วันนี้ (15 กันยายน 2569) สิทธิโชติ อินทรวิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนตอนหนึ่งถึงกรณีที่ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แถลงมติ กกต.ที่ให้ฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวม 77 คน เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ว่า ในที่ประชุม ก่อนที่ประธาน กกต.จะแถลงข่าว มีการพูดคุยกันว่าจะต้องพูดทีละข้อหาว่าในแต่ละข้อกล่าวหา กกต.มีเสียงข้างมากเท่าไร เสียงข้างน้อยเท่าไร และพูดกันถึงขนาดว่า มติของศาลรัฐธรรมนูญ ทุกครั้งที่จะออกข่าวแจกสื่อมวลชน ศาลรัฐธรรมนูญจะบอกว่าแต่ละข้อหา ข้อกล่าวหา คำร้องเป็นอย่างไร ผลเป็นอย่างไร มติเสียงข้างมาก-เสียงข้างน้อยเป็นใครบ้าง แต่ในการแถลงข่าวกลับไม่ได้มีการแจ้งประชาชนว่าทุกมติไม่ได้มีคะแนนเป็นเอกฉันท์

สำหรับข้อกล่าวหาข้อที่ 1-2 บุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กรรมการบริหาร สส.นั้น สิทธิโชติยืนยันว่า มติของ กกต.ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ และมีตนเองกับ ชาย นครชัย กกต.อีกคนหนึ่งเป็นเสียงข้างน้อย

“เรามองว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏค่อนข้างจะเชื่อได้ ทำไมผมพูดอย่างนั้น ต้องมองบริบทว่าการกระทำครั้งนี้ไม่ได้ทำที่จุดเดียว แต่กระจายทั่วประเทศ แต่ที่จับได้ไล่ทันคือบางจุด เช่น นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย ซึ่งมาประชุมกันที่แต่ละโรงแรมเพื่อทำโพย

“พอเราจับได้ โพยมี 12 โพย มีหมายเลขที่เขียนเอาไว้ คนที่ได้อันดับ 1-7 อยู่ใน 12 โพยนี้ทั้งสิ้น ซึ่งเกิดจากกลุ่มที่มาทำโพยและถูกลงโทษ กลุ่มที่มาทำโพยและถูกลงโทษก็สะท้อนว่าทุจริตการเลือกตั้งแล้ว อาจไปถึงความผิดทางอาญาด้วยซ้ำ”

สิทธิโชติระบุอีกว่า หากมองอย่างนี้ จะพบว่าทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่นเข้ามาแทรกเลย ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกพรรค หรือเกี่ยวข้องกับพรรค ต่อมาในกลุ่มนี้ เมื่อทำโพยเสร็จก็ไปสอดคล้องกับพยานที่ระบุว่ากลับคำให้การ โดยพยานที่กลับคำให้การระบุว่า ในครั้งแรก ในการประชุมพรรค จะให้ สส.ในพื้นที่ บุคลากรของพรรคเป็นคนดำเนินการ แล้วก็มีการดำเนินการอย่างนั้นจริงๆ

“ผมไม่ได้เชื่อว่าคนคนนี้ ตัวคน มีน้ำหนักให้เชื่อหรือไม่ แต่ผมเชื่อถือว่าคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติแล้วเกิดขึ้นจริงตามที่เขาพูดไหม ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริงตามคำพูดของเขา มันก็น่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าเชื่อถือตรงนี้พิสูจน์ได้จากการกระทำที่ไปทำโพยแต่ละจังหวัด”

ขณะเดียวกัน เรื่องเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงินก็ชัดเจนว่ามีการยึดโยงกันว่า ให้ติดต่อใครในพรรคการเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค หรือ สส.ของพรรค

นอกจากนี้ หลังจากที่ กกต.ได้ประกาศผลการเลือก สว.แล้ว พบว่ามีพยานให้การว่า มีการนัดประชุม สว.ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก็พบคนที่อยู่พรรคนั้นเข้าร่วมประชุม มีพยานให้การว่า มีการนัดประชุม สว.เพื่อกำหนดตัวประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา มีการเก็บโทรศัพท์ทั้งหมด และพบคนของพรรคเดินออกมา อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่หัวหน้าพรรคอาจจะอยู่ในอีกห้องหนึ่ง

