ลองจินตนาการว่า คุณเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย คุณติดตามข่าวสารบ้านเมืองผ่านโซเชียลมีเดียเหมือนคนทั่วไป วันหนึ่งคุณอ่านข่าวเกี่ยวกับกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่านักการเมืองรายหนึ่งอาจเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม คุณจึงเข้าไปแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์วิพากษ์วิจารณ์นั้นว่า

“ไม่คิดเลยว่านักการเมือง ช.จะเอื้อประโยชน์ให้นายทุน ก.แบบนี้”

สำหรับคุณ มันเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตามปกติของพลเมืองคนหนึ่ง แต่แล้ววันหนึ่งกลับมีหมายเรียกจากตำรวจส่งมาถึงบ้าน แจ้งให้คุณไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจในจังหวัดนราธิวาส เพราะนายทุน ก.ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีไว้

คุณต้องเดินทางข้ามประเทศจากเหนือสุดลงไปใต้สุดอย่างยากลำบาก เมื่อไปถึงจึงร้องขอต่อพนักงานสอบสวนว่าอยากให้โอนคดีไปดำเนินการที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของคุณ แต่คำตอบที่ได้รับคือไม่สามารถย้ายคดีได้ และยังมีคำแนะนำตามมาว่า

“รับสารภาพไปเถอะ จะได้จบเร็วๆ ไม่ต้องเดินทางบ่อย”

คุณรู้สึกอึดอัดใจอย่างยิ่ง เพราะในความคิดของคุณ การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองไม่ควรเป็นความผิด แต่เมื่อมองไปข้างหน้า ต้นทุนของการต่อสู้คดีกลับสูงลิบ คุณอาจต้องเดินทางจากเชียงรายไปนราธิวาสอีกนับสิบครั้ง ต้องหาทนายความมาต่อสู้คดี ต้องเตรียมเงินประกันตัวหากคดีเข้าสู่ชั้นศาล และยังต้องเสียเวลาอีกเป็นปีหรือมากกว่านั้นกว่าคดีจะสิ้นสุด

เสียงหนึ่งในหัวเริ่มกระซิบว่า

“สู้รับสารภาพไปเสียไม่ดีกว่าหรือ จะได้จบเสียที เอาเวลาไปทำอย่างอื่นในชีวิตดีกว่า”

แต่ขณะเดียวกันอีกเสียงหนึ่งก็ยังคงยืนหยัดตอบกลับว่า

“จะรับสารภาพได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไรผิด” 

การดำเนินคดีหมิ่นประมาทข้ามพื้นที่: กลไก SLAPP ในกระบวนการยุติธรรมไทย

ในยุคที่การแสดงความคิดเห็นเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Facebook หรือ Twitter ข้อความ ความเห็น หรือโพสต์ต่างๆ สามารถบันทึกด้วยการแคปหน้าจอ นำไปใช้เป็นหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างภาระต่อผู้ถูกต้องคดี 

ปรากฏการณ์หนึ่งที่เริ่มเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการนำคดีหมิ่นประมาทไปดำเนินคดีในจังหวัดที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่การแสดงความคิดเห็นหรือการเผยแพร่ข้อมูลมักเกิดขึ้นบนพื้นที่สื่อสาธารณะหรือโลกออนไลน์ การเลือกสถานที่แจ้งความเช่นนี้ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องแบกรับภาระการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และข้อจำกัดในการเตรียมการต่อสู้คดีอย่างมีนัยสำคัญ

ในระบบกระบวนการยุติธรรมของไทย หากบุคคลหนึ่งตกเป็นผู้ต้องหา การเลือกต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองมักต้องเผชิญกับกระบวนการที่ยาวนาน และยากจะคาดการณ์ผลลัพธ์ได้ล่วงหน้า ตลอดเส้นทางดังกล่าว ผู้ต้องหาจำเป็นต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมาก ทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย ความเครียด และภาระทางสังคมที่ตามมา สุดท้ายแล้วแม้จะชนะคดีความ แต่ต้นทุนที่สูญเสียไปมักจะไม่ได้การเยียวยา

เมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกของการรับสารภาพ กระบวนการมักดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีความแน่นอนมากกว่า โดยเฉพาะในคดีที่มีลักษณะไม่ร้ายแรง ซึ่งศาลมักลงโทษเพียงปรับในครั้งแรก การยอมรับสารภาพจึงกลายเป็นทางเลือกที่หลายคนมองว่า ‘คุ้มค่า’ กว่าในทางปฏิบัติ เพราะสามารถยุติคดีได้โดยรวดเร็ว ลดภาระที่ต้องแบกรับ และนำเวลาและทรัพยากรที่เหลือไปใช้กับเรื่องอื่นในชีวิต

