เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ‘กฎหมายส่งเสริมความสามัคคีและความก้าวหน้าของกลุ่มชาติพันธุ์’ (Law on Promoting Ethnic Unity and Progress) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการจับตามองและการประณามอย่างรุนแรงจากองค์การสหประชาชาติ สหภาพยุโรป รวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชน
บรรดาองค์กรระหว่างประเทศต่างแสดงความวิตกกังวลว่า กฎหมายฉบับนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในกระบวนการ ‘บังคับกลืนชาติ’ เพื่อลบล้างอัตลักษณ์ของชนกลุ่มน้อยในจีน นอกจากนี้ ตัวบทกฎหมายยังมีข้อบัญญัติที่เอื้อให้รัฐบาลปักกิ่งปราบปรามกลุ่มผู้วิพากษ์วิจารณ์ และบุคคลที่รัฐมองว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อกระบวนการแยกชาติ แม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะพำนักอยู่ต่างประเทศก็ตาม
สำหรับกฎหมายฉบับนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 65 มาตรา ส่งผลครอบคลุมและผูกพันต่อกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด 56 กลุ่มในประเทศจีน โดยถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกผ่านคณะกรรมการกิจการชาติพันธุ์แห่งสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2025 ก่อนที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) จะลงนามรับรองในเดือนมีนาคม 2026 และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
สำหรับกรอบกฎหมายที่จะเข้ามารองรับและเปลี่ยนนโยบายที่ดำเนินมาอย่างยาวนานให้เป็นข้อบัญญัติที่เป็นทางการ เช่น การยกระดับสถานะของภาษาจีนกลางให้เป็นภาษาหลักเพียงหนึ่งเดียวในการศึกษา การดำเนินธุรกิจของรัฐ และในพื้นที่สาธารณะ
อีกประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ ขอบเขตอำนาจของกฎหมายฉบับนี้ที่แผ่ขยายออกไปนอกพรมแดนประเทศจีน เช่น มาตรา 17, 21 ซึ่งกำหนดให้ทางการจีนต้องเผยแพร่อุดมการณ์รัฐผ่านสถาบันวิชาการ ภาคประชาสังคม และ ‘สถาบันคลังสมอง’ ซึ่งหมายถึง ‘เพื่อนร่วมชาติไต้หวัน’ และ ‘ชาวจีนโพ้นทะเล’ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจว่า ทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชนชาติจีน ยิ่งไปกว่านั้น ในมาตรา 63 ซึ่งรับรองให้พฤติกรรม ‘การปราบปรามข้ามชาติ’ (Transnational Repression) มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุว่า หากองค์กร บุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดๆ ที่พำนักอยู่ภายนอกดินแดนสาธารณรัฐประชาชนจีน กระทำการอันเข้าข่ายทำลายความสามัคคีและความก้าวหน้าของชาติ หรือยุยงให้เกิดการแบ่งแยกดินแดนและสร้างความแตกแยกทางชาติพันธุ์ ต้องรับผิดชอบและถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันที
แม้ว่าวันที่ 24 มิถุนายน 2026 หู เวยเลี่ย (Hu Weilie) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมของจีน แถลงว่า การบังคับใช้บทบัญญัติของกฎหมายนี้ในต่างแดน มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของจีนเท่านั้น
มายา หวัง (Maya Wang) รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) แสดงความกังวลว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งระดมระบบราชการและสังคมทั้งหมดให้มารวมกันภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยต้องแลกมาด้วยสิทธิมนุษยชน
กลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้ว่า ข้อกฎหมายที่ห้ามการกระทำอันเป็นการ ‘ทำลายความสามัคคีของกลุ่มชาติพันธุ์’ มีนิยามที่กว้างและคลุมเครือจนเกินไป ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อลงโทษชนกลุ่มน้อยที่ไม่ปฏิบัติตามนโยบายพรรค
นอกจากนี้ แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับล่าสุด (ปี 2026-2030) ที่รัฐบาลจีนประกาศออกมาก่อนหน้านี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพียงการสร้าง ‘ฉากหน้าทางกฎหมาย’ เพื่อบังหน้าการเลือกปฏิบัติ
เนื่องจากไม่มีการระบุนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการคุ้มครองสิทธิของชนกลุ่มน้อยแต่อย่างใด อีกทั้งรัฐบาลจีนยังคงล้มเหลวในการปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ โดยส่งรายงานต่อคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ (CERD) ล่าช้ากว่ากำหนดถึง 3 ปี และส่งรายงานต่อคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ล่าช้าถึง 4 ปี
ตามรายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลประเทศต่างๆ กลุ่มสิทธิมนุษยชน และผู้สื่อข่าว ต่างบันทึกข้อมูลคดีหลายสิบคดีที่ระบุว่า ทางการจีนได้เข้าคุกคามและข่มขู่องค์กรภาคประชาสังคมที่ออกมาเรียกร้องสิทธิให้กับชุมชนทางชาติพันธุ์และศาสนา
เป้าหมายหลักของการคุกคามนี้มักรวมถึงกลุ่มนักศึกษาจีนที่ศึกษาอยู่ต่างประเทศและสมาชิกในชุมชนผู้ลี้ภัย โดยทางการจีนมักใช้วิธีส่งสัญญาณข่มขู่ไปยังครอบครัวของพวกเขาที่ยังอาศัยอยู่ในบ้านเกิด เพื่อบังคับใช้การควบคุมทางอุดมการณ์ดังกล่าว ซึ่งเห็นได้จากกรณีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ที่ทางการเข้าจับกุมนักศึกษาจีนคนหนึ่งในข้อหาร้ายแรงฐาน ‘ยุยงให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน’ เพียงเพราะเขาออกมาพูดเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิของชาวทิเบตในขณะที่พำนักอยู่ต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงตอบโต้ว่า ขอให้กลุ่มประเทศและองค์กรต่างประเทศ ยุติการโหมกระแสในประเด็นที่อ้างว่าเป็นเรื่องชาติพันธุ์ และหยุดแทรกแซงกิจการภายในของจีนโดยทันที
กัวเปิดเผยในการแถลงข่าวประจำวันว่า กลุ่มประเทศดังกล่าวมีมุมมองอคติ จงใจบิดเบือนนโยบายชาติพันธุ์ของจีน แพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างโจ่งแจ้ง และมุ่งทำลายความสมานฉันท์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่า ‘จีนขอคัดค้านพฤติกรรมนี้อย่างเด็ดขาด’
โฆษกฯ ระบุทิ้งท้ายว่า จีนเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ซึ่งทุกกลุ่มประชากรล้วนมีความเท่าเทียมและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันบนพื้นฐานของความพึ่งพาอาศัยกันอย่างกลมเกลียว การเสริมสร้างหลักนิติธรรมในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนช่วยส่งเสริมความสามัคคีภายในชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ที่มา:
Beijing’s New Ethnic Unity Law Takes Effect on July 1 – StratNews Global
China: Draft ‘Ethnic Unity’ Law Tightens Ideological Control | Human Rights Watch
China’s law on ethnic affairs takes effect, bolsters legal basis for ethnic unity-Xinhua
Ethnic Unity Law: China tells minorities to assimilate with sweeping new legislation | CNN
Update: China slams U.S., EU’s so-called concern over China’s new law on ethnic affairs-Xinhua
Tags: China, เขตปกครองตนเองทิเบต, ไต้หวัน, Taiwan, จีน, อุยกูร์, จีนเดียว, One China, Tibet, Ethnic Unity, Uyghurs, กฎหมายเอกภาพชาติพันธุ์



