ผมได้ยินชื่อของอาจารย์ จรัล ดิษฐาอภิชัย มานาน แต่เพิ่งได้มีโอกาสเจอกันตัวต่อตัวไม่นานนี้ ครั้งไปเยือนปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่พำนักของ อ.จรัลในฐานะ ‘ผู้ลี้ภัย‘ ซึ่งแกบอกเสมอว่า “คงตายที่นี่ ไม่ได้กลับประเทศไทย”
ชีวิตของ อ.จรัลโลดโผน น่าสนใจ เขาอยู่ร่วมในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ โดนจับ และหนีจากการโดนจับในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มาได้ เข้าป่า เข้าร่วมปฏิวัติกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในนามของสหายแผ้ว ก่อนมาเรียนต่อที่ฝรั่งเศส กลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถูกถอดถอน เพราะไปเป็นแกนนำคนเสื้อแดง
ในวัย 60 ปีเศษๆ จรัลไปเกี่ยวข้องกับละครเวที ‘เจ้าสาวหมาป่า’ ในฐานะกรรมการจัดงาน 6 ตุลาฯ ทำให้เขาโดนตัวเลข 3 ตัว 112 ในช่วงบั้นปลายของชีวิต จรัลออกนอกประเทศทันทีที่ คสช.ยึดอำนาจ และกลายเป็นผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศสนับจากนั้น
ปีที่แล้ว ผมและคณะ The Momentum ไปเยี่ยมหา อ.จรัลในฐานะผู้ดูแลบ้าน ปรีดี พนมยงค์ ที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซื้อไว้เป็นสมบัติของชาติ อ.จรัลยังพาเราเดินชมย่านละตินควอเตอร์ และพาไปชมอาคารที่ถนน Rue de Sommerard สถานที่ที่คณะราษฎรรวมตัวกันครั้งแรก และคิดฝันว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศสยามนั้นดีกว่าเดิม ก่อนจะนั่งสนทนา จิบเบียร์ คุยกันหลายเรื่องอย่างออกรส สามารถเรียกได้เต็มปากว่าเป็น ‘มิตร’ ที่ผมเคารพคนหนึ่ง
อ.จรัลโทรมาไม่นานนี้ว่า ได้ออกหนังสือใหม่ เป็นการรวบยอดห้วงความคิดเขา เป็นบทสุดท้ายของชีวิต เพราะวันนี้อาจารย์อายุ 78 ปี ย่าง 79 ปีแล้ว
บรรทัดสุดท้ายของสหายแผ้ว เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ สามารถดาวน์โหลดฟรีได้ หากมีแอพพลิเคชัน meb หรือหากต้องการสั่งซื้อเป็นเล่มก็สามารถสั่งซื้อได้ เป็นการสรุปรวบยอดชีวิตที่ผ่านมาว่า เขาได้เรียนรู้อะไร ‘ความคิด’ ของเขามีที่มาจากไหน ไปจนถึงแนวทางการต่อสู้ที่ผ่านมาของเขาว่าได้เรียนรู้อะไร เพราะเหตุใดการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความพยายาม ‘ปฏิวัติ’ โดยประชาชนจึงไม่ประสบความสำเร็จ
บรรทัดสุดท้ายของสหายแผ้วเล่มนี้ ไม่ใช่ Memoir หรือการบันทึกชีวประวัติของเขาฉบับยาว แต่คือการพยายาม ‘ถอดบทเรียน’ แบบกระชับ เป็นหนังสือที่อ่านแล้วเหมือนมีเสียง อ.จรัลเล่าอยู่ข้างหู เพราะเขาชอบถอดบทเรียน วิเคราะห์ สังเคราะห์ปัญหาไล่ออกมาทีละข้อ ทุกครั้งว่าหาก ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ ผิดพลาดนั้น ผิดพลาดตรงไหน เพราะเหตุใด และหากจะต้องไปต่อ ต้องเตรียมพร้อมอะไร ขณะเดียวกันไฟของ อ.จรัลจะลุกโชนทุกครั้ง เมื่อเห็นการต่อสู้ของประชาชนเริ่มต้น และประสบความสำเร็จในประเทศต่างๆ เขาเอาบทเรียนของประเทศเหล่านี้มาเล่าต่อและพยายามมาปรับใช้กับประเทศไทยเสมอ
และในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่อยู่กับโลกของความเป็นจริง ไม่นานมานี้ อ.จรัลเพิ่งโทรมาเล่าว่า “อนุทิน อาจอยู่เป็นสิบปี”
อันที่จริง ปรัชญาชีวิตของ อ.จรัลไม่ได้ซับซ้อน ชีวิตเขาอยู่เพื่อ ‘เคลื่อนไหว’ ในหนังสือเล่มนี้เขาเขียนตอนหนึ่งว่า ความจริงแล้วสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าเป็นมนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ หากไม่เคลื่อนไหวจะแห้งเหี่ยว ซบเซา
“ผมเคยพูดมาหลายครั้งว่า อายุปูนนี้ ผมไม่ได้กลัวติดคุก ไม่ได้กลัวตาย สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ หยุดการเคลื่อนไหว วันไหนผมเลิกทำ จะด้วยเหตุสุขภาพหรือความคิดจิตใจ ชีวิตผมจะไม่มีความหมาย อยู่รอความตายไปวันๆ เท่านั้น
