ปราจีนบุรี , เจเศรษฐ์ , อุทกภัย , วีระยุทธวันนี้ (8 ตุลาคม 2569) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยอนุทินซึ่งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ มอบหมายให้ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ตอบกระทู้ถามสดแทน
วีระยุทธกล่าวตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประเมินไว้ว่า ถ้าไม่มีฝนตกเพิ่ม ยังต้องระบายน้ำถึง 38 วัน จนกว่าลุ่มน้ำบางปะกงจะปกติ และจบสถานการณ์ คำถามก็คือ ถ้ารัฐบาลจะถอดบทเรียนในเรื่องภัยธรรมชาติ ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าอะไรควบคุมได้ และอะไรที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
“การถอดบทเรียนที่ดีไม่ต้องรอจนจบ มีบทเรียนระหว่างทาง มวลน้ำรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นวันสองวัน แต่มีน้ำที่เก็บสะสมไว้ จากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ลุ่มน้ำบางปะกง เขื่อน 8 เขื่อน น้ำเต็มเกือบทั้งหมด พอฝนตกหนักลงมา อ่างเก็บน้ำก็ต้องระบายน้ำออกมาตามสัดส่วน ตามเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ กลายเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ อ่างเก็บน้ำตั้งแต่คลองพระสทึง คลองระบม เขื่อนขุนด่านปราการชล คลองหลวงรัชชโลทร ท่านจัดการล่วงหน้าได้หรือไม่ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน บอกไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าเลย จนเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
“ต้องถามรัฐมนตรีชัดๆ ว่า ภัยเสียหายจากน้ำท่วม เป็นผลจากภัยธรรมชาติกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นผลจากความผิดพลาดของรัฐบาลกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านพร่องน้ำเร็วกว่านี้ จะทำให้เสียหายน้อยลงหรือไม่ ถ้าประเมินไม่ออก จะไม่มีบทเรียนให้ถอดอีกแล้ว”
ด้านเจเศรษฐ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่า ความผิดพลาดของรัฐบาลในเรื่องสถานการณ์น้ำท่วม เป็นภัยธรรมชาติกี่เปอร์เซ็นต์ และรัฐบาลผิดพลาดกี่เปอร์เซ็นต์ โดยรับว่า ‘ไม่รู้’
จากนั้นวีระยุทธถามต่อเนื่องถึงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยระบุว่า แต่ละจังหวัดบริหารอ่างเก็บน้ำไม่เหมือนกัน จังหวัดตราดพร่องน้ำออกไปก่อน และไม่ร้ายแรงเท่าจังหวัดจันทบุรี ซึ่งหากจัดการได้ดี ความผิดพลาดจะน้อยลง
วีระยุทธกล่าวด้วยว่า การจัดการภัยพิบัติต้องใช้สมอง หัวใจ ข้อมูล และความเห็นอกเห็นใจ และเข้าใจดีว่าการจัดการน้ำเป็นเรื่องยาก กว่าจะผันน้ำลงอ่าวไทย ต้องผ่านในหลายจังหวัด
“ความผิดพลาดรอบนี้ ถ้าต้องเลือก ผมชื่นชมลูกเทพ มากกว่าพ่อเทพ อย่างน้อยลูกเทพยังลุยหน้างาน แต่พ่อเทพหนีกันไปหมดเลย” วีระยุทธกล่าวตอนหนึ่ง พร้อมเปิดภาพเจเศรษฐ์, พลพีร์ สุวรรณฉวี และกลุ่ม ‘ลูกเทพ’ ที่ลงพื้นที่ ขณะที่นายกฯ ลงพื้นที่งานวันเกิด เนวิน ชิดชอบ นานครึ่งวัน และลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีแค่ 30 นาที ในวันที่ 4 ตุลาคม 2569
