่โด่งดังที่สุด อีกทั้งยังเป็นเพลงที่ทำให้กับลูกค้า แต่เธอไม่เคยแบ่งแยกว่า ทำเพลงให้ตัวเองหรือทำเพลงให้ใครจะมีคุณภาพที่ต่างกัน

“เป็นเพลงหนึ่งที่รู้สึกว่าชอบ แล้วก็เป็นเพลงที่แสนวิเศษเหมือนชื่อเพลงเลย รู้สึกว่าช่วงเวลาชีวิตที่ผ่านมามันอาจดูดีบ้าง ร้ายบ้าง แต่รวมๆ แล้วอยู่ตรงนี้รู้สึกว่ามันดีมาก แล้วเราก็ทำให้มันวิเศษได้ด้วยการทำในสิ่งที่เรารักทุกวัน

“มันเป็นช่วงเวลาที่วิเศษของโบ ต่อให้มันจะไม่ใช่วันที่พิเศษก็ตาม เพราะว่าโบกำลังทำให้มันเป็นวันที่วิเศษทุกๆ วัน” 

เมื่อพูดถึงหนึ่งเพลงที่แทนความเป็นโบกี้ไปแล้ว อีกหนึ่งเพลงที่เธอเลือกให้เป็นเพลงโปรดตลอดกาลนั่นคือ คงคา โดยโบกี้อธิบายเพิ่มเติมว่า ความจริงแล้ว เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่แต่งให้กับคุณแม่ นอกเหนือจากเพลงวาดไว้ ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุด อีกทั้งเธอยังชื่นชอบเพลงคงคามากกว่า ด้วยดนตรีและถ้อยคำที่ใช้ในบทเพลงที่มีใจความว่า

‘สุดท้ายแล้ว ต่อให้เขาจากไปแต่สิ่งที่คงคาอยู่ในใจคือความรักของเขา’

“เพลงโปรดตลอดกาลเลยอาจจะเป็นคงคา เป็นเพลงที่ไม่ค่อยได้ร้อง แต่ก็เป็นเพลงที่ตัวเองดีใจมากๆ ที่สามารถคิดคำเหล่านั้นได้ มันเป็นการเล่นคำระหว่างคงคาที่เป็นแม่น้ำ เหมือนเป็นน้ำที่ไหลออกจากตา เพราะว่ารักในใจยังคงคาอยู่ เป็นทั้งเพลง ทั้งงานศิลปะที่ตัวเองชอบ เป็นบทกวี เป็นเพลงที่ฟังกี่ครั้งก็ไม่รู้สึกเสียใจ”

‘KARAWA CONCERT’ ที่ทำเพื่อเคารพและขอบคุณ

เพราะดนตรีเป็นทั้งความสุขและของขวัญที่เกิดขึ้นทุกวันในชีวิตของโบกี้ คอนเสิร์ตครั้งนี้จึงทำขึ้นมาเพื่อ ‘ขอบคุณ’ ทุกอย่างที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวเอง เสียงเพลง ครอบครัว เพื่อน ทีมงาน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘แฟนเพลง’ ที่คอยเป็นแรงสนับสนุนของเธอ

โบกี้กล่าวว่า คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นเหมือนการคารวะระหว่างศิลปินกับคนดู หากผู้ชมเข้ามาในคอนเสิร์ตนี้เพราะรู้สึกคารวะในบทเพลง โบกี้เองก็คารวะผู้ชมทุกคนที่สนับสนุนจนทำให้ KARAWA CONCERT ครั้งนี้เกิดขึ้นได้ 

“เราจะจัดคอนเสิร์ตขอบคุณยังไงให้ยังดูเท่อยู่ เราก็เลยคิดว่าคำขอบคุณคำเดียวยังไม่เพียงพอกับการขอบคุณที่อยู่ในใจเรา เลยพยายามหาคำที่น่าจะดีที่สุด ก็หามาหลายคำ เคารพ นับถือ กราบ บูชา นมัสการ ขอบพระคุณ หรือขอบใจ หรือเบญจางคประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นการกราบบูชาหรือในรูปแบบไหน ก็ยังไม่แทนใจได้เลยสักคำเดียว จนมาคิดได้คำหนึ่ง คือคำว่า ‘คารวะ’ เป็นคำที่รู้สึกว่าคำเดียวจบ

“สิ่งหนึ่งที่อยากให้ทุกคนได้คือ คนที่คุณควรคารวะที่สุดก็คือตัวคุณเอง ที่กอดกับคุณ ที่ผ่านเรื่องราวด้วยกันกับคุณ ทำให้คุณมีวันนี้ และได้มาร้องเพลงในคอนเสิร์ตคารวะด้วยกัน เราควรคารวะตัวเองด้วย”

