วันที่ 24 เมษายน 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองและนิติศาสตร์ไทย เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับคำร้องในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยื่นเอาผิดจริยธรรมร้ายแรงกับ 44 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112[1] เมื่อปี 2564
เมื่อพิจารณาในระดับผิวเผินแล้ว ปรากฏการณ์นี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงมหากาพย์ภาคต่อของการกวาดล้างพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามผู้มีอำนาจ แต่หากเราถอยออกมามองผ่านแว่นตาของนักนิติศาสตร์ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการยุบพรรคหรือการตัดสิทธิใครบางคน ทว่านี่คือ ‘การสั่นคลอนรากฐานของระบอบรัฐสภา’ ครั้งที่รุนแรงและอันตรายอยู่ไม่น้อย แม้ในเบื้องต้นศาลฎีกาจะยังไม่ได้มีคำสั่งให้ 10 สส.แกนนำพรรคประชาชนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในทันที แต่ศาลกลับมีคำสั่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า นั่นคือคำสั่ง ‘ห้ามกระทำซ้ำ’ หรือห้ามกระทำการใด ๆ ตามที่ถูกกล่าวหาในคำร้อง
ทว่าในมิติทางนิติศาสตร์ คำสั่งห้ามกระทำซ้ำนี้ กลับส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างที่น่ากังวลยิ่งกว่าการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เสียอีก เพราะผลของคำสั่งนั้นมิได้จำกัดอยู่เพียงการระงับสิทธิของตัวบุคคล แต่คือการสถาปนา ‘พื้นที่ต้องห้าม’ ขึ้นกลางกลไกรัฐสภา เสมือนการสร้างบรรทัดฐานให้ผู้แทนราษฎรประจักษ์ว่า บทบัญญัติใดสามารถทบทวนได้ และโครงสร้างอำนาจใดที่ไม่อาจล่วงละเมิด ผู้ใดที่พยายามท้าทายพื้นที่ดังกล่าว ย่อมต้องเผชิญกับบทลงโทษขั้นสูงสุด คือการถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปตลอดชีวิต
คำถามที่สังคมไทยและนักกฎหมายต้องร่วมกันขบคิดและตอบให้ได้ในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่ว่า เจตนาลึกๆ ของ สส.เหล่านั้นคืออะไร ไม่ใช่เรื่องที่ว่า พรรคสีส้มจะถูกยุบอีกกี่ครั้ง และไม่ใช่การมานั่งเถียงกันว่า เนื้อหาที่จะแก้นั้นดีหรือไม่ดี แต่คือคำถามพื้นฐานที่สุดที่ว่า ในระบอบประชาธิปไตย การใช้สิทธิเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านกระบวนการนิติบัญญัติในรัฐสภา สามารถถูกตีความให้กลายเป็นความผิดร้ายแรงได้จริงหรือ
กฎหมายที่นิ่งสนิท: การทำลายหัวใจของความเป็น ‘นิติรัฐ’
หัวใจสำคัญของหลักนิติธรรม (Rule of Law) คือการยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า กฎหมายไม่ใช่ศิลาจารึกศักดิ์สิทธิ์ที่ตายตัวและห้ามแตะต้องตลอดกาล แต่มันคือ ‘พลวัต’ มันคือสัญญาประชาคมที่ต้องพร้อมปรับตัวตามเจตจำนงของประชาชนในแต่ละยุคสมัย
