เมื่อวานนี้ (30 มีนาคม 2026) รัฐบาลอิหร่านขู่ว่าจะโจมตีมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ตั้งอยู่ภายในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยอ้างว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการโต้กลับที่ ‘ชอบธรรม’ หลังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอิสฟาฮานและมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของอิหร่าน ถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา
เอสมาอิล บาเกอี (Esmail Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ยังเตือนอาจารย์ นิสิต-นักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงพลเรือนที่อาศัยอยู่โดยรอบให้หลีกเลี่ยงพื้นที่มหาวิทยาลัยในระยะอย่างน้อย 1 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัย
อนึ่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิหร่าน ก่อตั้งขึ้นในปี 1929 ถือเป็นสถาบันแห่งแรกของอิหร่านที่มีความโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์ และเป็นสถาบันที่ผลิตวิศวกรชั้นนำที่มีความรู้ต่อการพัฒนาประเทศ
ภายหลังการโจมตี ทางมหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า การโจมตีสถานศึกษาเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ทำไมมหาวิทยาลัยถึงกลายเป็นเป้าโจมตีใหม่ในสงคราม
กระทรวงวิทยาศาตร์อิหร่านเปิดเผยว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 มีมหาวิทยาลัยภายในประเทศถูกโจมตีแล้วมากกว่า 21 แห่ง นอกจากนี้บรรดาอาจารย์และนักวิชาการของประเทศยังตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยเช่นกัน โดยอิหร่านอ้างว่า สหรัฐฯ ต้องการบ่อนทำลายรากฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ
จานินา ดิลล์ (Janina Dill) ศาสตราจารย์ด้านความมั่นคงโลกประจำ University of Oxford ให้ข้อมูลในประเด็นดังกล่าวกับสำนักข่าว CNN ว่า สถานศึกษานับเป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน หากมีการโจมตีเกิดขึ้น จะถือว่าผิดกฎหมายระหว่างประเทศและนับเป็นอาชญากรรมสงคราม
อย่างไรก็ตาม เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ชี้ว่า การโจมตีของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (Israel Defense Forces: IDF) มุ่งเน้นไปยังสถาบันการศึกษา นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความพยายามลดทอนศักยภาพการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
นอกจากนี้เขายังระบุว่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งในอิหร่าน ซึ่งรวมไปถึงมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิหร่าน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอิสฟาฮาน และมหาวิทยาลัยอิหม่ามฮอสเซน มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) และถูกใช้เป็นสถานที่พัฒนาอาวุธ
ขณะที่ มานูเชห์ร โมราดี (Manouchehr Moradi) รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยเตหะราน เรียกร้องให้สมาคมวิชาการระหว่างประเทศออกมาปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ และประณามการกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอล
“มหาวิทยาลัยคือพื้นที่ทางความคิด ดังนั้นความรุนแรงและการโจมตีต่อสถานศึกษา ถือเป็นการทำลายความก้าวหน้าของชาติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” โมราดีกล่าว
มหาวิทยาลัยในตะวันออกกลางทยอยปิดทำการเรียนการสอน
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า การที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเน้นการโจมตีไปที่มหาวิทยาลัย และอิหร่านยืนยันที่จะโต้กลับ ชี้ให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของการทำสงครามที่แตกต่างกันและความตึงเครียดของสถานการณ์ที่มีแนวโน้มขยายวงกว้างมากขึ้น
โดยอิสราเอลมุ่งเน้นการโจมตี เพื่อลดทอนศักยภาพของกลุ่มชนชั้นนำและบุคลากรผู้มีความรู้ของประเทศ เพื่อบั่นทอนความเข้มแข็งของระบอบการปกครอง
ในทางกลับกัน อิหร่านเลือกใช้ยุทธศาสตร์โต้ตอบในลักษณะเดียวกัน โดยการขยายการโจมตีไปยังพื้นที่ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย เพื่อกดดันให้สหรัฐฯ และอิสราเอลถอนตัวออกจากสถานการณ์ดังกล่าว
ความเสี่ยงจากการโจมตีสถานศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งในอิสราเอลประกาศปิดพื้นที่มหาวิทยาลัยและปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์แทน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่กำลัง ‘ขยายวงกว้าง’ มายังสถานศึกษา
เช่นเดียวกันกับ American University of Beirut และ Lebanese American University ในประเทศเลบานอน ก็ประกาศปรับการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ชั่วคราว
มหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ ในคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ดำเนินมาตรการในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน
ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการของประเทศกาตาร์ประกาศให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศดำเนินการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ นับตั้งแต่วันแรกที่สงครามเริ่มปะทุ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026
ที่มา:
– https://edition.cnn.com/2026/03/31/middleeast/iran-university-campus-attacks-intl
– https://www.jpost.com/middle-east/article-891581
Tags: Us, สหรัฐฯ, สถานศึกษา, สงครามสหรัฐอิหร่าน, ภูมิภาคตะวันออกกลาง, อิหร่าน, Israel, อิสราเอล, Iran, มหาวิทยาลัย




