‘สี่แผ่นดิน’ หนึ่งในวรรณกรรมคลาสสิกของไทย ที่ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของ ‘แม่พลอย’ หญิงผู้ใช้ชีวิตคาบเกี่ยวผ่านถึงสี่รัชกาล ตั้งแต่ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2489 อันเป็นปีสุดท้ายในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8
และนั่นทำให้ ‘สี่แผ่นดิน’ กลายเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่ช่วยฉายภาพการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยตลอดสี่ยุคสมัยได้อย่างทรงพลัง
แต่ในประวัติศาสตร์จริง ก็มีบุคคลผู้หนึ่งที่เกิด ดำรงอยู่ และจากไป ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวเดียวกันกับแม่พลอย นั่นคือ ‘เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี’ หรือ ‘ครูเทพ’ (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา
ชื่อของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีมักถูกจดจำในฐานะ ‘บิดาแห่งการศึกษาไทย’ แต่แท้จริงแล้ว บทบาทและชีวิตของครูเทพนั้นกว้างขวางและลุ่มลึกกว่านั้นมาก
ในวาระครบรอบ 150 ปีชาตกาล เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี มูลนิธิเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจึงจัดพิมพ์หนังสือ ‘สนั่นคิด เรื่องเล่าผ่านยุคสมัย จากสยามสู่ไทย’ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา
Lost in Thought สัปดาห์นี้ จึงอยากชวนทุกคนรื้อภาพจำอันแบนราบนั้นออกไป เพื่อให้เห็นว่า เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีไม่ใช่เพียงข้าราชการผู้วางระบบโรงเรียน แต่คือมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้ทั้งชีวิตอยู่กับคำถามว่า ‘ประเทศนี้จะสร้างคนอย่างไร’และภายใต้หนังสือเล่มนี้ เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยตลอดสี่รัชกาล ผ่านชีวิตครูเทพอย่างไรบ้าง
กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
ฮา-ไฮ ฮา-ไฮ
กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
แก้กองกิเลส
ทำตนให้เป็นคน
ผล ของการฝึกตน
เล่น กีฬาสากล
ตะละล้า
สารภาพเลยว่า แม้จะรู้จักเพลงนี้มากว่า 20 ปี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักชื่อผู้ประพันธ์ และแน่นอนว่าเพลง ‘กราวกีฬา’ เป็นเพียงหนึ่งในเศษเสี้ยวของงานเขียนจำนวนมหาศาลของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี แต่ก็เป็นผลงานที่ช่วยตอกย้ำได้อย่างชัดเจนว่า ‘ครูเทพ’ ให้ความสำคัญกับการศึกษาและกีฬามากแค่ไหน
เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีใช้บทกวี เพลง ละคร และวรรณกรรม เป็นเครื่องมือทางการศึกษา หรือถ้าจะให้สรุปง่ายๆ ก็คือ อาจกล่าวได้ว่า ครูเทพเป็นหนึ่งในคนยุคแรกๆ ที่เชื่อว่า ‘ศิลปะ’ สามารถพาความรู้เดินทางเข้าไปในหัวใจของผู้คนได้
“คนเราควรใช้ชีวิตทำดีหรือมีประโยชน์ มากกว่าเพียงแต่รักษาชีวิตให้เป็นสุขยืนยาวโดยไม่ทำประโยชน์อะไร” เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
นอกจากเรื่องการศึกษาแล้ว ท่ามกลางพายุความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมอันเชี่ยวกรากในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ชื่อของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรียังถูกจดจำในฐานะ ‘ปฐมประธานรัฐสภา’ คนแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
และสิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจ คือหนังสือไม่ได้เล่าเรื่อง ‘ครูเทพ’ แยกออกจากประวัติศาสตร์ แต่คล้ายกับว่าใช้ชีวิตเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็น ‘หน้าต่าง’ ให้เราเห็นการเปลี่ยนผ่าน บริบท และเกร็ดต่างๆ ของประเทศ ตั้งแต่สยามปลายรัชกาลที่ 5 ไปจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2
เช่นช่วงหนึ่งของหนังสือที่เล่าถึงแรงกดดันจากโลกตะวันตก และการเริ่มต้นปฏิรูปประเทศของสยามว่า
“แต่เมื่อชาติตะวันตกเริ่มขยายอิทธิพลเข้าสู่ประเทศต่างๆ ไทยอาจไม่ใช่เป้าหมายแรก ทว่าก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ชาติตะวันตกเข้ามาแผ่อิทธิพลเช่นกัน เมื่อเซอร์จอห์น เบาว์ริง (Sir John Bowring) เดินทางเข้ามาเจรจาให้ไทยเปิดการค้าในปี ค.ศ.1855 เหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนสัญญาณแรกที่แสดงให้เห็นว่า สยามเองก็ไม่อาจพ้นจากเรดาร์การล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก
“พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีถึงอิทธิพลของตะวันตก และทรงวางยุทธศาสตร์ว่า หากสยามจะอยู่รอดด้วยการพัฒนาแสนยานุภาพทางทหารเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ทันการณ์ การเริ่มต้นพัฒนาประเทศตามแนวทางตะวันตก ทั้งด้านการศึกษา วัฒนธรรม วิทยาการ และภาษาตะวันตก จึงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด” หน้า 31-32
หนังสือยังพาเราไล่เรียงผ่านเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การพิจารณาเค้าโครงเศรษฐกิจ หรือ ‘สมุดปกเหลือง’ ของปรีดี พนมยงค์ ไปจนถึงความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
และในบทประพันธ์ของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ท่านไม่ได้เห็นด้วยกับสงคราม
“สงครามทำบัดนี้ ด้วยเงิน
แพ้ชนะบอบตามกัน หมดสิ้น
กว่าหนี้รอดยับเยิน หลายชั่วคนแล
ราษฎร์แบกหนักหน้าดิ้น เดชภาษี”
เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ต้องจ่ายราคาของสงคราม ไม่ใช่คนประกาศสงคราม แต่คือประชาชนธรรมดา ที่ต้องแบกรับหนี้ ภาษี ความสูญเสีย และชีวิตที่พังทลายต่อเนื่องไปอีกหลายชั่วคน
สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในหนังสือเล่มนี้ คือมันทำให้เห็นว่า ‘รากฐานของการศึกษา’ สำคัญแค่ไหน และ ‘การสร้างชาติ’ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากคนเพียงคนเดียว
รวมถึงบทกวีและข้อเขียนเกี่ยวกับสังคม การเมือง และสงครามของครูเทพ ก็ยังร่วมสมัยอย่างน่าเศร้า แม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปี แต่หลายปัญหาที่ท่านตั้งคำถามไว้ ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกปัจจุบันไม่ต่างจากเดิม
Lost in Thought ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การอ่านชีวประวัติบุคคลสำคัญ แต่คือการอ่านประวัติศาสตร์ไทย ผ่านชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่เคยมองประเทศนี้อย่างจริงจัง และเชื่อมาตลอดว่า หากอยากเปลี่ยนประเทศ เราต้องเริ่มจากการสร้าง ‘คน’ ก่อนเสมอ
Fact Box
สนั่นคิด เรื่องเล่าผ่านยุคสมัย จากสยามสู่ไทย ฉบับปกอ่อน ราคา 599 บาท และฉบับปกแข็ง ราคา 1,299 บาท ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์มูลนิธิเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี https://dharmasaktimontri.or.th/




