เมื่อวานนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2026) นิสิตนักศึกษาอิหร่านในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ รวมตัวกันประท้วงขับไล่รัฐบาลเข้าสู่วันที่ 3 หลังเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐปราบปรามผู้ชุมนุม ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีอิหร่าน หากรัฐบาลอิหร่านไม่ยอมตกลงในประเด็นเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ด้วย

การประท้วงในครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังมหาวิทยาลัยกลับมาเปิดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาใหม่ ขณะเดียวกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุสังหารระหว่างการประท้วงเมื่อเดือนก่อน ได้จัดพิธีรำลึกครบรอบ 40 วัน ให้แก่ผู้เสียชีวิต ซึ่งส่งผลให้เกิดการรวมตัวประท้วงเพิ่มมากขึ้น 

จุดเริ่มต้นของการประท้วงใหญ่ภายในประเทศอิหร่านเกิดขึ้น หลังประเทศเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่นักศึกษาและประชาชน จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025 ก่อนที่กระแสดังกล่าวจะขยายวงกว้างไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา จนกระทั่งเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 7,000 คน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การประท้วงเกิดขึ้นที่ Tehran University, Al-Zahra University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสตรีในอิหร่าน, Amir Kabir University และอีกหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งนักศึกษาหลายคนถือป้ายประท้วงระบุข้อความว่า ‘เผด็จการจงพินาศ’ ‘ความตายจงเกิดแก่คาเมเนอี’ ขณะที่นักศึกษาหญิงหลายคนเข้าร่วมการประท้วง โดยไม่ได้ใส่ผ้าคลุมศีรษะและถือป้ายประท้วงข้อความว่า ‘อิสรภาพจงเกิดแก่ผู้หญิงในอิหร่าน’ พร้อมทั้งมีการจุดไฟเผาธงชาติของอิหร่านเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า เกิดการปะทะกันระหว่างนักศึกษากับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้นักศึกษาบางส่วนได้รับบาดเจ็บ ขณะเดียวกันนักศึกษาบางรายถูกมหาวิทยาลัยสั่งห้ามเข้าพื้นที่สถานศึกษาและถูกดำเนินการทางวินัยเพิ่มเติม

สำหรับพิธีรำลึกครบรอบ 40 วัน ให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตได้เปิดเพลงเต้นรำภายในพื้นที่มัสยิดและสุสาน เพื่อแสดงการรำลึกถึงผู้เสียชีวิต

ญาติของผู้เสียชีวิตรายหนึ่งกล่าวว่า เขาเลือกที่จะเต้นรำเพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิตที่อายุยังน้อย ที่ควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไป แต่กลับต้องมาเสียชีวิตลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ การเต้นรำยังเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เนื่องจากภายใต้รัฐศาสนา การเต้นรำมักถูกมองว่า เป็นพฤติกรรมต้องห้ามและผิดบาป โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นภายในพื้นที่มัสยิด ซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา

ในขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ เชื่อว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างระเบิดปรมาณู ซึ่งเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า ‘เรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้น’ หากการเจรจาระหว่างทั้ง 2 ประเทศล้มเหลวและไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยการเจรจารอบต่อไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ณ กรุงเจนีวา

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Reuters ว่า สหรัฐฯ เริ่มถอนเจ้าหน้าที่และครอบครัวของนักการทูตออกจากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนแล้ว

“เราประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและจากการประเมินล่าสุด เราตัดสินใจที่จะลดจำนวนบุคลากรลง โดยเหลือไว้เพียงแค่เจ้าหน้าที่ที่จำเป็นเท่านั้น” เจ้าหน้าที่กล่าว

นอกจากนี้เมื่อวานนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2026) สหรัฐฯ ยังได้ออกประกาศเตือนพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศเลบานอนและพื้นที่ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งเริ่มจำกัดการเดินทางของเจ้าหน้าที่ทางการทูต ขณะเดียวกันสหรัฐฯ เริ่มทยอยเสริมกองกำลังทางการทหารและเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา:

https://www.reuters.com/world/middle-east/iranian-students-protest-third-day-us-pressure-mounts-2026-02-23/ 

https://abcnews.com/International/protests-resurging-iranian-universities-families-mourn-massacre-victims/story?id=130408894

https://www.theguardian.com/world/2026/feb/23/death-to-dictator-iranian-students-protests-third-day

Tags: , , , , , ,