องค์กรเครือข่ายนักกฎหมายอย่าง iLaw เน้นย้ำประเด็นนี้ไว้เสมอในกระบวนการรณรงค์แก้ไขกฎหมายต่างๆ ว่า อำนาจในการตราและแก้ไขกฎหมายเป็นของประชาชนผ่านผู้แทนราษฎร กฎหมายทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคง ย่อมถูกตั้งคำถาม ทบทวน และแก้ไขได้เสมอ[2] การที่สมาชิกรัฐสภาใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย ย่อมเป็นกระบวนการใช้อำนาจหน้าที่ขั้นพื้นฐานตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน
การสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ตีกรอบว่า กฎหมายบางมาตราเป็นสิ่งต้องห้ามในการแก้ไข หรือการใช้สิทธินิติบัญญัติคือความผิด จึงเท่ากับการบ่อนทำลายหลักความแน่นอนชัดเจนทางกฎหมาย (Legal Certainty) ที่วางหลักการไว้ให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายต้องมีความชัดเจนเพียงพอที่บุคคลจะสามารถคาดการณ์ผลแห่งการกระทำของตนได้ล่วงหน้า[3]
ทว่าเมื่อ สส.ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า การใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเสนอแก้ไขกฎหมายเรื่องใด จะกลายเป็นเหตุแห่งการถูกพิจารณาโทษทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขอบเขตอำนาจหน้าที่และเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา จึงตกอยู่ในสภาวะคลุมเครือและไร้เสถียรภาพ ผลสืบเนื่องจากสภาวการณ์ดังกล่าวคือ สถาบันนิติบัญญัติจะถูกลดทอนความชอบธรรมและสถานะเชิงอำนาจลง[4] จนเหลือเพียงกลไกเชิงพิธีกรรมที่มีหน้าที่รับรองเจตจำนงของโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่เดิม รัฐสภาจะสูญเสียสภาวะการเป็นพื้นที่สำหรับการเจรจาต่อรองทางการเมือง และไม่อาจทำหน้าที่เป็นสถาบันหลักในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้อีกต่อไป
ตุลาการล้ำเส้น: ความตายของการแบ่งแยกอำนาจและพื้นที่สภาที่หดแคบ
หลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาสมดุลและป้องกันไม่ให้อำนาจใดล้นเกิน ฝ่ายนิติบัญญัติตรากฎหมาย ฝ่ายบริหารบังคับใช้กฎหมาย ฝ่ายตุลาการตีความและวินิจฉัย ระบบนี้จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อทั้ง 3 ฝ่ายเคารพและยอมรับขอบเขตอำนาจของกันและกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในนิติสงครามของไทยคือ สภาวะที่สื่อและนักวิเคราะห์การเมืองมักตั้งข้อสังเกตว่า เป็นปรากฏการณ์ ‘ตุลาการภิวัตน์’ (Judicialization of Politics) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ[5] มันคือการที่อำนาจตุลาการข้ามฝั่งมากำกับและแทรกแซง ‘กระบวนการ’ ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการตรากฎหมายเสียด้วยซ้ำ
การที่ศาลฎีกาสั่ง ‘ห้ามกระทำซ้ำ’ ในขั้นตอนที่กฎหมายยังเป็นเพียงแค่ ‘ร่าง’ ที่รอการพิจารณา คือการแทรกแซงอำนาจนิติบัญญัติในลักษณะการจำกัดสิทธิล่วงหน้า (Prior Restraint) ซึ่งเปรียบเสมือนการกีดกันทางความคิดของผู้แทนราษฎร ก่อนที่พวกเขาจะได้แม้แต่ลุกขึ้นพูดอภิปรายในสภาต่อไป
