วันนี้ (23 เมษายน 2569) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงข้อเท็จจริงการ ‘ยกคำร้อง’ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีครอบครองหุ้นของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยระบุว่า ไม่สามารถฟังความได้ว่าศักดิ์สยามจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ รวมถึงไม่พบพฤติการณ์ใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างระหว่างหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมและห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
โดยข้อความแถลงชี้แจงของ ป.ป.ช.อธิบายรายละเอียดตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่า ศักดิ์สยามตกลงและมอบเงินแก่ ศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เพื่อให้ไปทำธุรกรรมต่างๆ ในนามของศุภวัฒน์
ซึ่งในเวลาต่อมา ศุภวัฒน์นำเงินดังกล่าวไปซื้อกองทุน TMB-T-ES-Dplus และกองทุน TMB-T-ES-IPlus และขายกองทุนดังกล่าวเพื่อชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นให้แก่ศักดิ์สยาม จำนวน 119.5 ล้านบาท ดังนั้นเงินจำนวน 119.5 ล้านบาทยังเป็นของศักดิ์สยาม ซึ่งยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีศุภวัฒน์เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนศักดิ์สยามมาโดยตลอด
จากเอกสารหลักฐานทางทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่า ศักดิ์สยามได้โอนเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,499,000 บาทให้กับศุภวัฒน์ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นการดำเนินการก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 โดยศักดิ์สยามและศุภวัฒน์ได้ซื้อขายสิทธิเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และชำระเงินเสร็จสิ้น รวมทั้งได้เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทางทะเบียนแล้ว ก่อนที่ศักดิ์สยามจะมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในทุกตำแหน่ง
ต่อมาเมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง เนื่องจากศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีศุภวัฒน์เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวแทน
ดังนั้นศักดิ์สยามจึงได้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้ศุภวัฒน์โอนสิทธิเงินลงทุนในหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น คืนให้กับศักดิ์สยาม และขอให้ศุภวัฒน์ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญสตรัคชั่น
ทว่าศุภวัฒน์กลับเพิกเฉย ทำให้ศักดิ์สยามดำเนินคดีฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี จนกระทั่งประนีประนอมยอมความกัน โดยศุภวัฒน์ตกลงจะรับซื้อที่ดินของศักดิ์สยามเป็นการตอบแทน รวมเป็นเงิน 51,505,267.05 บาท และเมื่อดำเนินการทางกฎหมายเสร็จสิ้น ศักดิ์สยามจึงขอให้ปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยแจ้งข้อเท็จจริงและแสดงเอกสารหลักฐานการซื้อขายที่ดินและการชำระค่าที่ดินเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
“ดังนั้นจากพฤติการณ์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้นและไม่ปรากฏว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าไปดำเนินการใดๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว จึงไม่ได้แสดงหุ้นดังกล่าวในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน”
เอกสารแถลงข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช.ยังระบุด้วยว่า จากข้อเท็จจริงข้างต้น กรณีที่ศักดิ์สยามยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึง ‘ยังฟังไม่ได้’ ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
ขณะที่ประเด็นมีส่วนได้เสียในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และใช้อำนาจแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ ครั้งที่ศักดิ์สยามดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ป.ป.ช.ชี้แจงว่า การที่ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่าศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน โดยมีศุภวัฒน์เป็นผู้ครอบครองและดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัดแทน ดังนั้นการที่ศุภวัฒน์ทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท จึงไม่ปรากฏว่า ศักดิ์สยามใช้อำนาจหน้าที่โดยตรง หรือใช้อำนาจใดๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา
รวมถึงไม่ปรากฏว่าศักดิ์สยาม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด
“จากการตรวจสอบข้อมูลการเข้าเป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ก่อนที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือ วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 และในระหว่างที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จนถึงวันที่ 3 มีนาคม 2566 ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้เข้าเป็นคู่สัญญาเฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ซึ่งเห็นว่า ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนผิดปกติเมื่อเทียบกับก่อนที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งแต่ประการใด
“จากการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ความว่า ในการเข้าประกวดราคากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปี 2562-2566 นั้นเป็นเรื่องของการเสนอและแข่งขันราคาในการเสนองานของทางราชการตามปกติ และเสนอราคาผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-bidding โดยไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงการกระทำที่เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด
“อีกทั้งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอเอกสารจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ก็ไม่ปรากฏข้อร้องเรียนว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นและนิติบุคคลอื่นที่ชนะการเสนอราคา และได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปีงบประมาณ 2562-2566 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ได้มีการแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่นแต่อย่างใด
“พยานหลักฐานจึงไม่มีมูลให้รับฟังว่า การกระทำของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้มีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซง หรือมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด” ป.ป.ช.ระบุในเอกสารแถลงข้อเท็จจริง




