คงไม่เกินเลยหากเราจะบอกว่า มวลบรรยากาศหนาหนักที่ปกคลุมบ้านเมืองเราอยู่ตอนนี้ คือความอึมครึมหลังการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ล่วงผ่านไป ค่าที่ว่าเกิดเหตุการณ์โกลาหลมากมาย นับตั้งแต่ผลการเลือกตั้งที่ล่าช้าและไม่แล้วเสร็จเสียที ผลคะแนนที่ดูตกหล่น ไม่ตรงกันสักที่ หรือเอกสารจากภาครัฐที่ซุกตัวอยู่ในถังขยะ ไปจนถึงการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในบางพื้นที่อันเนื่องมาจากประชาชนกังขาต่อความไม่โปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง ฯลฯ

ภาวะที่ปรากฏนี้ก็ไม่ใช่เป็นเพียงความแปร่งประหลาดที่เกิดขึ้นเฉพาะกับการเลือกตั้งปี 2569 เท่านั้น แต่มันหยั่งรากลึกและสะท้อนถึงรากการเมืองไทยที่ผ่านมาตลอดหลายทศวรรษ ทั้งขั้วการเมือง วัฒนธรรมบ้านใหญ่ และสถาบันทางการเมืองต่างๆ ที่เป็นหนึ่งในองคาพยพสำคัญของระบอบการเมืองไทย

  ประเด็นขั้นพื้นฐานเหล่านี้เคยถูกสำรวจมาแล้วใน ประชาธิป’ไทย (2013) สารคดีผลงานกำกับร่วมของ เป็นเอก รัตนเรือง และภาสกร ประมูลวงศ์ เล่าเรื่องการเมืองไทยในภาพใหญ่ตลอด 8 ทศวรรษหลังอยู่ในระบอบประชาธิปไตย นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง มาจนถึงเหตุการณ์เดือนตุลาคม และการรัฐประหารรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2006 อันกลายเป็นเส้นแบ่งสำคัญของขั้วทางการเมืองครั้งใหญ่ในประเทศไทย และหากกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมา มันไม่ได้เป็นสารคดีที่พาคนดูไปสำรวจภาพการเมืองไทยลึกซึ้งมากนัก อาจเพราะเป้าหมายของมันคือการอธิบายเรื่องพื้นฐานที่สุด ในหัวข้อที่ซับซ้อนที่สุดเรื่องหนึ่งของบ้านเรา

ตัวหนังสัมภาษณ์นักวิชาการและผู้คนในแวดวงการเมืองหลายต่อหลายคน เนื้อหาส่วนหนึ่งอ้างอิงถึงบริบทบางส่วน ซึ่งทำให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ มีคำสั่งให้แก้ไขหรือตัดทอนเนื้อหาท่อนดังกล่าวออก ซึ่งถึงที่สุดตัวสารคดียังคงเนื้อหาส่วนดังกล่าวไว้ แต่ดูดเสียงและทาสีดำทับคำบรรยายภาษาอังกฤษ

  ขยับไปยังฟากตะวันตก และอาจจะเข้ากับบรรยากาศของการตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนเสียงในเวลานี้ Hacking Democracy (2006) หนังสารคดีเข้าชิงรางวัลสารคดียอดเยี่ยมจากเวทีเอมมี (Emmy Awards) กำกับโดย ไซมอน อาร์ดิซซอน และรัสเซลล์ มิเชลส์ ออกฉายทาง HBO Max จับจ้องไปยังช่วงการเลือกตั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาในปี 2000 และ 2004 โดยเฉพาะในพื้นที่โวลูเซียเคาน์ตี รัฐฟลอริดา เมื่อประชาชนสังเกตความผิดปกติของเครื่องนับคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้อาสาสมัครเฝ้าระวังการเลือกตั้งสืบสวนกระบวนการนับคะแนนของเครื่องดังกล่าว

อันที่จริง การตะลุยทำความเข้าใจกลไกการนับคะแนนดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่เมื่อมันมาอยู่ใน Hacking Democracy มันกลับกลายเป็นเรื่องราวชวนระทึก ด้านหนึ่งก็มาจากพลังการตัดต่อและการเล่าเรื่องอันคมคายของผู้กำกับ โดยเฉพาะฉากที่อาสาสมัครไปเจอเอกสารการใช้เครื่องนับคะแนนในถังขยะ หรือการที่พวกเขาพบวิธีการปลอมแปลงคะแนนผ่านการแก้ไขไฟล์โดยใช้วิธีการเจาะระบบ ตลอดจนการพบว่ากระบวนการเลือกตั้งในสหรัฐฯ นั้น แม้จะดูแข็งแรงแน่นหนา แต่ก็ยังมีช่องโหว่อยู่มากในการจะ ‘แก้ไข’ ปลอมแปลงตัวเลขการนับคะแนน

ภายหลังหนังออกฉายก็เกิดความอลหม่านขึ้นเล็กน้อย เมื่อบริษัทที่จัดทำเครื่องนับคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ออกมาบอกว่า สิ่งที่ปรากฏในสารคดีนั้นมีส่วนที่ไม่ถูกต้องอยู่มาก (แต่ไม่ได้ระบุว่าส่วนไหนที่ไม่จริง)

  อาร์ดิซซอนกับมิเชลส์ยังกลับมาทำสารคดีว่าด้วยการเลือกตั้งอีกครั้งใน Kill Chain: The Cyber War on America’s Elections (2020) โดยพวกเขากำกับร่วมกับ ซาราห์ เทล คนทำหนังชาวอเมริกัน-อังกฤษ โดยยังสำรวจความเปราะบางของระบบเลือกตั้งในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมาคือบรรยากาศของการทำสงครามข่าวสารในยุคอินเทอร์เน็ต (ขณะที่ Hacking Democracy ยังคงเป็นบรรยากาศของต้นทศวรรษ 2000s ที่การรายงานข่าวยังปรากฏผ่านโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์มากกว่า) ของการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016

หากยังจำกันได้ ช่วงรอยต่อระหว่างปี 2016-2017 มีข่าวครึกโครมที่แฮกเกอร์ในชื่อ CyberZeist อ้างว่าเขาเจาะระบบเข้าหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ ได้ และหนึ่งในนั้นคือเว็บไซต์ของสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) โดยในเดือนพฤศจิกายน 2016 CyberZeist เจาะเข้าระบบเว็บไซต์การนับคะแนนของรัฐอะแลสกา ยังส่งผลให้เกิดความโกลาหลเรื่องความแม่นยำของคะแนนที่ได้จากรัฐ

Kill Chain: The Cyber War on America’s Elections ฉายภาพความเปราะบางของระบบนับคะแนนจากสหรัฐฯ ฉากที่ชวนขนหัวลุกคือ มีผู้เชี่ยวชาญเผยให้เห็นว่าตัวผู้เจาะระบบนั้น เมื่อเข้ามาแล้วสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทะลุปรุโปร่งแค่ไหน และหนึ่งในนั้นคือคะแนนการเลือกตั้งอย่างละเอียด มิหนำซ้ำ พวกเขายังสามารถแก้ไข เพิ่มลดคะแนนได้ตามใจได้ด้วย

สิ่งหนึ่งที่ตัวสารคดีพยายามไปให้ถึง คือการจุดประเด็นที่ว่า การมาเยือนของ CyberZeist และแฮกเกอร์คนอื่นๆ อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเลขหรือผลการเลือกตั้ง แต่เป็นสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น คือการบ่อนเซาะ ทำลายกระบวนการประชาธิปไตย อันจะยังผลให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อภาครัฐในระยะเวลาหลังจากนั้นต่างหาก

  ในอาเซียนเองก็มี Dirty Vote (2024) สารคดีโดยคนทำหนังและนักเคลื่อนไหว ดันที ดวี ลักโซโน ที่ลงให้ดูฟรีๆ ทาง YouTube เปิดเผยว่า โจโค วิโดโด อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซียที่ดำรงตำแหน่งมาแล้ว 2 วาระ พยายามแทรกแซงผลการเลือกตั้งเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้ ปราโบโว ซูเบียนโต นักการเมืองฝั่งขวาจากสายทหาร โดยมีหลักฐานว่าวิโดโดใช้ทรัพยากรมหาศาลของรัฐในการช่วยซูเบียนโตหาเสียง 

แถมเรื่องยังซับซ้อนไปอีกขั้น เพราะภายใต้ความสัมพันธ์แนบชิดระหว่างวิโดโดกับซูเบียนโต การเลือกตั้งในปี 2024 ที่ผ่านมานั้น ลูกชายแท้ๆ ของวิโดโดก็เข้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีใต้เงาซูเบียนโตด้วย หลายฝ่ายจึงมองว่า การแทรกแซงของอดีตประธานาธิบดีวิโดโด ไม่เพียงแต่สืบทอดอำนาจฝั่งขวา แต่เพื่อผลประโยชน์ของลูกชายด้วย

แน่นอนว่าวิโดโดและทีมงานปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และชี้ว่า สารคดีของลักโซโนอ้างอิงข้อเท็จจริงมั่วซั่ว ผิดพลาดและป้ายสีพวกเขา กระนั้นแรงกระเพื่อมก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว เมื่อลักโซโนตัดสินใจปล่อยหนังให้ชมได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายทาง YouTube คนทั่วไปจึงเข้าถึงหนังของเขาได้อย่างเสรี ส่งผลให้ความไม่พอใจก่อตัวขึ้นมาในหมู่ประชาชนจนเกิดเป็นการลงถนนครั้งใหญ่หลังจากนั้น อย่างไรก็ดีซูเบียนโตเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งและยังดำรงตำแหน่งจนถึงเวลานี้

ไม่ว่าจะอย่างไร จุดยืนอย่างหนึ่งที่เราควรมีร่วมกันในระบอบประชาธิปไตย คือไม่ว่าคุณจะเลือกออกเสียงให้พรรคไหน แบบใด ถึงที่สุดความโปร่งใสควรจะเป็นหลักการสำคัญที่สุด และตราบที่สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น สิ่งเลวร้ายไม่ใช่แค่ความกังขาหรือการต่อต้านจากประชาชน และไม่ใช่แค่บรรยากาศหมองหม่นทึมเทาดังที่เราเป็นกันอยู่ แต่ยังหมายถึงความผุพังต่อระบบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งในภาพใหญ่ทั้งมวลด้วย

Tags: , , , , , , , , , , , , ,