สภาเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียน (ASEAN Iron and Steel Council: AISC) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการใช้เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) ในการผลิตเหล็กสำหรับงานก่อสร้าง โดยระบุว่า กระบวนการผลิตส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแรง ความทนทาน และความปลอดภัยของโครงสร้าง พร้อมเสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทบทวนการใช้เหล็กจากเตา IF โดยเฉพาะหลังเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในภูมิภาค
AISC ระบุว่า กระบวนการผลิตเหล็ก ประกอบด้วย 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ BF/ BOF (เตาถลุงเหล็กและเตาเบสิกออกซิเจน), EAF (เตาอาร์กไฟฟ้า) และ IF (เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า) โดย BF/ BOF และ EAF มีกระบวนการทำเหล็กให้บริสุทธิ์ (Refining) เพื่อกำจัดสารมลทิน ขณะที่กระบวนการ IF ไม่มีขั้นตอนดังกล่าว จึงอาจกำจัดสารปนเปื้อนจากเศษเหล็กได้ไม่สมบูรณ์ และอาจทำให้เหล็กมีสิ่งเจือปนในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อสมรรถนะของโครงสร้าง
คณะทำงาน (Task Force) ของ AISC ยังเปิดเผยต่อว่า แม้เหล็กที่ผลิตจากเตา IF อาจผ่านมาตรฐานด้านองค์ประกอบทางเคมีของแต่ละประเทศ แต่ผลการทดสอบเพิ่มเติมพบว่า มีระดับสิ่งเจือปน (Inclusions) สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อ 1. ความเหนียว (Toughness) และความต้านทานความล้า (Fatigue Resistance) ลดลง 2. ความเปราะ (Brittleness) เพิ่มขึ้นและ 3. ส่งผลให้สมรรถนะของโครงสร้างที่สำคัญลดลง
รายงานยังระบุต่อว่า มาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้อยู่ในหลายประเทศถูกพัฒนาขึ้นก่อนที่เทคโนโลยี IF จะถูกนำมาใช้ผลิตเหล็กก่อสร้างในระดับอุตสาหกรรม จึงเห็นว่า มาตรฐานเดิมอาจยังไม่สามารถประเมินความเสี่ยงจากกระบวนการผลิตดังกล่าวได้เพียงพอ
AISC ยกตัวอย่างแนวทางของหลายประเทศที่มีมาตรการเกี่ยวกับเหล็กจากเตา IF ดังนี้
ประเทศจีน สั่งห้ามใช้เตา IF ผลิตเหล็กเส้นสำหรับงานก่อสร้างตั้งแต่ปี 2017 และกำหนดให้เหล็กก่อสร้างผลิตได้เฉพาะจากกระบวนการ BF/ BOF และ EAF ขณะที่อินเดีย สั่งห้ามใช้เหล็กจากเตา IF สำหรับงานโครงสร้าง เนื่องจากข้อจำกัดในการควบคุมสิ่งเจือปน
ส่วนเวียดนามมีแผนทยอยลดการใช้เตา IF ภายใต้นโยบายปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต ด้านฟิลิปปินส์กำลังผลักดันมาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดขึ้น และมาเลเซียได้จำกัดการเพิ่มกำลังการผลิตเตา IF สำหรับการผลิตเหล็กก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2017
จากข้อกังวลดังกล่าว คณะทำงานของ AISC เสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพิจารณามาตรการ ได้แก่
1. ประเมินความเหมาะสมของการใช้ IF สำหรับผลิตเหล็กก่อสร้าง โดยคำนึงถึงความเสี่ยงจากเหตุแผ่นดินไหวและความปลอดภัยของโครงสร้าง
2. จำกัดการใช้เหล็กจากเตา IF เฉพาะงานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก พร้อมกำหนดเครื่องหมายแสดงกระบวนการผลิตให้ชัดเจน
3. หากยังอนุญาตให้ใช้เหล็กจาก IF ให้กำหนดการทดสอบเพิ่มเติม เช่น ค่า K4 เพื่อประเมินคุณภาพ
4. กำหนดแผนทยอยยกเลิกการใช้เตา IF สำหรับงานก่อสร้าง พร้อมมาตรการควบคุมในช่วงเปลี่ยนผ่าน
AISC ระบุทิ้งท้ายว่า การไม่ดำเนินการอาจส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของการผลิตเหล็กคุณภาพต่ำ และเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย การดำเนินนโยบายเชิงรุกในวันนี้จะสามารถป้องกันความเสียหายของโครงสร้างของสิ่งก่อสร้าง ปกป้องความปลอดภัยของสาธารณะ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียนได้
Tags: สภาเหล็กอาเซียน, เหล็ก, สตง., ตึกสตง, เหล็กIF




