เมื่อวานนี้ (22 มกราคม 2569) กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ออกแถลงว่า สหรัฐฯ ดำเนินการถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามให้เริ่มต้นกระบวนการถอดถอนเมื่อปีที่แล้ว
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 ทรัมป์ประกาศแผนการถอนตัวออกจาก WHO โดยให้เหตุผลหลักว่า WHO ล้มเหลวในการจัดการกับปัญหาโรคโควิด-19 ในช่วงปี 2019-2020 อีกทั้งยังไม่สามารถปฏิรูปการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างเหมาะสม รวมไปถึงไม่สามารถเป็นอิสระจากอิทธิทางการเมืองจากประเทศสมาชิกได้
อนึ่งสหรัฐฯ ถือเป็นชาติแรกที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก WHO นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1948 อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ให้การสนับสนุน WHO ทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณมากที่สุด
ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ดำเนินกิจกรรมกับ WHO อย่างจำกัดมากขึ้น นอกจากนี้ยังระงับงบประมาณสนับสนุน WHO รวมไปถึงออกคำสั่งให้บุคลากรชาวอเมริกันที่ทำงานใน WHO ยุติการปฏิบัติหน้าที่และเรียกตัวกลับประเทศ
อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายระบุว่า ชาติที่ต้องการจะถอนตัวออกจาก WHO จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับองค์กรก่อน โดยสหรัฐฯ ยังคงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับ WHO อีกราวๆ 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 8,100 ล้านบาท)
ทั้งนี้ ลอว์เรนซ์ กอสติน (Lawrence Gostin) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสาธารณสุขและที่ปรึกษา WHO แสดงความเห็นว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมและ WHO ก็ไม่สามารถเรียกร้องจากสหรัฐฯ ได้
“WHO ไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้สหรัฐฯ จ่ายภาระทางการเงิน แม้ว่าจะสามารถออกมติส่งไปถึงสหรัฐฯ ได้ก็ตาม แต่องค์กรไม่ต้องการสร้างความตึงเครียดกับทรัมป์มากนัก” เขากล่าว
จะเกิดอะไรขึ้นหาก WHO ไม่มีสหรัฐฯ แล้ว
การถอนตัวของสหรัฐฯ ในฐานะผู้สนับสนุนรายใหญ่ของ WHO ส่งผลให้องค์กรต้องปรับแผนงบประมาณขนานใหญ่ รวมไปถึงรูปแบบการดำเนินงานที่จะต้องลดการพึ่งพามหาอำนาจให้น้อยลง
นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณ สำหรับให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขกับประเทศที่กำลังพัฒนาให้น้อยลงด้วยเช่นกัน
จัดด์ วอลสัน (Judd Walson) ศาสตราจารย์และหัวหน้าภาควิชาสาธารณสุขระหว่างประเทศที่ Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health กล่าวว่า “หลายประเทศพึ่งพาความช่วยเหลือจาก WHO หากความช่วยเหลือลดลง สาธารณสุขของประเทศเหล่านั้นก็จะแย่ลงอย่างเลี่ยงไม่ได้”
ปัญหาด้านสาธารณสุขจะส่งผลต่อเนื่องไปยังปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและก่อให้เกิดความไร้เสียรภาพทางด้านการเมืองตามมา
“เมื่อแรงงานป่วยและไม่สามารถทำงานได้ เศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ จนกระทั่งก่อให้เกิดความขัดแย้งและสงครามภายในประเทศ หรือแม้แต่การอพยพออกนอกประเทศที่จะทำให้เกิดปัญหาข้ามพรมแดนตามมา” เขากล่าว
นอกจากประเด็นด้านสาธารณสุข การถอนตัวของสหรัฐฯ ออกจาก WHO ยังมีต่อการแข่งขันทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งประเทศมหาอำนาจชาติอื่นๆ อย่างรัสเซีย จีน และอินเดีย จะแข่งขันกันเพื่อเข้ามามีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางและนโยบายของ WHO ต่อไปในอนาคต
ในทางกลับกัน เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวออกจาก WHO ก็ย่อมได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน หนึ่งในผลกระทบที่สำคัญคือ ทางการสาธารณสุขของสหรัฐฯ จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกทางด้านสาธารณสุขและโรคระบาดหรือโรคติดต่อจาก WHO ได้ ซึ่งเมื่อโรคเหล่านี้เกิดการระบาดแล้ว อาจทำให้สหรัฐฯ รับมือได้ไม่ทันท่วงทีและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวอเมริกัน
“เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า โรคระบาดครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นตอนไหน และสหรัฐฯ จะไม่สามารถเตรียมแผนรับมือได้ทัน
“ฉันกลัวว่าเราจะพลาดสิ่งสำคัญเหล่านี้ไป เมื่อเราถอนตัวออกมา” เจนนี มาร์ราซโซ (Jeanne Marrazzo) อดีตผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Institute of Allergy and Infectious Diseases: NIAID) แสดงความกังวลต่อการถอนตัวออกจาก WHO
เตโวโดรส เกเบรเยซุส (Tedros Ghebreyesus) ผู้อำนวยการ WHO คนปัจจุบันกล่าวว่า การถอนตัวออกจาก WHO ของสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียให้กับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังสร้างความสูญเสียให้กับทั่วทั้งโลก
“หากสหรัฐฯ ไม่ปลอดภัย เมื่อนั้นทั่วโลกก็จะไม่ปลอดภัย นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้อง” เขากล่าว
ที่มา:
– https://www.hhs.gov/press-room/united-states-completes-who-withdrawal.html
– https://time.com/7357180/us-withdrawal-who-world-health-organization/
– https://edition.cnn.com/2026/01/22/health/who-us-split
Tags: สหรัฐฯ, องค์การอนามัยโลก, Trump, WHO, สาธารณสุข, ทรัมป์, Us