เบื้องหลังคอนเสิร์ตที่ลงมือเองทุกขั้นตอน

KARAWA CONCERT ครั้งนี้ นอกจากการทำงานในฐานะศิลปินแล้ว โบกี้ยังมีส่วนร่วมในการเตรียมคอนเสิร์ตในทุกขั้นตอนด้วยเช่นกัน แม้ว่าครั้งนี้จะไม่ใช่คอนเสิร์ตครั้งแรกของเธอ แต่เป็นครั้งแรกที่โบกี้ได้มีบทบาทมากกว่าการเป็นศิลปินที่ยืนอยู่ท่ามกลางสปอตไลต์บนเวที อีกทั้งยังเป็นคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่มากกว่าที่ผ่านมาสำหรับตัวโบกี้เอง 

“คนอาจจะรู้อยู่แล้วว่าโบกี้ไลอ้อนชอบทำเอง ตั้งแต่แต่งรูป แต่งตัว ออกแบบชุด กราฟิก ทำปกทุกอัลบั้ม ทำโปสเตอร์ ทุกอย่างทำเองหมด แต่งเพลง แต่งเนื้อร้อง ทำนอง ดนตรี จริงๆ ไม่ได้มีใครบังคับนะคะ ค่ายไม่ได้บังคับ และค่ายก็ไม่ได้ขาดบุคลากรแต่อย่างใด เหมือนแค่มีความสุขที่ได้ทำ แล้วก็ดันมีความสุขมากซะด้วย”

“ส่วนที่ตัวเองคิดขึ้นมาแล้วไม่รู้จะบอกคนอื่นยังไง อันนี้ยากที่สุด เพราะว่าเหมือนเอาความคิดตัวเองแบกเอาไว้ในหัว แล้วบางทีอธิบายเป็นภาพไม่ได้ บางทีอธิบายให้คนอื่นฟัง คนอื่นก็ไม่ได้เข้าใจภาพขนาดนั้น” 

โบกี้กล่าวอีกว่า KARAWA CONCERT เป็นคอนเสิร์ตที่ทุ่มเทไปมากที่สุดในรอบ 8 ปี หากย้อนกลับไปที่ LANTA CONCERT เมื่อปี 2566 ความต่างคือช่วงเวลาที่ทำให้เห็นว่าเธอโตขึ้น แต่สิ่งที่ยังคงไม่แปรเปลี่ยนไป คือความเป็น ‘โบกี้ไลอ้อน’ อย่างที่แฟนๆ เห็น ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้

“คอนเสิร์ตครั้งนี้มันใหญ่ที่สุด แล้วเราก็ถูกทุ่มเทจิตวิญญาณมากที่สุด โบอยากให้ทุกคนมาดูทุกส่วน แล้วโบก็อยากให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นคอนเสิร์ตที่ผู้ชมจะมีส่วนร่วมกับศิลปินมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

สิ่งที่อยากรักษามากที่สุดในชีวิตศิลปินของ ‘โบกี้ไลอ้อน’

เมื่อถามถึงสิ่งที่โบกี้อยากรักษาไว้มากที่สุดในฐานะศิลปิน คำตอบที่ได้รับไม่ใช่ความสวยงาม ภาพลักษณ์ หรือความสำเร็จ แต่เป็นคำตอบที่เรียบง่ายที่สุด นั่นคือ ‘สุขภาพ’ 

โบกี้หัวเราะกับคำตอบของตัวเอง เธอกล่าวว่า เรื่องความสวยงาม แน่นอนว่าในฐานะศิลปินก็เป็นสิ่งที่อยากรักษาเอาไว้ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือสุขภาพ เพราะในการเป็นศิลปิน งานทุกๆ งานขึ้นอยู่กับร่างกายและเสียงร้องของเธอ

 “สิ่งที่โบรู้สึกว่าโบพยายามและรักษามันมาตลอด แต่บางทีมันก็เป็นไปได้ไม่ตามใจ น่าจะเป็นเรื่องสุขภาพของตัวเอง คืองานมันขึ้นอยู่กับสุขภาพมากๆ รู้สึกว่าการเป็นศิลปินที่ดี ตอนนี้สำหรับโบคือ อยู่ต่อไปยังไงให้ทำงานต่อไปได้อย่างมีคุณภาพและสุขภาพดีทุกวัน” 

คอนเสิร์ตครั้งนี้จึงเหมือนการรวบรวมแรงกาย แรงใจ ตัวตน และจิตวิญญาณของโบกี้ไลอ้อนเอาไว้ในงานเดียว เพื่อขอบคุณผู้ชมที่คอยทุ่มเท สนับสนุนศิลปินคนหนึ่งจนสุดหัวใจ และเตือนทุกคนว่า คนที่ควรได้รับการคารวะที่สุดคือตัวเราเอง ใน KARAWA CONCERT คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งที่ 2 ของโบกี้ไลอ้อน ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7 มีนาคม 2569 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

Tags: , , , , , , ,