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ในความเป็นจริง ผู้ต้องหาจำนวนไม่น้อยจะตัดสินใจรับสารภาพ แม้ในบางกรณีอาจยังเชื่อว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดก็ตาม เพราะการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ภายใต้โครงสร้างกระบวนการยุติธรรมที่มีต้นทุนสูงนั้น มิใช่สิ่งที่ทุกคนสามารถแบกรับได้ 

การใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกดดันหรือปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า Strategic Lawsuit Against Public Participation (SLAPP) หมายถึงการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีต่อบุคคลที่แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะ มิได้มีเป้าหมายหลักเพื่อชนะคดีในทางกฎหมายเท่านั้น แต่เพื่อสร้างภาระ ต้นทุน และแรงกดดันให้ผู้ถูกฟ้องยุติการมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะ

ปรากฏการณ์ลักษณะนี้พบเห็นได้เป็นระยะตามข่าวสาร โดยเฉพาะกรณีที่นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจเลือกดำเนินคดีกับประชาชนในพื้นที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา ทำให้ผู้ถูกดำเนินคดีต้องแบกรับภาระการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และเวลาจำนวนมากในการเข้าพบพนักงานสอบสวนหรือขึ้นศาล

ตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึงมากในสื่อ คือกรณีของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนมากกว่า 600 คดีที่จังหวัดพะเยา เนื่องจากมีวอร์รูมอยู่ที่นั่น1 และพบว่าเริ่มมีการดำเนินคดีกับผู้แสดงความคิดเห็นในสื่อโซเชียลมีเดียแล้วหลายคดี2

สะท้อนให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม ฝ่ายผู้กล่าวหาแทบไม่จำเป็นต้องเดินทางหรือเสียเวลาเข้าร่วมกระบวนการในทุกขั้นตอน ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหากลับต้องถูกบังคับด้วยกระบวนการให้ต้องไปรายงานตัวทุกครั้ง ต้องวางเงินประกันตัว ต้องเป็นฝ่ายแบกรับค่าใช้จ่ายและเวลา การเดินทางไกล การเข้าพบพนักงานสอบสวนหลายครั้ง รวมถึงการมาศาลในนัดพิจารณาต่างๆ กระบวนการแจ้งความทางไกลเหล่านี้จึงทำให้ผู้ต้องหาเสียเปรียบในการต่อสู้คดีอย่างมาก

เมื่อกฎหมายเก่าเผชิญความผิดบนโลกออนไลน์

ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้เขียนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุใดเมื่อพนักงานสอบสวนรับแจ้งความในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์แล้ว จึงไม่พิจารณาโอนคดีไปให้พนักงานสอบสวนในพื้นที่ภูมิลำเนาของผู้ต้องหา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาสามารถต่อสู้คดีได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระการเดินทางไกลเกินสมควร มีข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างไรบ้าง และทางออกของเรื่องนี้จะไปในทิศทางใด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่พยานหลักฐานสำคัญเป็นข้อความหรือข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และรวบรวมเป็นพยานหลักฐานได้จากที่ใดก็ได้ พนักงานสอบสวนในพื้นที่ใดก็ย่อมมีศักยภาพในการดำเนินการสอบสวนได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งประกาศให้บังคับใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ในช่วงเวลาที่สังคมยังไม่รู้จักการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือการกระทำความผิดในโลกออนไลน์ บทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดหลักเรื่องเขตอำนาจสืบสวนและสอบสวนไว้ในลักษณะ 2 หมวด 2 โดยมาตรา 18 และมาตรา 19 วางหลักว่า พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดมีอำนาจสอบสวนคดีที่ความผิดเกิดขึ้นในเขตพื้นที่นั้น และในกรณีที่การกระทำความผิดมีความเกี่ยวข้องกับหลายพื้นที่ ให้พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่พบเห็นการกระทำความผิดก่อน หรือพนักงานสอบสวนที่สามารถจับตัวผู้ต้องหาได้ก่อน มีอำนาจรับผิดชอบดำเนินคดีนั้น

