วันนี้ (3 เมษายน 2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมตัวแทนจากหน่วยงานความมั่นคง ร่วมแถลงเปิดเผยกระบวนการกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤตพลังงาน ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาความขาดแคลนในประเทศ
อนุทินระบุว่า รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์และแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าในการตรวจสอบติดตามผู้กักตุนน้ำมัน โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อํานวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินการของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลางที่ได้รับน้ำมันจากผู้ค้าส่ง (Jobber)
โดยผลการตรวจสอบ นายกฯ เปิดเผยว่า ได้พบรูปแบบการ ‘กักตุน’ และ ‘ค้ากำไร’ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีลักษณะคือ
1. ประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล กล่าวคือ ลอยเรือไว้ในทะเลเพื่อประวิงเวลาไม่ให้ขนเข้ามาในประเทศได้ตามปกติ โดยหวังว่าจะได้กำไรมากขึ้น จากการปรับเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมัน
2. ปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจาก ‘คลังน้ำมัน’ ขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการหรือลูกค้าปลายทาง
3. ขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อให้มีการกักตุน
นายกฯ เชื่อว่า มีการลักลอบขนถ่ายน้ำมันทางทะเล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบและขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใด หรือกลุ่มที่กระทำผิดกฎหมายใดบ้าง
“การกระทำทั้งหมดนี้เป็นการค้ากำไรเกินควรจากราคาน้ำมันที่ถูกขึ้น ในห่วงเวลาที่เกิดวิกฤตพลังงานของโลก ที่ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างต้นทุนกับราคาขายมากขึ้น ซึ่งจนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ได้ชดเชยจนทำให้เกิดติดลบกว่า 5 หมื่นล้านบาท” อนุทินกล่าว
ทั้งนี้อนุทินยังอธิบายเหตุผลของการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ อุดหนุน โดยระบุว่า รัฐบาลใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ อุดหนุดน้ำมันลิตรละ 17 มีเจตนารมณ์ต้องการสนับสนุนผู้ใช้น้ำมันที่เป็นชาวไทยตามท้องถนน ไม่ใช่การสนับสนุนเพื่อให้เกิดการกักตุน ลักลอบขนถ่ายน้ำมันไปขายต่างประเทศ
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการปราบปรามเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ซึ่งถือเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันทั่วประเทศ โดยได้สั่งการให้ DSI เร่งตรวจสอบขยายผลให้เป็นคดีพิเศษและดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดต่อไป
“ผมในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ขอยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาความเดือดร้อนเหล่านี้ และดำเนินการให้หน่วยงานตรวจสอบทำงานอย่างเต็มที่ ให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หลังจากนี้จะใช้มาตรการเชิงป้องกัน ในการเฝ้าระวังจากสิ่งที่เราได้ตรวจพบ ควบคู่ไปกับการดำเนินคดีต่อไป” นายกฯ ย้ำ
ด้าน พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบกรณีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีเรือขนบรรทุกน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน 6 แห่ง จำนวนทั้งสิ้น 96 เที่ยว โดยมีปริมาณน้ำมันทั้งหมด 217 ล้านลิตร ทว่าระหว่างการเดินทางมีปริมาณน้ำมันที่หายไปบางส่วน เมื่อถึงปลายทางกลับเหลือเพียง 160 ล้านลิตรเท่านั้น
ขณะที่ พลตำรวจเอก ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ได้อธิบายขั้นตอนในการตรวจสอบการลักลอบกักตุนน้ำมันผ่านการสุ่มตรวจตามสถานีบริการต่างๆ ที่ปิดตัวลง โดยเป็นการตรวจสอบย้อนกลับไปที่ดูว่า มีคลังน้ำมันใดที่ส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการต่างๆ
และจากการตรวจสอบพบว่า มีสถานีบริการทั้งหมด 27 แห่ง และ 12 Jobber ที่ส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันที่ปิดตัวลง โดยสำนักงานตรวจแห่งชาติพบ 6 แห่งที่น่าสงสัยและเชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมัน จนทำให้เกิดปัญหาความขาดแคลน
โดยมีพฤติการณ์คือ มีน้ำมันในคลัง แต่จ่ายน้ำมันน้อยลง โดยพลตำรวจเอก ดร.ธัชชัยอธิบายเสริมว่า บางคลังน้ำมันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีการจ่ายน้ำมันประมาณ 18 ล้านลิตร ทว่าในเดือนมีนาคมกลับจ่ายน้ำมันอยู่เพียง 11 ล้านลิตร ทั้งที่โรงกลั่นได้มีการกลั่นและส่งน้ำมันตามปกติ ดังนั้นยืนยันว่าปริมาณน้ำมันไม่มีการขาดตลอด แต่มีการจ่ายน้ำมันผิดปกติของคลังน้ำมัน เพื่อเก็งกำไร
อีกทั้งยังมีการตรวจสอบพบคลังน้ำมัน 1 แห่งในภาคเหนือที่ปกติจะจ่ายน้ำมันอยู่ที่ 2 ล้านลิตรต่อวัน แต่ในช่วงวิกฤตกลับปรับลดการจ่ายเหลือเพียง 1.2 ล้านลิตรต่อวัน เป็นเหตุให้สถานีน้ำมันในภาคเหนือตอนล่างประสบกกับปัญหาน้ำมันมันขาดแคลน รอง ผบ.ตร.จึงประเมินว่า เป็นการกักตุน
นอกจากนั้น รอง ผบ.ตร.ยังตรวจพบอีกว่า สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งใช้วิธีการสั่งน้ำมันแต่ไม่ได้นำน้ำมันไปลงที่สถานีบริการ แต่กลับข้ามไปจำหน่ายภายนอก ซึ่งเป็นราคาขายที่มีกำไรมากกว่าสถานีบริการประมาณลิตรละ 10 บาท เช่น การส่งน้ำมันไปให้ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการเกษตร
“เราได้จับกุมเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วในช่วงวิกฤตพบว่า มีสถานีบริการน้ำมันได้สั่งน้ำมันไปลงที่ลาดกระบัง แต่ไปลงจริงที่จังหวัดนครสวรรค์ และพบการกักตุนไว้หลังปั้ม ซึ่งเราเชื่อว่า มีลักษณะพฤติกรรมเช่นนี้อีกหลายแห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผล” พลตำรวจเอก ดร.ธัชชัยกล่าว
ขณะที่อนุทินย้ำทิ้งท้ายว่า ในช่วงยุคที่วิกฤตยังมีคนเอาเปรียบประชาชน สร้างความเดือดร้อน เพิ่มภาระให้ประชาชน จึงเป็นเหตุผลที่ต้องมาร่วมกันดำเนินการอย่างเด็ดขาด และคาดว่าจะสามารถหยุดการกระทำผิดกฎหมายนี้ได้
“ขอให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกส่วน การช่วยเหลือประชาชนเรื่องราคาน้ำมันก็กำลังดำเนินการอยู่ ส่วนเรื่องความมั่นใจเรื่องจะมีน้ำมันให้ประชาชนได้เติมใช้ในช่วงสงกรานต์ ขอให้มั่นใจว่า เราได้บริหารจัดการจะมีน้ำมันต่างๆ ให้บริการในช่วงเทศกาลนี้อย่างเป็นปกติ”
Tags: รัฐบาล, อนุทิน, น้ำมันแพง



