ในรายการ b-holder ทาง The Momentum ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี พรรคประชาชน กล่าวตอนหนึ่งถึงระบบ ‘บ้านใหญ่’ หรือการเมืองท้องถิ่นแบบดั้งเดิม ซึ่งถูกมองเป็น ‘คู่แข่ง’ โดยตรงในการเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรีในวันที่ 20 กันยายน 2569 ว่าระบบบ้านใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะผูกขาดอำนาจ แต่เป็นผลสะท้อนโดยตรงจากการจัดสรรทรัพยากรของรัฐที่ไม่ครอบคลุมและไม่เท่าเทียม
“การเมืองท้องถิ่นของไทยที่บางคนเรียกว่าบ้านใหญ่ เกิดมาจากทรัพยากรที่จะกระจายไปถึงผู้คนมันไม่ค่อยเท่าเทียม ไม่ถ้วนหน้า ไม่เสมอกัน เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งจึงต้องใช้เครือข่ายของการเมืองท้องถิ่น เพื่อทำให้มั่นใจว่า เมื่อเกิดความยุ่งยากหรือความลำบากในชีวิต จะมีคนช่วยหนุนเขา”
ด้วยเหตุนี้ การที่นักการเมืองท้องถิ่นพยายามให้บริการประชาชนในลักษณะสายสัมพันธ์ส่วนบุคคลไม่ใช่เรื่องผิด แต่โจทย์สำคัญของการเมืองเชิงนโยบายคือ การพัฒนาระบบราชการและการบริหารท้องถิ่นให้ก้าวข้ามระบบอุปถัมภ์ไปสู่การเป็น ‘รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า’
“สำหรับผม การที่เราพูดเรื่องการชนกันระหว่างการเมืองเชิงนโยบายกับการเมืองเชิงท้องถิ่น มันไม่ได้ชนกันในแบบที่อีกฝ่ายจะต้องพังไป แต่มันคือการทำให้ความรับผิดชอบของกลไกรัฐหรือกลไกราชการ เป็นกลไกที่ไม่ต้องอาศัยคอนเนกชัน ทุกคนไม่ต้องกังวลใจว่ารู้จักกับ สจ.ไหม รู้จักกับ สท.หรือนายกเทศมนตรีไหม แต่มั่นใจได้ว่า เทศบาลและ อบจ.จะต้องดูแลพวกเขาแน่ๆ”
ผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี จากพรรคประชาชนยังกล่าวเสริมว่า การลงสนามเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรค ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อมุ่งเอาชนะในทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน
“การที่พรรคประชาชนลงสนามท้องถิ่น สำหรับผมมันคือการยกระดับการให้บริการและความรับผิดชอบของรัฐบาลท้องถิ่นที่จะดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อการเอาชนะคัดค้านกันในทางการเมือง แต่เป็นไปเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนนนทบุรีอย่างแท้จริง”
สำหรับการ ‘ชนะ’ ในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น เดชรัตระบุว่าปัจจัยสำคัญคือจำนวนผู้มาใช้สิทธิ โดยได้เปรียบเทียบตัวเลขฐานเสียงไว้อย่างน่าสนใจว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคได้คะแนนเสียงในพื้นที่นนทบุรีไปกว่า 3 แสนคะแนน ได้ สส.ยกจังหวัดทั้ง 8 คน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประชาชนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิสูงถึงกว่า 70%
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งก่อนในปี 2568 พรรคได้คะแนนไปประมาณ 1.5 แสนคะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นช่องว่างของคนที่เคยเลือกพรรค แต่ไม่ได้ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่หายไปเกือบ 2 แสนคะแนน
“โจทย์ของเราคือทำอย่างไรให้คน 2 แสนกว่าคนที่เคยเลือกพรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชน ออกมาเลือกนายก อบจ. 3 แสนกว่าคะแนนที่ได้ มาจากคนออกมาใช้สิทธิประมาณ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ตอน อบจ.เราได้แค่ 1.5 แสน”
เดชรัตวิเคราะห์พฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า ในสนามระดับชาติ ประชาชนรู้ว่ารัฐบาลและนายกฯ มีความสำคัญอย่างไรจึงตื่นตัวออกมาใช้สิทธิกันอย่างคึกคัก ดังนั้นภารกิจหลักของทีมงานในช่วงโค้งสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่การเดินขอคะแนน แต่เป็นการ ‘เดิน’ ลงพื้นที่ ให้หนักยิ่งขึ้น เพื่อสื่อสาร 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่
1. เคลียร์ความสับสนเรื่องเขตเลือกตั้ง เพราะจากการลงพื้นที่พบว่า ประชาชนรู้ว่ามีเลือกตั้งวันที่ 20 กันยายน แต่หลายคนยังสับสนเรื่องเขต จึงต้องเร่งสื่อสารให้ชัดเจนว่า ผู้ที่มีทะเบียนบ้านในจังหวัดนนทบุรีครบ 1 ปี สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งนายก อบจ.ได้ทันทีทั่วทั้งจังหวัด
2. ชี้ให้เห็นความสำคัญของ อบจ. โดยต้องทำให้ชาวนนทบุรีเชื่อมโยงได้ว่า งบประมาณระดับหมื่นล้านบาทในวาระ 4 ปีของ อบจ.มีผลต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างไร ทั้งเรื่องการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน
3. ชูจุดขายนำนโยบายระดับชาติมาทำจริงที่ท้องถิ่น โดยย้ำว่า นโยบายที่พรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนเคยนำเสนอไว้ในภาพใหญ่ของประเทศนั้น กว่า 60-70% สามารถนำมาขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงได้เลยภายใต้อำนาจของ อบจ.นนทบุรี
“ถ้าอยากเห็นนโยบายเหล่านี้ได้ทดลองดำเนินการและทำให้มันเป็นจริงเป็นจัง เป็นผลประโยชน์กับพี่น้องประชาชน วันที่ 20 กันยายนนี้ อยากให้ออกมาใช้สิทธิกันให้มากที่สุด”
รับชมรายการ b-holder ได้ทาง
Tags: เดชรัต สุขกำเนิด, B-Holder, อบจ., นายก อบจ., นายก อบจ.นนทบุรี




