วันนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ศาลฎีกาพิพากษาชายไทยชื่อ วุฒิภัทร (นามสมมติ) วัย 31 ปี จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 3 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา จากกรณีที่วุฒิภัทรคอมเมนต์เกี่ยวกับการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ในกลุ่ม Facebook ‘รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส’ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563

สำหรับคดีดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่วุฒิภัทรเข้าไปคอมเมนต์ข้อความ โดยคอมเมนต์ปรากฏอยู่ราว 10 นาที และภายหลังได้ลบออก หลังจากนั้นเขาถูก ศิวพันธุ์ มานิตย์กุล ผู้ใช้ Facebook อีกรายหนึ่งแจ้งความ กล่าวหาว่าวุฒิภัทรผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยศิวพันธุ์ คนเดียวกันนี้ ได้แจ้งความกล่าวหาผู้คนอีกหลายสิบคดีในความผิดฐานเดียวกันที่สถานีตำรวจภูธรบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ

ทั้งนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องวุฒิภัทรในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยเห็นว่า เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คุ้มครองบุคคลเพียง 4 ตำแหน่ง ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ยังคงครองราชย์หรือดำรงตำแหน่งอยู่เท่านั้น เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 การกระทำของวุฒิภัทรจึงขาดองค์ประกอบของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ทว่าศาลชั้นต้นได้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (1) ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ข้อมูลบิดเบือนแทน โดยให้ลงโทษจำคุก 1 ปี แต่วุฒิภัทรให้ความร่วมมือในกระบวนการพิจารณา จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลงโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

อย่างไรก็ตาม พนักงานอัยการได้ยื่นอุทธรณ์เนื่องจากไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษา โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 112 คุ้มครองพระมหากษัตริย์ในอดีตหรือไม่ ซึ่งเนื้อหาจากเว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า แม้การกระทำความผิดจะกระทบต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท เพียงองค์เดียว ย่อมมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะประเทศไทยปกครองโดยพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่สร้าง เริ่มตั้งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนกระทั่งระบอบประชาธิปไตย แต่พระมหากษัตริย์ก็ยังคงได้รับความเคารพสักการะ การดำรงตำแหน่งกระทำโดยการสืบสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาล ทำให้พระมหากษัตริย์สืบทอดทางสายพระโลหิตต่อกันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์จักรี

“ด้วยเหตุนี้การที่กฎหมายมิได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะต้องครองราชย์อยู่เท่านั้น ผู้กระทำจึงจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แม้จะกระทำต่ออดีตพระมหากษัตริย์ซึ่งสวรรคตไปแล้ว ก็ยังเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว การหมิ่นพระมาทอดีตกษัตริย์ย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่ครองราชย์อยู่”

ในเวลาต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาแก้ตอนหนึ่งเห็นว่า มาตรา 112 ไม่ได้ระบุว่า พระมหากษัตริย์ต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ และยังอ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติว่าต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่เท่านั้น การหมิ่นประมาทและดูหมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ยอมกระทบต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน รัชกาลที่ 9 เป็นพระราชบิดาของรัชกาลที่ 10 หากตีความว่าต้องเป็นพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ก็จะเป็นการเปิดช่องทางให้เกิดการละเมิด หมิ่นประมาท ให้กระทบพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้

ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักที่สุดคือมาตรา 112 จำคุก 5 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ

ขณะเดียวกันในวันนี้ ศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

Tags: