หลังจากประเทศไทยก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์’ มาหลายปี ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ‘ผู้ดูแลผู้สูงอายุ’ (Caregiver) ต้องแบกรับภาระอย่างหนักทั้งทางร่างกายและจิตใจในแต่ละวัน แต่ปัญหาและความต้องการของพวกเขากลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นความท้าทายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องหันมาให้ความสนใจอย่างจริงจัง
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 The Momentum ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงาน ‘Who cares for the Caregiver ใครจะดูแลเหล่าผู้ดูแลผู้สูงอายุ’ ณ ทับขวัญ รีสอร์ท จังหวัดนนทบุรี
ภายในงานมีเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘สถานการณ์ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ปัญหา อุปสรรค และความท้าทาย ในยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์’ เพื่อสะท้อนภาพสถานการณ์วิกฤตของผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงในประเทศไทย
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงมากกว่า 4.7 แสนคน ส่งผลให้ความต้องการผู้ดูแลผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อาชีพผู้ดูแลกำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งการขาดแคลนบุคลากร สวัสดิการที่ไม่มั่นคง และภาระทางจิตใจที่หนักหน่วง ผู้ดูแลหลายคนต้องลาออกจากงานประจำหรือเสียสละเวลาส่วนตัว เพื่อดูแลผู้สูงอายุและบุคคลในครอบครัวที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง
ผู้แบกรับภาระทางกายและจิตใจ
“การเป็นผู้ดูแลไม่ต่างจากการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน โดยไม่มีวันหยุดและแทบไม่มีโอกาสได้พักจากหน้าที่”
หนึ่งในเสียงสะท้อนของ อดิศักดิ์ รอดสุวรรณ นายกสมาคมชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์การดูแลลูกสาวที่พิการทางสมองมานานกว่า 26 ปี ตลอดระยะเวลาดังกล่าว เขาต้องเรียนรู้กระบวนการดูแลรักษาทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อน เพื่อให้ดูแลลูกสาวได้อย่างเหมาะสม
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา อดิศักดิ์มองว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับพ่อแม่ที่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลคือ การยอมรับสภาพความพิการของลูก รวมถึงการฟื้นฟูสภาพจิตใจของตนเองให้มั่นคงและก้าวเดินต่อไปได้
ในฐานะนายกสมาคมชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ จึงก่อตั้งกลุ่มสนับสนุนแบบ ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ (ระบบ Counselling) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ดูแลที่มีประสบการณ์คล้ายคลึงกันได้แลกเปลี่ยนความรู้ ถ่ายทอดแนวปฏิบัติ และช่วยเหลือกันในการฟื้นฟูสภาพจิตใจ โดยกระบวนการดังกล่าวช่วยให้ผู้ดูแลตั้งหลักได้ภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน จากเดิมที่บางคนอาจจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะหลุดพ้นจากความทุกข์
นายกสมาคมชมรมผู้ปกครองเด็กพิการจึงเสนอให้ประเทศไทยพัฒนา ‘ระบบดูแลทดแทนชั่วคราว’ (Respite Care) ด้วยการจัดหาบุคลากรที่มีทักษะเข้ามาสลับมือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ดูแลหลักได้มีเวลาพักหายใจ หรือฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของตนเอง
ในขณะที่ประสบการณ์ของ วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death ที่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลพ่อแม่ยาวนานถึง 29 ปี มองว่าผู้ที่ต้องดูแลพ่อแม่ในวัยสูงอายุ ต้องเผชิญกับการรับมือแบบเดิมทุกวัน จนต้องสูญเสียทั้งชีวิตส่วนตัวและโอกาสในชีวิต ทั้งความก้าวหน้าในอาชีพการงานและสังคม
การเป็นผู้ดูแลในครอบครัวบางครั้งไม่ได้เกิดขึ้นจากความยินยอมตั้งแต่แรก ทำให้ผู้ดูแลจำนวนมากต้องเผชิญกับ ‘ภาวะหมดไฟ’ (Burnout) รวมถึงความรู้สึกผิดเมื่อไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้
ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death เสนอว่า รัฐบาลควรมีนโยบายสร้าง ‘ระบบนิเวศการดูแล’ (Care Ecosystem) ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ระบบการดูแลจิตใจ 2. ความมั่นคงทางรายได้และสวัสดิการ 3. การสร้างศักดิ์ศรีและยกระดับวิชาชีพผู้ดูแล 4. การสนับสนุนทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น
เพื่อให้ครอบคลุมทั้งบริการด้านสุขภาพ รายได้ และความช่วยเหลือทางสังคม ขณะเดียวกันอาชีพผู้ดูแลควรถูกยกระดับให้เป็นสมาคมวิชาชีพ ที่มีค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับภาระงาน ให้กลายเป็นอาชีพที่มีเกียรติและสวัสดิการมั่นคง และเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อกข้อจำกัดของท้องถิ่นในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และปรับปรุงคุณภาพของข้าวของเครื่องใช้
ระบบการดูแลของภาครัฐที่ยังเข้าไม่ถึงทุกครอบครัว
ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเริ่มพัฒนาระบบการดูแลระยะยาว (Long-term Care) อย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ปี 2559 โดยดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพ
ภายใต้ระบบดังกล่าว ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงจะได้รับการประเมินและจัดทำแผนการดูแลรายบุคคล (Care Plan) ก่อนมอบหมายให้ผู้ดูแลเข้าไปช่วยเหลือตามความจำเป็น ในปัจจุบันรัฐสนับสนุนงบประมาณเฉลี่ยประมาณ 5,000 บาทต่อคนต่อปี รวมถึงจัดสิทธิประโยชน์ของใช้จำเป็น เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เฉลี่ยวันละ 3 ชิ้น
อย่างไรก็ตาม ทพ.อรรถพรยอมรับว่า แม้ระบบจะให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงเป็นหลัก แต่ผู้ที่ควรได้รับการดูแลสภาพจิตใจไม่แพ้กันคือสมาชิกในครอบครัว เนื่องจากต้องแบกรับภาวะกดดันอย่างมหาศาลจากการทำหน้าที่ดูแลคนเหล่านี้
ปัญหาดังกล่าวเห็นได้ชัดในเขตเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่โครงสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนแตกต่างจากชนบท ผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม ไม่รู้จักเพื่อนบ้าน และไม่รู้ว่าจะติดต่ออาสาสมัครสาธารณสุขหรือหน่วยงานใดเมื่อต้องการความช่วยเหลือ ส่งผลให้หลายครอบครัวต้องรับภาระทั้งหมดไว้เพียงลำพัง แม้ภาครัฐจะมีบริการรองรับอยู่แล้วก็ตาม
ประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ ‘แก่ก่อนรวย’
ผศ.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ ‘แก่ก่อนรวย’ กล่าวคือ ประเทศก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยในช่วงที่เศรษฐกิจและระบบสวัสดิการยังไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายด้านการดูแลระยะยาว เนื่องจากผลการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่เกิดขึ้น ทั้งจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น อัตราการเกิดที่ลดลง และขนาดครอบครัวที่เล็กลง ทำให้ผู้ดูแลในครอบครัวลดน้อยลงเรื่อยๆ จนเสี่ยงต่อการขาดแคลนในอนาคต
ผศ.นพ.วิชช์เสนอว่า ประเทศไทยควรเพิ่มงบประมาณด้าน Long-term Care ให้ใกล้เคียงมาตรฐานสากลที่ประมาณ 1% ของ GDP หรือราว 2 แสนล้านบาทต่อปี เพื่อใช้พัฒนาระบบบริการ สร้างบุคลากร และยกระดับอาชีพผู้ดูแลให้เป็นงานที่มีความมั่นคงทางรายได้และมีความก้าวหน้า เช่น การปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อีก 0.5% โดยนำรายได้มาใช้ในระบบดูแลระยะยาว หรือการจัดสรรเงินอุดหนุน (Allowance) ให้แก่สมาชิกในครอบครัวที่จำเป็นต้องลาออกจากงาน เพื่อกลับมาดูแลคนในครอบครัว
วางแผนการ ‘ตายดี’ ล่วงหน้าเพื่อผู้ป่วยและผู้ดูแล
ในด้านของ นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ผู้ก่อตั้ง เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม ให้มุมมองจากประสบการณ์การเยี่ยมบ้านผู้ป่วยมากกว่า 3 พันครอบครัว พบว่า ผู้ดูแลในครอบครัวจำนวนมากไม่ได้เข้ามารับหน้าที่ด้วยความพร้อม แต่ต้องทำหน้าที่ด้วย ‘ความจำยอม’ เพราะไม่มีบุคคลอื่นหรือระบบสาธารณะที่เข้ามารับช่วงต่อได้
จากผลสำรวจ ผู้สูงอายุมากถึง 93% ไม่ต้องการให้ยื้อชีวิตหากอยู่ในภาวะหมดสติและไม่มีโอกาสฟื้นคืนสู่สภาพเดิม นพ.อิศรางค์จึงเสนอให้รัฐบาลผลักดัน ‘การวางแผนการดูแลล่วงหน้า’ (Advance Care Planning) และการทำหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาในวาระสุดท้าย (Living Will) มากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเลือกแนวทางการรักษาในช่วงท้ายของชีวิตได้ตั้งแต่ยังมีสติและสามารถตัดสินใจได้ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้าสู่ระบบการดูแลระยะยาวโดยไม่จำเป็น หากมีการวางแผน ‘ตายดี’ ที่บ้าน จะช่วยลดภาระของผู้ดูแลและงบประมาณภาครัฐได้อย่างมหาศาล
ในช่วงท้ายของการเสวนา ประชาชนที่เข้าร่วมงานได้เสนอให้ภาครัฐและภาคเอกชนจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุภายในชุมชนและสถานที่ทำงาน โดยนำรูปแบบศูนย์ดูแลเด็กในช่วงกลางวัน (Day Care) มาปรับใช้กับการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้คนวัยทำงานพาพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัวที่มีภาวะพึ่งพิงมาฝากดูแลระหว่างวัน ก่อนรับกลับบ้านในช่วงเย็นได้
นอกจากนี้ ประชาชนบางส่วนยังเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามากำกับดูแลมาตรฐานราคาและคุณภาพของสถานดูแลผู้สูงอายุ (Nursing Home) ซึ่งปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 3-5 หมื่นบาท จนกลายเป็นปัญหาค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปสำหรับครอบครัวชนชั้นกลาง
ท้ายที่สุด ปัญหาของ Caregiver ไม่อาจถูกผลักให้เป็นภาระส่วนตัวของแต่ละครอบครัวอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องได้รับการยกระดับเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างระบบรองรับสังคมสูงวัยที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการดูแลได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
Tags: ผู้ดูแลผู้สูงอายุ, สังคมสูงวัย, Caregiver, Who cares for the Caregiver