คำว่า ‘พบเห็นการกระทำความผิดก่อน’ ถูกตีความหมายให้รวมถึงกรณีที่พนักงานสอบสวนเป็นผู้ ‘ได้รับแจ้งความ’ ก่อนด้วย กล่าวคือ เมื่อมีบุคคลเข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจแห่งใดก่อน สถานีตำรวจแห่งนั้นก็มักถูกถือว่าเป็นท้องที่ที่พบเห็นการกระทำความผิดก่อน3 และจึงมีอำนาจรับผิดชอบการสอบสวนคดีดังกล่าวต่อไป 

ช่องว่างทางกฎหมายนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์ผู้กล่าวหาจงใจนำคดีไปแจ้งความยังพื้นที่ห่างไกล หรือแม้กระทั่งการมอบอำนาจให้บุคคลที่อยู่พื้นที่ห่างไกลไปแจ้งความยังสถานีตำรวจใดก็ได้ โดยผู้กล่าวหาไม่จำเป็นต้องหวังผลทางคดีว่าสุดท้ายแล้วจะชนะหรือแพ้ แต่ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับภาระอย่างหนักไประหว่างต่อสู้คดีแล้ว

กฎหมายเปิดช่องทาง แต่มักอยู่กับ ‘ดุลยพินิจ’ ที่ไม่แน่นอน

เมื่อช่องว่างทางกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้กล่าวหาในคดีหมิ่นประมาทออนไลน์ สามารถไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในพื้นที่ใดก็ได้ เพียงแค่แจ้งว่าพบเห็นข้อความที่นั่น ผู้กล่าวหาสามารถไปแจ้งความในพื้นที่ห่างไกลได้ เพราะการ ‘พบเห็นข้อความ’ อาจถูกตีความว่าเป็นสถานที่เกิดเหตุ ทำให้ผู้ต้องหาต้องเดินทางไปต่อสู้คดีในพื้นที่ไกลจากที่อยู่ ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาระแก่ผู้ถูกกล่าวหา4

แม้เช่นนั้น กฎหมายก็ยังมีช่องทางลดภาระผู้ต้องหา เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสาม เปิดโอกาสให้พนักงานสอบสวนสามารถโอนความรับผิดชอบในคดีไปยังท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับได้ หากมี ‘เหตุจำเป็น’ หรือ ‘เพื่อความสะดวก’ ซึ่งหากตำรวจใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสม และมีนโยบายจากองค์กรตำรวจให้ดำเนินคดีในพื้นที่ที่ผู้ต้องหาสะดวก ก็สามารถลดภาระการเดินทางและลดความตึงเครียดจากการใช้กฎหมายในลักษณะปิดปาก (SLAPP) เช่นนี้ได้

แม้จะมีระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการโอนคดีและการรวมคดี พ.ศ. 2565 ซึ่งเปิดช่องให้สามารถโอนย้ายคดีได้ตามเงื่อนไข เช่น อาจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวน หรือเมื่อคดีมีลักษณะยุ่งยากซับซ้อน อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติการใช้ระเบียบดังกล่าวยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ตัวอย่างเช่น กรณีที่ร้อยเอกธรรมนัสดำเนินคดีกับประชาชนในจังหวัดพะเยา ก็ไม่อนุญาตให้โอนคดีกลับภูมิลำเนาผู้ถูกกล่าวหา5

ขณะเดียวกันก็ปรากฏว่า มีบางคดีที่พนักงานสอบสวนอนุญาตให้โอนย้ายคดีข้ามพื้นที่กลับไปยังภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหาได้6 ความแตกต่างในแนวปฏิบัติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ในชั้นพนักงานสอบสวน การพิจารณาคำร้องขอโอนคดียังคงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจที่มีความไม่แน่นอนสูง และขาดหลักเกณฑ์ที่มีมาตรฐานในการบังคับใช้

ทั้งนี้เคยมีการผลักดันการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเพิ่มมาตรา 161/1 เข้ามา เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฟ้องคดีไม่สุจริต เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบบุคคลอื่นทางคดี ซึ่งศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องและห้ามมายื่นฟ้องอีก แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันบทบัญญัติดังกล่าวยังครอบคลุมเพียงแต่คดีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องเองต่อศาลเท่านั้น ไม่รวมถึงกรณีกระบวนการของพนักงานสอบสวน

เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาคดีหมิ่นประมาทออนไลน์ข้ามพื้นที่

เมื่อปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากทั้ง ‘ช่องว่างของกฎหมาย’ และ ‘ดุลยพินิจที่ไม่แน่นอนของเจ้าหน้าที่รัฐ’ ทางออกจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงดุลยพินิจของผู้บังคับใช้กฎหมายในแต่ละกรณีเท่านั้น แต่จำเป็นต้องพิจารณาในเชิงโครงสร้าง ทั้งในระดับการปรับปรุงกฎหมายและการกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