พร้อมกันนี้ ยังตั้งคำถามถึง สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรับผิดชอบการจัดการน้ำภาคตะวันออก และเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งรับผิดชอบในการจัดการน้ำภาคกลาง ว่ามีบทบาทอย่างไร
นอกจากนี้ วีระยุทธระบุว่าขณะนี้ยังมีหลายเรื่องที่ต้องทำ เช่น การจัดการน้ำขังในหลายพื้นที่ การจัดการพื้นที่สีแดงซึ่งยังคงมีน้ำท่วมสูง เช่น นครนายก ฉะเชิงเทรา ทั้งนี้ขอให้อย่าชะล่าใจ และขอให้ทำงานเชิงรุก
ขณะเดียวกันยังให้คำแนะนำเรื่องการบริหารน้ำข้ามจังหวัด ในการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข ทว่าต้องให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง
วีระยุทธกล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่ภาคตะวันออก ไม่มีใครได้รับข้อมูล ไม่มีใครได้รับแจ้งเตือน การอพยพก็มีปัญหา มีการย้ายไปวัด แต่ต่อมาวัดน้ำท่วมก็ต้องอพยพอีกรอบ พร้อมกับยกคำพูดของอนุทินเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ที่พูดถึง เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทย ว่าสะท้อนการทำงานของนายกฯ ได้ดีที่สุด
“ในภาวะวิกฤตทั้งหมด ถ้าจะมีประโยคที่พูดแทนความรู้สึกประชาชนได้ดีที่สุด ไม่กระตือรือร้น ไม่ทำงานด้วยความทุ่มเท เป็นสิ่งที่น่าอับอาย น่าละอายที่มีคนแบบนี้อยู่ในระบบราชการของเรา เป็นประโยคที่ท่านอนุทินพูดแทนการทำงานของตัวเองได้ดีที่สุด”
พร้อมกันนี้ยังตั้งคำถามว่า ขณะนี้รัฐบาลมีเป้าหมายในการอพยพชัดเจนแล้วหรือไม่ ต้องอพยพกี่คน กี่วัน การแจ้งเตือนล่วงหน้าที่ล่าช้าแก้ปัญหาได้หรือไม่ ทั้งยังรวมถึงการจัดการน้ำท่วมที่ลุ่มน้ำบางปะกง ว่าต้องใช้เวลายาวนาน 38 วันจริงหรือ และปัญหาสารพิษตกค้างจากโรงงานที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี จะต้องใช้เวลากี่วัน
เจเศรษฐ์กล่าวว่า การคาดการณ์เรื่องพฤติกรรมของน้ำฝนในรอบนี้ ‘ผู้รู้’ ทั้งในเมืองไทยและระดับโลกไม่มีใครรู้ล่วงหน้าในหลัก 1-3 เดือน เพราะพฤติกรรมของฝนเปลี่ยนไป เรียกว่าเป็น ‘วิวัฒนาการ’ ของภัยธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เตรียมความพร้อม มีการประชุมสถานการณ์ เรียกประชุมก่อนเกิดเหตุกับผู้ว่าราชการจังหวัด มีการเตรียมศูนย์อพยพ แผนเผชิญเหตุทั้งช่วงต้น ช่วงกลาง ช่วงท้าย ช่วงฟื้นฟู โดยขณะนี้มีเป้าหมายในการอพยพชัดเจน มีพื้นที่ศูนย์อพยพกำหนดไว้ชัดเจน
ส่วนเรื่องการจัดการน้ำนั้น ได้ข้อสรุปว่าให้ สทนช.กำหนดภาพรวมว่าจะต้องติดตั้งเครื่องผันน้ำในพื้นที่ไหน เพื่อให้บริหารภาพรวมครอบคลุมทุกพื้นที่
สำหรับการคาดการณ์ระดับน้ำในลุ่มน้ำบางปะกงว่าจะลดลงในอีก 38 วันข้างหน้านั้น เป็นการคาดการณ์จากสถานการณ์ปัจจุบัน แต่หากมีปริมาณน้ำฝนเพิ่ม ก็ต้องพิจารณาเพิ่มเติม
