The Momentum มีโอกาสพูดคุยกับ จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถึงเรื่องวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากกรณีความขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลาง ตลอดจนโอกาสของประเทศไทยท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว

ในฐานะผู้นำองค์กรในภาคอุตสาหกรรม จรีพรคาดการณ์ว่า สถานการณ์ความไม่สงบจะยังคงยืดเยื้อ เป็นปัจจัยให้ต้นทุนพลังงานฟอสซิลอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกหลายปี ทั้งนี้จากการแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้เชี่ยวชาญพบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 92% ซึ่งสัดส่วนการนำเข้ากว่า 50% มาจากตะวันออกกลาง ขณะที่ส่วนที่เหลือมาจากตะวันออกไกลและสหรัฐอเมริกา ดังนั้นจึงมีผลกระทบเกิดขึ้นกับประเทศไทยอย่างแน่นอน

โดย 2 ฉากทัศน์ที่จะสามารถเกิดขึ้นได้ จรีพรประเมินไว้มีดังนี้

1. สงครามสามารถจบได้ภายใน 6 เดือน-1 ปี

2. สงครามยกระดับไปสู่สงครามระดับภูมิภาค (Regional War)

“หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 6 เดือน ทั่วโลกจะเดือดร้อน ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจากความเสียหายของโรงกลั่นคลังน้ำมัน ทำให้ซัพพลายหายไปเยอะมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบไปอีกหลายปีหลังจากจบสงคราม”

ขณะที่ประเด็นก๊าซธรรมชาติประเมินว่า ประเทศไทยไม่น่าได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีสัดส่วนที่สามารถผลิตได้จากอ่าวไทยถึง 50% รวมถึงมีการนำเข้าจากประเทศเมียนมาที่ 20% และในส่วน 30% ที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศกาตาร์ ซึ่งจุดนี้ประเทศไทยสามารถเจรจากับประเทศมาเลเซียเพื่อชดเชยซัพพลายที่จะหายไปได้

ทั้งนี้ จากวิกฤตสงครามที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น ไม่ได้กระทบเพียงแค่ในส่วนน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติ แต่ยังส่งผลกระทบลุกลามไปถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะ ‘ปุ๋ย’ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคการเกษตรที่อาจส่งผลให้ผลิตภาพ (Productivity) และรายได้ของภาคเกษตรลดน้อยลง

ขณะเดียวกันยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ (Packaging) จากภาวะขาดแคลนแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติก

อย่างไรก็ตาม จรีพรเห็นว่า ในวิกฤตครั้งนี้ยังมองเห็นโอกาสที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยภายหลังสงครามจบลง เพราะประเทศไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางที่มีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนจะมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุนระยะยาว

โดย 4 อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยสามารถต่อยอดได้ ประกอบไปด้วย อุตสาหกรรมอาหาร ภาคการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมการแพทย์

ในส่วนของอุตสาหกรรมอาหาร จรีพรระบุว่า ประเทศไทยจะต้องมุ่งสู่การเป็น ‘Global Food Innovation Hub’ ที่ขายสินค้าพรีเมียมมากขึ้น แทนที่สินค้าเกษตรแบบดั้งเดิม เช่น ข้าวหรือมันสำปะหลัง

ด้านภาคการท่องเที่ยว ประเทศไทยจะต้องต่อยอดให้กลายเป็น ‘High-Value Experience Hub’ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเหมือนในอดีต โดยเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพเพื่อสานต่อให้ประเทศไทยกลายเป็น Global Health and Longevity Hub ในอนาคต

ส่วนในภาคอุตสาหกรรมก็ควรมองและปรับธุรกิจให้พร้อมต่อยอดเป็น Smart Green Industrial Hub

นอกจากนั้นแล้วยังมีอีก 2 อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อยอดได้คือ การเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก (Global Financial Hub) และศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค

โดยในส่วนศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ถือเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยที่จะดึงอุตสาหกรรมการเงินจากนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้ามา ภายหลังความไม่สงบและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

และในส่วนของอุตสาหกรรม Data Center ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยจาก AI User มาเป็น ‘AI Hub’ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้ประเทศไทยต้องการพลังงานสะอาดที่มีความเสถียร ดังนั้นภาครัฐควรผลักดันให้มีการปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น

“ประเทศไทยมีพื้นที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้มากมาย แต่ประเด็นสำคัญคือ กฎระเบียบที่ยังไม่เปิดเสรี เช่น Direct PPA หรือ Third-Party Access ซึ่งประเทศไทยจะต้องแก้กฎหมายตรงนี้ให้ได้

“อีกอันที่น่าสนใจคือ พลังงานไฮโดรเจนและเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) พวกนี้คือพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยควรจะมีสัดส่วนการใช้งานมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลลง”

จรีพรทิ้งท้ายว่า โดยเฉพาะ SMR จะตอบโจทย์กับอุตสาหกรรม Data Center ที่กำลังเติบโตในประเทศไทยได้ดีกว่า เพราะมีความเสถียรมากกว่าพลังงานแสงอาทิตย์ที่จำเป็นต้องมีแหล่งกักเก็บพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม

Tags: , , , , , ,