พฤติการณ์เช่นนี้ สร้างสภาวะที่ทำให้ สส.เริ่มเซนเซอร์ตัวเอง พวกเขาจะรู้สึกว่า การเสนอร่างกฎหมายบางประเภทที่ท้าทายโครงสร้างเดิม จะนำมาซึ่งอันตรายต่อชีวิตการเมือง เพียงแค่การมีอยู่ของบรรทัดฐานในคดีนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รัฐสภาเงียบงัน เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายตุลาการหรือองค์กรอิสระกลายเป็นผู้วางบรรทัดฐานและขีดเส้นว่า ‘เรื่องใดแก้ได้’ หรือ ‘เรื่องใดแก้ไม่ได้’ เมื่อนั้นดุลยภาพของอำนาจอธิปไตยย่อมค่อยๆ พังทลายลง
‘จริยธรรม’: อาวุธทำลายล้างที่ทรงอานุภาพและอำมหิตกว่ากฎหมายอาญา
ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งในคดีนี้ ไม่ใช่การสู้กันด้วยฐานความผิดทางอาญา แต่คือการนำคำว่า ‘มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง’[6] มาใช้เป็นฐานในการฟ้องร้อง และนี่คือหลุมพรางทางนิติศาสตร์ที่น่ากังวลที่สุดในยุคสมัยนี้ โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (Thai Lawyers for Human Rights: TLHR) และองค์กรสังเกตการณ์ทางการเมือง ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของการนำ ‘จริยธรรม’ มาตีความขยายผล เพื่อใช้เป็นเครื่องมือประหารชีวิตทางการเมือง (Civil Death)[7]
ปัญหาวิกฤตของระบบกฎหมายไทยในปัจจุบันคือ จริยธรรมถูกทำให้กลายเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงกว่ากฎหมายอาญาหลายเท่าตัว หากเราลองเปรียบเทียบกระบวนการยุติธรรมให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น จะเห็นว่าในคดีอาญาทั่วไปนั้น ในเชิงหลักการ จำเลยมีสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ มีการสืบพยานหลักฐาน มีการพิสูจน์เจตนา (Mens Rea) อย่างเข้มงวดว่าจำเลยมีเจตนาร้ายจริงหรือไม่ และต่อให้ศาลพิพากษาว่าผิดจริงจนถูกจำคุก วันหนึ่งจำเลยก็ยังมีโอกาสได้รับอิสรภาพกลับคืนมา
ในทางกลับกัน ‘คดีจริยธรรม’ ของนักการเมือง โทษสูงสุดที่รออยู่คือ การเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดไป หรือการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต มันคือการประหารชีวิตในทางแพ่งที่ไม่มีวันคืนชีพได้ ไม่มีวันหมดอายุความ มากไปกว่านั้น ที่น่ากังวลและย้อนแย้งที่สุดคือ ‘มาตรฐานจริยธรรม’ นั้น คือความเป็นนามธรรมที่ปราศจากองค์ประกอบความผิดที่ชัดเจนตายตัวเหมือนกฎหมายอาญา ไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าการกระทำใดเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย มันจึงกลายเป็นอาวุธที่ยืดหยุ่น พลิกแพลงได้ และสามารถถูกนำมาเลือกปฏิบัติใช้กับใครก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นผู้ถืออำนาจในการตีความและนิยามสิ่งที่เรียกว่า ‘จริยธรรม’ ในห้วงเวลานั้น
ดังนั้นแล้ว หากการทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียง นำเสนอเจตจำนงของประชาชนที่เลือกตนเข้ามา คือการกระทำที่ผิดจริยธรรมในสายตาขององค์กรอิสระและตุลาการ เราคงต้องกลับมาตั้งคำถามตัวใหญ่ๆ ว่า ตกลงแล้ว ‘จริยธรรม’ ในประเทศนี้เป็นของใคร มีไว้เพื่อคุ้มครองใคร และมันยึดโยงกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตรงไหน
คำวินิจฉัยผูกพัน หรือ ‘คำพิพากษาสำเร็จรูป’ ที่ข้ามขั้นตอนความยุติธรรม?