ขณะที่พื้นที่ปนเปื้อนสารพิษ เจเศรษฐ์ระบุว่าได้ลงพื้นที่เช่นกัน และเรื่องนี้นายกฯ ก็เป็นห่วง จึงสั่งการว่าให้ตรวจสอบ หามาตรการในการป้องกัน คืนสภาพความเป็นอยู่ที่ปกติสุขสู่ประชาชนให้ได้ รวมทั้งวางมาตรการไม่ให้เกิดขึ้นอีก
เจเศรษฐ์กล่าวอีกว่า วันนี้ ออกจากบ้านตั้งแต่ 08.00 น. ประชุมตั้งแต่ 08.30 น. จากนั้นไปประชุมที่กรรมาธิการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และได้รับโทรศัพท์ว่ามีกระทู้สด
“ผมมาตอบกระทู้เพื่อผมจะฟังท่าน ว่าท่านมีแนวคิดอย่างไร ท่านจะแนะนำอย่างไรเพื่อให้ผมไปทำงาน เพราะเห็นว่าท่านเป็น สส. ลงพื้นที่เยอะ รับฟังเยอะ ผมก็มีสิทธิรวบรวมไปทำต่อ แต่ผมไม่คิดว่าท่านจะเอาเรื่องลูกเทพ ไปงานวันเกิด นู่นนี่นั่น
“ผมถามว่าท่านทำเพื่ออะไรในสถานการณ์นี้ ถ้าท่านจะพูดอย่างนี้ ท่านลงไปแถลงกับสื่อมวลชนก็ได้ หรือท่านจะโพสต์ Facebook ก็ได้ แต่วันนี้ทุกคนตั้งใจมาฟังท่าน ผมเข้มแข็งพอที่จะอยู่ฟังท่านจนจบ ถ้าไม่ใช่สถานการณ์ปัจจุบัน ผมไม่มาฟังเรื่องไร้สาระแบบนี้หรอก ผมอยากฟังว่าประชาชนต้องการอะไร ท่านไปลงพื้นที่มา ท่านให้เนื้อหาว่าประชาชนต้องการอะไร ไปลงพื้นที่มา ท่านกำลังสับสนนะครับ ขออนุญาตแนะนำท่านกลับ อะไรที่เป็นวาทกรรม กระแนะกระแหน แยกแยะออกไป”
วีระยุทธกล่าวอีกว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยและวิจัยกรุงศรีประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจรอบนี้อาจสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบเดิม มาเป็นการ ‘ชุบชีวิต’ ประชาชนที่หมดเนื้อหมดตัว โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนที่สูญเสียต้นไม้ที่เป็นเงินออมทั้งชีวิต พร้อมตั้งคำถามถึงรายละเอียดของกรมธรรม์ประกันภัยที่รัฐบาลบอกว่าจะจ่ายถึง 1 แสนบาทว่ามีกระบวนการอย่างไร และจี้ถามถึงอัตราเงินชดเชยเกษตรกรว่า รัฐบาลจะยังคงใช้กรอบเดิมที่คับแคบ เช่น ชดเชยหมูไม่เกิน 10 ตัว วัวไม่เกิน 5 ตัว หรือชาวนาได้เพียงไร่ละ 2,240 บาท ใช่หรือไม่
ด้านเจเศรษฐ์ชี้แจงปิดท้ายว่า ในเรื่องประกันภัยพิบัตินั้น รัฐบาลต้องการเปิดกว้างเพื่อลดขั้นตอนให้ประชาชนได้เงินเร็วที่สุด โดยแบ่งเป็นเงินก้อนแรก 1 หมื่นบาท และเงินสำหรับซ่อมแซมบ้านอีกไม่เกิน 9 หมื่นบาท ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้วในพื้นที่จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ ส่วนแนวทางการเยียวยาเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวนาหรือปศุสัตว์ ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังรวบรวมตัวเลขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป โดยยืนยันว่า ปภ.ตอบสนองทุกคำร้องขอของจังหวัดอย่างเต็มที่ ไม่มีเลือกปฏิบัติแน่นอน
Tags: เจเศรษฐ์, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, อุทกภัย, วีระยุทธ, ปราจีนบุรี




