วันนี้ (8 เมษายน 2569) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษในวันที่ 11 เมษายน 2569 หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร กระทรวงการคลังจะเสนอพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ย้ำประกันเงินกู้จำนวน 1.5 แสนล้านบาทให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้กลไกของกองทุนดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยสถานะกองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันติดลบไปแล้วกว่า 5.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 1.58 หมื่นล้านบาท และบัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) 3.74 หมื่นล้านบาท โดยปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า หากมีการกู้เงินจำนวน 1.5 แสนล้านบาท จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ เหลือสภาพคล่องในการกู้ได้อีก 1 แสนล้านบาท
หลังจากที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ใช้กลไกตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ลดค่าการกลั่นของโรงกลั่นลงในราคา 2 บาทต่อลิตร ด้านลวรณเชื่อว่าจะช่วยให้เงินของกองทุนน้ำมันฯ ไหลออกน้อยลง
ส่วนมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ลวรณกล่าวว่า แม้กระทรวงการคลังเตรียมความพร้อมไว้แล้ว แต่มาตรการดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะหยิบไปใช้หรือไม่ เนื่องจากไม่อยากให้มองว่าภาษีเป็น ‘ยาวิเศษ’ ดังนั้นการใช้เครื่องมือแต่ละอย่างต้องมีความระมัดระวัง
“วันนี้เรามีวิกฤตพลังงานแล้วก็อย่าให้มันลุกลามจนกลายมาเป็นวิกฤตการคลังเพิ่มอีก ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก” ปลัดกระทรวงการคลังระบุ
ทั้งนี้คาดการณ์ว่า การประชุม ครม.นัดพิเศษในวันที่ 11 เมษายนนี้ รัฐบาลจะมีแพ็กเกจรับมือวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ นอกเหนือจากการออก พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันฯ 1.5 แสนล้านบาท คาดว่าจะมีการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้กับผู้ประกอบการวงเงิน 1 แสนล้านบาท รวมถึงออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 นำเงินจากโครงการที่ไม่จำเป็นมารับมือกับวิกฤตพลังงาน คาดว่าจะมีงบประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาท
Tags: พลังงาน, กระทรวงการคลัง, กองทุนน้ำมัน