แนวทางหนึ่งคือการออกแบบกลไกทางกฎหมาย เพื่อป้องกันการนำคดีไปเริ่มต้นในพื้นที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่มีเหตุจำเป็น โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ ซึ่งพยานหลักฐานส่วนใหญ่เป็นข้อมูลดิจิทัลที่สามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และรวบรวมได้จากทุกพื้นที่ การกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่าคดีลักษณะดังกล่าวควรดำเนินการในท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ อาจช่วยลดโอกาสที่กระบวนการยุติธรรมจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาระต่อผู้ถูกกล่าวหา

ในระดับกฎหมายอาจพิจารณาปรับปรุง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเขตอำนาจสอบสวนสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สร้างกลไกคัดกรองคดีตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน เพื่อป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือกดดันผู้แสดงความคิดเห็น เช่น การกำหนดบทบัญญัติให้พนักงานสอบสวนจะต้องมีความเห็นสั่งไม่สั่งฟ้อง หากปรากฏข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าการกล่าวหานั้นมีลักษณะไม่สุจริต มีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างภาระให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาความยุติธรรมทางอาญา สอดคล้องกับมาตรา 161/1 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งการขยายหลักการในมาตรานี้ให้ครอบคลุมถึงกระบวนการสอบสวนของตำรวจด้วย จึงอาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันมิให้ผู้กล่าวหาที่มีเจตนาไม่สุจริตหลีกเลี่ยงกลไกคัดกรองของศาล โดยเลือกใช้การแจ้งความเป็นช่องทางในการกดดันผู้ถูกกล่าวหาแทน

นอกจากการแก้ไขกฎหมายแล้ว การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายก็มีความสำคัญ หากหน่วยงานอย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดแนวทางที่ชัดเจนให้พนักงานสอบสวนพิจารณาโอนคดีไปยังท้องที่ที่ผู้ต้องหามีภูมิลำเนาในกรณีที่ไม่มีเหตุจำเป็นต้องดำเนินคดีในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะ ก็อาจช่วยลดภาระของผู้ถูกกล่าวหาและลดความตึงเครียดทางสังคมที่เกิดจากการใช้กฎหมายในลักษณะปิดปากได้ในระยะสั้น

ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางเทคนิคทางกฎหมายเกี่ยวกับเขตอำนาจสอบสวนเท่านั้น หากแต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือกระบวนการยุติธรรมควรถูกออกแบบมาเพื่อแสวงหาความจริงและความเป็นธรรม หรือจะปล่อยให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างภาระและแรงกดดันต่อผู้ที่ใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นในสังคม หากกฎหมายและนโยบายสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ก็อาจช่วยให้กระบวนการยุติธรรมกลับมาเป็นพื้นที่ของความยุติธรรมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

1 รายการกรรมกรข่าว (คลิปเต็ม) “ธรรมนัส” เปิดใจแจงข้อครหา ‘คนหักหลังคน’ เล่าที่มาของแป้ง เผยมุมจัดการสแกมเมอร์, เผยแพร่วันที่ 30 ม.ค. 2569, 

https://www.youtube.com/watch?v=M86VCFySQ6I
2 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. “พนักงานออฟฟิศจากกรุงเทพฯ ถูกแจ้งข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ – หมิ่นประมาท ‘ธรรมนัส’ ที่พะเยาอีกราย.” เผยแพร่ 27 กุมภาพันธ์ 2569. เข้าถึง 6 มีนาคม 2569. https://tlhr2014.com/archives/82080.

3 เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14944/2551

4 iLaw, “กล่าวโทษ ม.112 ข้ามจังหวัด: ภาพสะท้อนปัญหาความผิดอาญาแผ่นดิน,” เผยแพร่ 1 เมษายน 2565, เข้าถึงวันที่ 6 มี.ค.2569

5 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, “ตำรวจพะเยาปฏิเสธโอนคดี กล่าวหาทางไกล ‘หมิ่นธรรมนัส’ กลับภูมิลำเนาผู้ต้องหา แม้ ผบ.ตร. เคยให้โอนคดี ม.116 มาก่อน,” 16 ธันวาคม 2568, https://tlhr2014.com/archives/80615

6 เรื่องเดิม

7 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 34) พ.ศ. 2562.
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 34 ก (20 มีนาคม 2562): 18.
https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/034/T_0018.PDF



Tags: , , , , ,