พูดชื่อ ‘อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี’ คนฟังอาจจะงง แต่ถ้าพูดชื่อ ‘จ๋าย ไททศมิตร’ ในหมู่คนฟังเพลงรุ่นใหม่ดูจะเป็นที่รู้จักมากกว่า ชายหน้าตี๋หนวดเคราเข้ม แต่แฝงด้วยบุคลิกซื่อๆ พูดชัดถ้อยชัดคำ มีสไตล์ของตัวเองชัดเจนจนกลายเป็น ‘ไอคอน’ ของเด็กรุ่นใหม่ที่ยึดถือเขาเป็นต้นแบบ และอยากดูเขากับวงไททศมิตรเล่นสดด้วยตาตัวเองสักครั้ง

แฟนเพลงต่างรู้กันดีว่า บทเพลงของไททศมิตร ‘แปลก’ และ ‘แตกต่าง’ จากยุคสมัย แค่ชื่อเพลงก็ทำเอามือใหม่หัดฟังเดาทางไม่ถูก เช่น แดงกับเขียว, Pattaya Lover, คางคก, เป็นตะลิโตน, Hello Mama, บังขายถั่ว, รจนา ฯลฯ เพลงเหล่านี้พาคนฟังดำดิ่งไปในหลายแง่มุม ตั้งแต่ความรัก ปัญหาสังคม ชีวิตวัยคะนอง ครอบครัว ปรัชญา ทั้งยังกล้าจิกกัดเสียดสีแวดวงการเมือง พูดในเรื่องที่ไม่มีใครกล้าพูด (หรืออยากพูดแต่ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นบทเพลงความยาว 3-4 นาทีได้) รวมถึงสำเนียงดนตรีหลากหลายแนว ทั้ง Pop, Soul, Country, Post Rock และ Blues เร่าร้อนและทรงพลัง

ว่ากันว่าเสียงกรีดกีตาร์ของวงนี้บาดหัวใจในบทเพลงวิพากษ์สังคม และบาดอารมณ์ในบทเพลงรัก จนถึงสำนวนการเขียนเพลงที่ใช้ภาษาถิ่นและภาษาอังกฤษผสมผสาน ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ถูกนิยามจากทางวงว่าเป็นเพลง ‘เพื่อชีวิต’ แห่งยุคสมัยปัจจุบัน 

จ๋ายในฐานะฟรอนต์แมน คือเรี่ยวแรงหลัก ทั้งปลุกปั้นวง เขียนเนื้อเพลงส่วนใหญ่ วางแนวทางดนตรี แต่เขาบอกเสมอว่าให้เครดิตน้องๆ ทุกคน หากไม่มีทีมงานเบื้องหลังก็ไม่มีไททศมิตร นั่นจึงเป็นที่มาของจำนวนนับมิตรสหายในชื่อวง   

“ตอนจะทำเพลง พ่อถามว่าจะทำเพลงแนวไหน ก็บอกพ่อว่าแนวเพื่อชีวิต พ่อถามกลับว่าชีวิตของใคร? ตอนนั้นยังคิดไม่ออกว่า เออ ชีวิตใครวะ มันก็ต้องของกูสิ เพลงกูนี่หว่า แต่พ่อบอกทันทีว่า ไม่ใช่! ถ้ามึงจะทำเพลงเพื่อชีวิต มันต้องเพื่อชีวิตคนอื่น ไม่ใช่เพื่อชีวิตของมึงเอง”

เมื่อบริบททางสังคมการเมืองในปัจจุบันมีส่วนทำให้วงไททศมิตรโด่งดัง ระหว่างการต่อสู้ของกลุ่มราษฎรกับอำนาจเก่า ปัญหาการเมืองและปัญหาที่ซ่อนเร้นในสังคม ทำให้เราต้องคุยกับจ๋ายอีกครั้งถึงบทเพลงที่เขายังไม่ได้เขียนถึง และตัวตน ความคิด ในฐานะที่เขายืนยันว่า ตัวเองคือผลผลิตที่ผิดพลาดในระบบการศึกษาไทย

ภาพจำของคุณคือนักร้องที่กล้าพูดตรงไปตรงมา แม้กับปัญหาการเมือง เนื้อแท้ตัวตนของคุณเป็นคนสุดโต่งหรือเปล่า

