วันนี้ (28 เมษายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวชี้แจงภายหลังการอภิปรายรายงานประจำปีของ กกต. ของสมาชิกวุฒิสภาว่า “หลักการในการออกแบบการเลือกตั้ง กกต. ทำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และยังทำมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้ หลักการในการจัดการเลือกตั้ง นำมาจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน สามารถอธิบายได้ว่า กกต. ดำเนินการตามหลักการอะไร ตั้งแต่รับสมัครเลือกตั้ง การหาเสียง ไปจนถึงประกาศผล”
สำหรับหลักการแรกในการเลือกตั้งคือ ต้อง ‘ตรงและลับ’ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ขอพูดเพราะอยู่ในชั้นศาล หลักการที่ 2 คือ เรื่อง ‘หลักความโปร่งใส’ โดยหลักการดังกล่าว กกต. พยายามออกแบบให้ประชาชนรู้และเห็นเท่ากับ กกต. โดย กกต. ไม่ได้เห็นเกินกว่าที่ประชาชนเห็นในการเลือกตั้ง และยังมีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ที่มาจากประชาชนทั่วไปลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครกว่าอีก 1.6 ล้านคน ดูแลหน่วยเลือกตั้งทั้ง 1 แสนหน่วย
“หลักเรื่องความโปร่งใส เราได้อธิบายไปทางสื่อ ทางสังคมตลอดเวลาว่า มันมีขั้นตอนไหนที่เราไม่โปร่งใสบ้าง ในสิ่งที่ทำลงไป ตั้งแต่คนไปแสดงตน จนถึงหย่อนบัตร อ่าน ขาน ขีด แล้วเอาบัตร หรืออุปกรณ์ไปเก็บ มีระบบตรวจสอบซึ่งกันและกัน ถึงเราจะไม่ทราบความเป็นมา แต่เรามีระบบที่สามารถตรวจสอบ ถ้ามีความพยายามทุจริต หรือการปฏิบัติหน้าที่ที่ผิดหลง ไม่ถูก ระบบสามารถตรวจสอบได้ นั่นคือระบบเลือกตั้งที่ออกแบบไว้”
สำหรับการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น กกต. ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเคร่งครัดในการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง มีผู้แทนพรรคไปสังเกตการณ์ทุกหน่วยเลือกตั้ง องค์กรเอกชนเข้าไปสังเกตการณ์ร่วมแสน ผู้สมัคร ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ล้วนอยู่ในสายตาประชาชนทั้งนั้น
เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า การจัดการเลือกตั้งที่มีมากกว่า 1 แสนหน่วย หากจะมีความผิดพลาดก็เป็นธรรมดา แต่ตัวระบบแข็งแรง ไม่สามารถให้ใครแทรกแซงระบบการเลือกตั้งได้
แสวงยังได้ชี้แจงกรณีที่ กกต. ฟ้องประชาชนที่ตรวจสอบการเลือกตั้งว่า กกต. คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และ กกต. ไม่เคยฟ้องใครที่วิพากษ์วิจารณ์ กกต. เป็นการส่วนตัว
“แต่สิ่งที่ได้กระทำไป ต้องแยกระหว่างคนทำผิดกับสิทธิเสรีภาพ กกต. มีหน้าที่ให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อมีใครที่จะมาทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กกต. ก็มีหน้าที่ปกป้องหน้าที่ของตัวเอง คือการทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ขณะที่เรื่องการทำสำนวนคดีฮั้ว สว. เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวว่า กกต. พยายามเร่งรัดทุกสำนวน และกำหนดตัวเองว่าควรเสร็จภายใน 1 ปี และถ้าเป็นกรณีปกติทั่วไป จะเสร็จภายใน 1 ปีทุกสำนวน ไม่เคยมีคดีที่หมดอายุความ
อย่างไรก็ตาม คดีฮั้ว สว. เป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ และพ้นเวลาเกิน 1 ปี โดยสาเหตุคือ สำนวนมีลักษณะซับซ้อน กล่าวคือ นอกจากรับเป็นความปรากฏ รวมถึงยังนำเรื่องที่มีผู้ร้องทุกกรณีมารวมกันตั้งสำนวนขึ้นมาใหม่ ทำให้เป็นสำนวนที่มีลักษณะพิเศษ มีเอกสาร พยาน หลักฐานเป็นจำนวนมากรวมเกือบ 9 หมื่นหน้า ซึ่งขณะนี้ อยู่ในระหว่างเสนอให้ กกต. พิจารณาต่อไป
Tags: กกต., ฮั้ว สว., แสวง, เลือกตั้ง