คดี 44 สส.ถูกส่งต่อมายังศาลฎีกา โดยอาศัยข้ออ้างอิงจากข้อเท็จจริงในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คดียุบพรรคก้าวไกล[8] และนี่คือจุดบรรจบที่ทำให้นักนิติศาสตร์ต้องลุกขึ้นมาตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ของสิทธิในกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 211[9] กำหนดให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ
แต่ในทางนิติศาสตร์ การผูกพันดังกล่าว ควรจำกัดอยู่เพียงผลบังคับของคำวินิจฉัยในคดีนั้น ไม่ใช่การนำข้อเท็จจริงจากคดีหนึ่งไปสวมทับเป็นข้อเท็จจริงอันยุติแล้วในอีกคดีหนึ่งโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลักษณะของคดีและมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากว่า การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเป็นการประเมินความเสี่ยงและพฤติการณ์ในภาพรวมของพรรคการเมือง แต่คดีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในศาลฎีกา คือกระบวนการพิจารณาความรับผิดของบุคคลซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงถึงขั้นเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดไป
กระบวนการทางศาลจึงควรให้ความสำคัญกับการไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่ทั้งหมดอย่างเคร่งครัด เพื่อพิสูจน์องค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย และเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
ดังนั้นแล้ว การนำคำวินิจฉัยเดิมมาดัดแปลงเป็นคำพิพากษาสำเร็จรูป เพื่อใช้จัดการกับ สส.โดยอ้างผลผูกพันจนแทบจะปิดประตูการนำสืบพยานหลักฐาน ถือเป็นการลดทอนมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อจำเลยถูกผูกมัดด้วยข้อสรุปความผิดไว้ล่วงหน้า กระบวนการที่เหลือในศาลฎีกาก็อาจถูกครหาได้ว่า เป็นเพียงพิธีกรรมทางกฎหมายที่ถูกจัดฉากขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง มากกว่าการอำนวยความยุติธรรมตามสิทธิที่จำเลยพึงได้รับ[10]
นิติสงคราม (Lawfare) เมื่อกติกาถูกใช้เพื่อสกัดกั้นทางออกของสังคม
ปรากฏการณ์ความพยายามในการกวาดล้างนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งผ่านกลไกศาลและองค์กรอิสระ คือรูปแบบที่ชัดเจนที่สุดของนิติสงคราม[11] ซึ่งหมายถึง การนำเอากระบวนการทางกฎหมายมาปรับใช้เป็นอาวุธทางการเมือง โดยที่รูปแบบภายนอกดูเหมือนจะดำเนินไปตามครรลอง ชอบด้วยกฎหมายและขั้นตอนทุกประการ แต่เนื้อแท้และเป้าหมายของมันคือ การกำจัด ทำลาย และสกัดกั้นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
สิ่งที่ทำให้กรณีของประเทศไทยน่าหวาดวิตกกว่าประเทศอื่นคือ กระบวนการ Lawfare นี้ ทำงานอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง สามารถเข้าถึงและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจหลักของรัฐได้เลย แม้ว่าพวกเขาจะพยายามใช้ช่องทางที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เข้าชื่อในสภา และเป็นไปอย่างสันติวิธีทุกประการก็ตาม
เมื่อพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ผลกระทบระยะยาวที่อันตรายที่สุดจากคดีนี้ อาจไม่ใช่การที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งจะสูญเสียบุคลากรหลัก หรือการที่ 44 สส.จะต้องกระเด็นหลุดจากเก้าอี้ แต่คือสัญญาณอันตรายขั้นสูงสุดที่รัฐกำลังส่งตรงถึงประชาชนว่า การต่อสู้ตามกติกาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการพยายามยื่นร่างกฎหมายเข้าสู่สภา หรือการอดทนอดกลั้นเพื่อแก้ปัญหาผ่านกลไกในระบบนิติบัญญัติ เป็นเรื่องที่สูญเปล่า สิ้นหวัง และมีราคาสูงลิบลิ่วเกินกว่าที่ใครจะกล้าจ่าย