“พฤติการณ์เหล่านี้ รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของรัฐมนตรีบางคน ภายหลัง หรือช่วงเวลาที่เลือกตั้ง มันสอดคล้องกันไปหมด ความเห็นเสียงข้างน้อยเห็นว่ากรณีแบบนี้ อย่างน้อยก็เป็นการสนับสนุน หรือเป็นการสนับสนุน ทำให้เกิดเหตุการณ์ไปทำโพยฮั้วในแต่ละจังหวัด ตามที่พยานหลักนี้ให้”

ตัวแทน กกต.เสียงข้างน้อยยังระบุด้วยว่า มีพยานอีกหนึ่งปาก คือ ดิเรก พรสีมา ให้การสอดคล้องกับพยานปากนี้ โดยดิเรกบอกชื่อคนหนึ่งว่าเคยอยู่กับรัฐมนตรีหนุ่มๆ แล้วเล่าว่าพฤติการณ์เป็นอย่างไร ซึ่งสอดคล้องกับพยานลำดับที่ 16 ซึ่งกลับคำให้การ

ส่วนพยานที่กลับคำให้การ สิทธิโชติระบุว่า ไม่น่ากลับคำด้วยคำว่า ‘ถูกข่มขู่’ เพราะพยานลำดับที่ 16 ก็เป็น สส.ของพรรคการเมืองนั้น ใครจะไปข่มขู่ได้ อีกทั้งยังมายื่นหนังสือกลับคำให้การหลังตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 แล้วในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ซึ่งห่างจากการให้การครั้งแรกนานมาก

“ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวงนี้ เมื่อฟังประกอบกับทุกสิ่ง มองช้างทั้งตัวแล้ว ช้างทั้งตัวอยู่นี่ การกระทำปลีกย่อยที่เหลือก็ผิดไป แต่ว่าช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างนั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยเลยเห็นว่าผิดตามข้อ 1-2 ไปด้วยกัน

สิทธิโชติยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า เหตุที่ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ เพราะอยาก ‘ป้องกันตัวเอง’ ไม่ให้ถูกฟ้องหรือไม่ โดยระบุว่า ไม่จำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันตัวเอง เพราะมีหลักฐานว่าได้ลงมติแต่ละข้อเพราะอะไร ลงมติอย่างไรชัดเจน เป็นคำวินิจฉัยสั้นๆ ว่าเราเห็นภาพอย่างไร มีพยานอ้างอิง จับต้องได้อย่างไร

ส่วนเป็นเรื่องความขัดแย้งใน กกต.หรือไม่นั้น สิทธิโชติระบุว่า กรรมการทุกคนอาจแยกแยะได้ว่า แต่ละเรื่อง แต่ละคนจะเห็นอย่างไร

“แต่เหตุผลที่ผมพูด มันสามารถร้อยเรียงกัน คล้ายหยิบเล็กหยิบน้อยจากการกระทำแต่ละกลุ่ม แล้วมาร้อยเรียงกันว่าสิ่งเหล่านี้มีเบื้องหลังอย่างไร เหมือนศาลรัฐธรรมนูญหยิบเล็กหยิบน้อยมาให้เห็นว่าเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เราเองก็เหมือนกัน หยิบเล็กน้อยมาให้เห็นว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่จับแค่งวง ถ้าจับแค่งวงก็ไม่ใช่ช้าง จับแค่หูก็ไม่ใช่ช้าง แต่ถ้านำมารวมกัน มันก็เป็นช้าง”​

สำหรับประวัติของสิทธิโชติ เป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา กกต.ที่ได้รับรองจาก สว.ชุดก่อนหน้า ที่แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 เช่นเดียวกับชาย นครชัย อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กกต.เสียงข้างน้อยอีกหนึ่งคน ก็ได้รับรองโดย สว.ชุดก่อนหน้าเช่นเดียวกัน

Tags: , , , , , ,