วันนี้ (7 เมษายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยการเตรียมความพร้อมของพรรคประชาชน ในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ โดยใช้ชื่อธีมว่า ‘พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว’ สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤตพลังงาน วิกฤตฝุ่น PM2.5 และปัญหาปากท้องที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจุจบัน
ณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคฝ่ายค้านพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวแทนส่งเสียงของประชาชนไปยังรัฐบาล โดยจะวิพากษ์การบริหารจัดการวิกฤตที่ผ่านมา ที่แก้ปัญหาแบบย้อนหลังมากกว่าการป้องกันล่วงหน้า
“สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำในขณะนี้คือการมองไปข้างหน้า แต่ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมันหรือฝุ่น รัฐบาลมักจะแก้ปัญหาย้อนหลัง” ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า อย่างกรณีวิกฤตน้ำมันที่เคยมีการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมัน แต่รัฐบาลกลับให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกัน
“ตอนแรกบอกว่าไม่มีการกักตุน แต่สุดท้ายก็ออกมายอมรับว่ามีคนกักตุนน้ำมัน แสวงหากำไรภายใต้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจริงๆ” หัวหน้าพรรคประชาชนระบุ
ในส่วนประเด็นพลังงาน ณัฐพงษ์เสนอให้เปิดเผยข้อมูลต้นทุนโรงกลั่น และทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่นที่เพิ่มสูงผิดปกติ
“ถ้าตัวเลขสูงเกินไป ต้องมีการเรียกคืนผลประโยชน์ที่โรงกลั่นเคยได้รับ และต้องทำให้โครงสร้างค่าการกลั่นในอนาคตเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย”
ขณะที่เรื่องปัญหาฝุ่น PM2.5 ณัฐพงษ์ชี้ว่า เป็นปัญหาซ้ำซากที่เกิดขึ้นทุกปี พร้อมเรียกร้องให้รัฐจัดสรรงบประมาณและสวัสดิการให้เจ้าหน้าที่อย่างเพียงพอ รวมถึงวางมาตรการเชิงป้องกันมากกว่ารอให้เกิดความสูญเสียก่อน
“เราเห็นแต่การแก้ปัญหาย้อนหลัง คือเกิดการสูญเสียขึ้นก่อน แล้วค่อยออกมาแสดงความเสียใจ จริงๆ รัฐบาลควรบริหารจัดการล่วงหน้าได้ดีกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย”
ณัฐพงษ์ยังกล่าวต่อว่า ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตรั้งท้าย การศึกษา สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงตลาดพลังงาน และการเกณฑ์ทหาร โดยพรรคประชาชนเตรียมผู้อภิปรายกว่า 20 คน มาสะท้อนปัญหาเหล่านี้อย่างรอบด้าน
สำหรับการอภิปรายครั้งนี้ พรรคประชาชนวางตัวผู้อภิปรายเป็นลำดับ โดยณัฐพงษ์จะเป็นผู้อภิปรายเปิด ก่อนส่งต่อให้ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายประเด็นเศรษฐกิจขณะเดียวกันณัฐพงษ์ประเมินร่างนโยบายของรัฐบาลว่า แม้จะมีความพยายามปรับรูปแบบการบริหาร เช่น การตั้งยุทธศาสตร์ 5 กลุ่ม แต่ยังไม่เพียงพอหากขาดพลังในการขับเคลื่อน
หัวหน้าพรรคประชาชนมองว่า เงื่อนไขสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายคือ ‘ความเชื่อมั่น’ ที่รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังขาดทั้งจากประชาชนและภาคเอกชน
“ต่อให้นโยบายสวยหรูแค่ไหน ก็ไม่อาจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ถ้ายังไม่กล้าชนกับคอร์รัปชัน และผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง”
นอกจากนี้ณัฐพงษ์ยังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาล โดยมองว่า ควรเริ่มต้นจากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมยกกรณีความผิดปกติในการเลือกตั้งบางพื้นที่ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง
“ความชอบธรรมของรัฐบาลต้องมีจุดเริ่มต้นจากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม ผมขอยกตัวอย่างสุพรรณบุรี เขต 2 ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความผิดปกติจริง” ซึ่งเขาอธิบายว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ของผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยโดยตรง
สุดท้ายนี้ในเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล ณัฐพงษ์มองว่า การอยู่ครบวาระ 4 ปีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่นและความชอบธรรมของรัฐบาล
“จะอยู่ได้ครบหรือไม่ อยู่ที่รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนได้หรือเปล่า ทั้งในเรื่องของระบบเลือกตั้งและตัวบุคคลต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน” ณัฐพงษ์ทิ้งท้าย
Tags: แถลงนโยบาย, พรรคประชาชน, เท้ง, ณัฐพงษ์, การเมือง, รัฐบาล, อนุทิน