เมื่อพื้นที่ในรัฐสภา ซึ่งควรจะเป็นลานกว้างสำหรับถกเถียงปัญหา กลับถูกทำให้คับแคบลงจนไม่สามารถบรรจุความต้องการที่หลากหลายของยุคสมัยได้ สังคมไทยจะเหลือทางเลือกอะไรในการก้าวข้ามความขัดแย้ง นอกจากการผลักให้ผู้คนต้องลงไปเผชิญหน้ากันนอกสภา
บทสรุป: คืนการเมืองให้รัฐสภา คืนกฎหมายให้ประชาชน
หากนิติสงครามภาคนี้ดำเนินไปจนถึงฉากจบด้วยการกวาดล้าง สส.ทั้ง 44 คนออกจากหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย สิ่งที่ตายไปพร้อมกับอาชีพทางการเมืองของพวกเขา จะไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ของคนกลุ่มหนึ่ง แต่คือความตายของ ‘ความเชื่อมั่น’ ขั้นพื้นฐานที่สุดว่า การออกไปกากบาทเลือกตั้งและการมีอยู่ของรัฐสภานั้น ยังคงมีความหมายอะไรหลงเหลืออยู่ในระบบประชาธิปไตยไทย
Rule of Law ที่แท้จริง ต้องไม่ใช่กฎหมายที่ถูกนำมาตีความพลิกแพลงเพื่อเอาไว้ ‘กำจัด’ ความเห็นต่างทางการเมือง แต่ต้องเป็นกฎหมายที่ทำหน้าที่สร้างและคุ้มครองพื้นที่ปลอดภัย ให้คนทุกกลุ่มได้เข้ามาต่อรองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างสันติ เมื่อพื้นที่ปลอดภัยนั้นถูกทำให้หดแคบลงทุกทีด้วยคดีจริยธรรมแล้วคดีเล่า สังคมไทยก็กำลังเดินหน้าเข้าสู่ความมืดมิดที่ไร้ทางออก และถึงเวลาแล้วที่นักกฎหมาย องค์กรอิสระ ตุลาการ และผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ต้องกล้าที่จะวางอาวุธทางกฎหมายลง ทบทวนตัวเอง และยอมรับหลักการพื้นฐานที่เรียบง่ายที่สุดของการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย
“การเสนอแก้ไขกฎหมาย คือหน้าที่โดยชอบธรรมของผู้แทนราษฎร และการทำหน้าที่ ย่อมไม่ใช่และไม่ควรถูกตีความให้เป็นอาชญากรรม”
อ้างอิง
[1] ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112.
[2] iLaw. (2560). ขั้นตอนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายประชาชน. ค้นจาก https://www.ilaw.or.th/articles/16650
[3] เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง. (2563). จาก ‘ตุลาการภิวัตน์’ ถึง ‘นิติสงคราม’ : สงครามไม่มีวันแล้วเสร็จของปีกขวาไทย. The 101.world. ค้นจาก https://www.the101.world/judicialization-of-politics-and-lawfare/
[4] เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง. (2563). อ้างแล้ว.
[5] เรื่องเดียวกัน.
[6] ประกาศมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561. (2561, 30 มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 135 ตอนที่ 22 ก. หน้า 1.
[7] iLaw. (2567). มาตรฐานทางจริยธรรม : เครื่องมือ “ต้นทุนต่ำ” เขย่าเสถียรภาพรัฐบาล ประหารชีวิตทางการเมือง. ค้นจาก https://www.ilaw.or.th/articles/55884
[8] ศาลรัฐธรรมนูญ. (2567). คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567.
[9] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560.
[10] The 101.world. (2564). จุดเปลี่ยนหลักนิติศาสตร์-ประวัติศาสตร์ : อ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผ่านสายตานักกฎหมาย. ค้นจาก https://www.the101.world/constitutional-court-ruling-no-19-2564/
[11] ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR). (2564). 7 ปี รัฐประหาร: ทบทวนผลลัพธ์คดียุค คสช. ภาพสะท้อน ‘นิติสงคราม’ ที่กฎหมายคืออาวุธทางการเมือง. ค้นจาก https://tlhr2014.com/archives/29979
Tags: กฎหมาย, ตุลาการ, Rule of Law, พรรคก้าวไกล, ม.112, ตุลาการภิวัตน์, หลักนิติธรรม, 44 สส.พรรคก้าวไกล, หลักการแบ่งแยกอำนาจ, มาตรา 112, มาตรฐานทางจริยธรรม