“การเคลื่อนไหวทำให้มีชีวิต สำหรับผม การเคลื่อนไหวทางความคิดการเมืองเป็นวิถีชีวิต ในวันที่สัมมนาทางวิชาการครั้งหนึ่ง เมื่อผู้นำเสนอตั้งข้อสังเกตการชุมนุมเดินขบวนใหญ่ๆ ประท้วงรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลก บางครั้ง ประชาชนเข้าร่วมเป็นแสนๆ แต่ไม่ได้ผลอะไร รัฐบาลยังอยู่ได้ ผู้นำเสนอชี้ให้ผมพูด แนะนำว่า ผมเดินขบวนมาตั้งแต่เป็นนักศึกษามาถึงปัจจุบันเกือบ 50 ปีแล้ว ผมให้คำตอบสั้นๆ ว่า การไปชุมนุมเดินขบวนเป็นวิถีชีวิตเหมือนเรากินอาหารทุกวัน และเป็นวิธีเดียวในการสำแดงอำนาจของประชาชนที่เรามีอยู่บ้าง”
ขณะที่อีกข้อคือ ‘ยิ่งอายุมาก ยิ่งต้องทำให้มาก’ ในบทท้าย จรัลบอกว่า “อายุยิ่งแก่ ยิ่งต้องต่อสู้ให้มากขึ้น เพราะอีกไม่นานจะลาโลกไป”
“ผมยังมองโลกในแง่ดี เห็นว่าโลกมนุษย์ดีขึ้นทุกวัน” อ.จรัลเขียนในหนังสือ เขาบอกว่า ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 ลัทธิคอมมิวนิสต์เสื่อมสลายในขอบเขตทั่วโลก สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตล่มสลาย ตามด้วยการลุกฮือของประชาชนขับไล่พรรคคอมมิวนิสต์ที่ปกครองในยุโรปตะวันออก ปัจจุบันเหลือประเทศสังคมนิยม 5 ประเทศ คือสาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีเหนือ เวียดนาม คิวบา และลาว ส่วนโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีก็ดีกว่าเดิมอย่างมาก หากยังมีปัญหาอยู่บ้างเช่นในสงครามรัสเซีย-ยูเครน อิสราเอลทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทำตัวเป็นจักรพรรดิ แต่โลกก็ยังมีความหวังและดีขึ้นมากกว่าสมัยที่เขายังเป็นเด็ก
ในบทท้าย อ.จรัลยังฝาก ‘พินัยกรรม’ ว่าด้วยเรื่องการต่อสู้ ไว้ 5 ประการ ประการแรกคือสรรพสิ่งทั่วโลก เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางอย่างอาจเปลี่ยนแปลงช้า ต้องรอเงื่อนไข รอเวลา รอสถานการณ์ รอยุคสมัย
ประการที่ 2 ต้องมีหรือสืบทอด ‘อุดมการณ์’ ที่สูงส่ง อุดมการณ์เป็นความใฝ่ฝัน เป็นจุดมุ่งหมาย เป็นทิศทางที่ทำให้คนมีพลังทางจิตใจในการเคลื่อนไหว ในการทำตามเป้าหมาย
ประการที่ 3 เครื่องมือสำคัญในการต่อสู้ของประชาชนคือความรู้และองค์การ เพื่อสู้กับชนชั้นปกครอง
ประการที่ 4 ต้องมีแนวทางการเมืองที่ถูกต้อง มีจุดมุ่งหมาย มียุทธศาสตร์ มีวิธีการพื้นฐาน โดยหากแนวทางถูกต้องจะทำให้ขบวนการต่อสู้ขยายตัว เติบใหญ่ และมีชัยชนะ ขณะเดียวกันยังต้องขบคิด ปรับปรุงแก้แนวทางให้ถูกต้องอยู่เสมอ
และประการสุดท้าย ต้องท่องคาถา ในทางยุทธศาสตร์ “ประชาชนชนะทุกวัน ธรรมย่อมชนะอธรรม แพ้ สู้ใหม่ จนชัยได้มา ยืนหยัดต่อสู้ต่อไปคือชัยชนะ” ในโลกนี้ไม่มีการต่อสู้ใดที่ชนะง่ายๆ หากต้องผ่านอุปสรรคขวากหนาม ถูกจำกัด ขัดขวาง ถูกปราบปรามทำลายจากผู้ปกครองหรือผู้เสียประโยชน์
สิ่งที่ผมได้จากหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่สูตรสำเร็จทางการเมือง แต่คือท่าทีต่อชีวิต ชีวิตนักปฏิวัติแบบ ‘สหายแผ้ว’
อ.จรัลคือคนที่ยืนอยู่กึ่งกลางระหว่าง ‘ความฝัน’ กับ ‘ความจริง’ เขายังเชื่อในประชาชน แต่ก็ไม่ปฏิเสธความซับซ้อนของอำนาจ และโลกของความจริง เขายังศรัทธาในอุดมการณ์ แต่ก็พร้อมทบทวนความผิดพลาดของฝ่ายตัวเอง
บางทีสิ่งที่รุ่นเราต้องเรียนรู้จากเขา ไม่ใช่วิธีปฏิวัติ แต่คือวิธี ‘ไม่ยอมตายทั้งเป็น’
ในโลกที่ความสิ้นหวังกลายเป็นเรื่องธรรมดา หนังสือเล่มเล็กนี้ชวนให้เราถามตัวเองว่า เราเคลื่อนไหวอยู่หรือไม่ หรือเราแค่รอเวลา ปรับตัว ‘อยู่เป็น’ และอยู่แบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ
ฉะนั้น ตราบใดที่เรายังคิด ยังเขียน ยังเชื่อ ยังเคลื่อนไหว ‘ความหวัง’ ก็ยังอยู่
อาจไม่มีใครได้เห็นวันที่ความฝันสมบูรณ์ แต่ทุกก้าวที่ยังเดิน คือส่วนหนึ่งของชัยชนะที่แน่นอนว่ายาวนานกว่าชีวิตเรา




