เมื่อพูดถึง ‘นิวเคลียร์’ ภาพจำของคนจำนวนไม่น้อยอาจเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ อุบัติเหตุร้ายแรง หรือเทคโนโลยีที่ดูซับซ้อนและไกลตัว แต่ความจริงแล้ว เทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยโรค การพัฒนาพันธุ์พืช ไปจนถึงการถนอมอาหารและตรวจสอบมลพิษ

ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังมองหาแหล่งพลังงานสะอาดเพื่อรับมือกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) จึงได้รับความสนใจมากขึ้น ในฐานะหนึ่งในทางเลือกที่อาจช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions

สำหรับประเทศไทย SMR ถูกบรรจุไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (ร่างแผน PDP 2026) ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีเป้าหมายสนับสนุนการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะทำความเข้าใจว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กจะเข้ามามีบทบาทต่อระบบพลังงานไทยอย่างไร อาจต้องเริ่มจากคำถามพื้นฐานว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่หลายคนกังวลนั้น แท้จริงแล้วอยู่ใกล้ตัวเรามากแค่ไหน

นิวเคลียร์ไม่ได้อยู่แค่ในโรงไฟฟ้า แต่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า คำว่า ‘นิวเคลียร์’ มีที่มาจากคำว่า ‘นิวเคลียส’ ซึ่งหมายถึงแกนกลางของอะตอม ที่เมื่อแกนกลางรวมตัวหรือชนกัน จะทำให้เกิดพลังงานขึ้น 

โดยพลังงานที่ว่านี้มี 2 แบบคือ นิวเคลียร์ฟิชชัน (Nuclear Fission) และนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) ซึ่งทั้ง 2 แบบล้วนทำให้เกิดพลังงานที่นำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายด้าน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น

“ปัจจุบันเรานำนิวเคลียร์มาใช้งานในหลายด้าน ทั้งการแพทย์ สิ่งแวดล้อม การเกษตร เพียงแต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์”

ตัวอย่างเช่น ทางการแพทย์ คือการเอกซเรย์ หรือ CT Scan เพื่อช่วยตรวจวินิจฉัยโรค ตลอดจนการฉายรังสีเพื่อรักษาโรคบางชนิด นอกจากนี้ เครื่องสแกนสัมภาระที่สนามบินยังเป็นอีกตัวอย่างของการใช้รังสีเพื่อช่วยตรวจสอบสิ่งของและเพิ่มความปลอดภัย

กรณีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับรังสีมีบทบาทอยู่ในระบบบริการและโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้คนใช้งานเป็นประจำ โดยการนำมาใช้ต้องอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมความปลอดภัยที่เหมาะสมกับแต่ละประเภท

จากพัฒนาพันธุ์พืช สู่การถนอมอาหาร

นอกเหนือจากการแพทย์ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ยังถูกนำมาใช้ในการเกษตร เพื่อพัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและความต้องการในการเพาะปลูก ตัวอย่างคือการฉายรังสีที่เมล็ดข้าว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาพันธุ์ที่ทนแล้ง ให้ผลผลิตดีขึ้น หรือมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเพาะปลูกมากกว่าเดิม รวมถึงการฉายรังสีเหง้าบัวเพื่อพัฒนาบัวที่มีสีสันแตกต่างจากเดิม

อีกกรณีคือการควบคุมแมลงศัตรูพืชด้วยเทคนิคแมลงเป็นหมัน โดยนำแมลงบางชนิด เช่น แมลงวันทอง มาฉายรังสีเพื่อทำให้เป็นหมัน ก่อนปล่อยกลับสู่ธรรมชาติให้แข่งขันผสมพันธุ์กับแมลงตามธรรมชาติ วิธีนี้ช่วยลดโอกาสการขยายพันธุ์และควบคุมจำนวนแมลงศัตรูพืชได้

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีนิวเคลียร์ยังมีบทบาทด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เพื่อตรวจสอบสารพิษได้ เช่น การตรวจสอบควันของโรงงานกำจัดขยะว่ามีมลพิษปนเปื้อนออกมาหรือไม่

ส่วนอาหารที่ผ่านการฉายรังสีก็เป็นอีกตัวอย่างที่ผู้บริโภคอาจพบได้โดยไม่รู้ตัว กระบวนการนี้ใช้รังสีในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรค จุลินทรีย์ สปอร์ พยาธิ โดยไม่เสียคุณค่าทางอาหาร และไม่เปลี่ยนโครงสร้างของอาหาร ซึ่งจะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารได้ตามประเภทของผลิตภัณฑ์

การฉายรังสีอาหารไม่ทำให้อาหารกลายเป็นสารกัมมันตรังสี และเมื่อดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนดก็สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ได้มีเพียงภาพของโรงไฟฟ้าหรือเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่สุขภาพและอาหาร ไปจนถึงการเกษตรและสิ่งแวดล้อม

เรือรบพลังงานนิวเคลียร์ ตัวอย่างการใช้งานจริง

อีกหนึ่งตัวอย่างของการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้งาน คือเรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานในการขับเคลื่อน

ในปี 2569 เรือ USS Abraham Lincoln (CVN-72) เข้าเทียบท่าที่จังหวัดชลบุรีระหว่างวันที่ 2-6 กันยายน ขณะที่ USS George H.W. Bush (CVN-77) เข้าเทียบท่าที่จังหวัดภูเก็ตระหว่างวันที่ 4-9 ตุลาคม เรือทั้ง 2 ลำเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการขับเคลื่อน โดยติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่น Westinghouse A4W ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบอัดน้ำความดัน โดยใช้ความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำไปขับเคลื่อนกังหัน ส่งผลให้เรือแล่นได้ประมาณ 20-25 ปี โดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง และยังผลิตไฟฟ้าเพียงพอสำหรับคนจำนวนประมาณ 5,000 คน ใช้งานได้อย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนิวเคลียร์อาจไม่ได้ไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด เพราะปัจจุบันมีการนำมาใช้ในหลากหลายด้านของชีวิตประจำวัน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมที่เหมาะสม แนวคิดการย่อเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้มีขนาดเล็กลง จึงนำมาสู่การพัฒนา SMR ที่ถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในทางเลือกด้านพลังงานคาร์บอนต่ำ

สำหรับประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานสำคัญด้านความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า มีแผนรองรับการนำ SMR กำลังผลิต 300 เมกะวัตต์แรก เข้าสู่ระบบในช่วงปลายแผน หรือปี 2580 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

Tags: , , ,