จริงๆ ไม่เลยนะ ผมเป็นคนเห็นปัญหาของทุกฝ่ายด้วยซ้ำ ปัญหาของสังคมตอนนี้แบ่งข้างกัน ฝั่งหนึ่งจะปฏิรูป ฝั่งหนึ่งจะรักษา ผมก็เห็นใจหมดเลย ผมก็ไม่ใช่ซ้ายสุดโต่งนะ แต่มึงไม่รักใครเลย ฝั่งซ้ายก็บอกว่าจะรักใครบางคนไม่ได้ มึงคือ ‘สลิ่ม’ แล้วจะอยู่กันยังไง

ผมเป็นแบบนี้ ผมไม่ได้สุดโต่ง มีรุ่นพี่ผมเป็นคนน่ารักมาก แล้วเป็นสายจิตอาสาเพราะมีแรงบันดาลใจจากคนคนหนึ่งให้ไปทำความดี แล้วคุณจะไปทำลายความเชื่อของเขาว่า ‘รู้ไหม ที่ทำความดีมาตลอดชีวิต เพราะมันมาจาก Propaganda เขาหลอกคุณ’ โห ชีวิตพังเลยนะ 

ผมถึงบอกว่าเรื่องการเมือง เรื่องสถาบันฯ ในประเทศเรามันเป็นเรื่องความเชื่อ ไม่ใช่เรื่องแนวคิด เหมือนเขาเชื่อเรื่องหลวงปู่ทวดอะไรอย่างนี้ มันเป็นเรื่องนั้นเลย เด็กต้องเข้าใจว่าเรากำลังแตะเรื่องอะไร มันไม่ใช่เรื่องรูปธรรม เพราะถ้ารูปธรรม แก้กฎหมายก็แก้ไป แต่นี่ไปแตะเรื่องความเชื่อคน มันเรื่องใหญ่มากนะ 

คุณเคยคิดจะเขียนเพลงที่พูดเรื่องความเชื่ออะไรแบบนี้ไหม

เขียนยาก (หัวเราะ) หนึ่งคือ ถ้าพูดผมกล้าพูด แต่พอเขียนมันใส่เมโลดี้ด้วยไง ก็เลยเอาทั้งหมดไปใส่ยาก แล้วถ้าตีความผิดก็จบเลย ถ้าเป็นเพลงมันไม่มีเวลาอธิบายต่อด้วย  

ในสายตาของคุณ เด็กยุคนี้ดูเหมือนไม่มีความกลัวเลยใช่ไหม  

อุดมการณ์ครับ ผมยอมรับเลยว่าเด็กพวกนี้ของจริง เรื่องนี้นะ ผมไปเจอไผ่ (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, แกนนำกลุ่มราษฎร) ผมดูตามัน ของจริงเลย แล้วมันทำมานานแล้ว ทำมาตลอดชีวิตเลย แล้วมันจะตายไปกับอุดมการณ์นี้

ผมไปม็อบมา เด็กๆ ตาใสแป๋วเลย ใสแป๋วถึงขนาดว่าถูกสลายการชุมนุม ตายังใสแป๋ว มันโกรธมากเลย และความโกรธนั้นผมรู้เลยว่ามันผิดหวัง มันไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำอย่างนี้ แต่ในหัวผมรู้สึกเลยนะ ว่าเขากล้าขนาดจะยิงมึงทิ้ง จะโยนศพมึงไปเผากลางถนน เขายังกล้าเลย แต่เด็กไม่รู้สึกเลยเพราะว่ามันโกรธ

ปัญหาคือพอเด็กรุ่นนี้ไม่กลัว แล้วคนรุ่นก่อนจะอยู่ร่วมกับเด็กรุ่นนี้ยังไง

เด็กมีวัตถุดิบบางอย่างที่โชคดีกว่าคนยุคเรา ตรงที่มันไม่กลัว มันกลัวน้อยกว่า นี่เป็นจุดเด่นของพวกเขาเลย แต่สิ่งที่เด็กควรให้ความสนใจคือเรื่องให้ความรู้คนมากกว่า รอหน่อย การต่อสู้ครั้งนี้มัน 10-20 ปีแน่นอน ต้องให้ความรู้คน 

การต่อสู้ที่ผมหมายถึงคือเรื่องความคิดความเชื่อนะ 10-20 ปีแน่นอน แต่เรื่องรัฐอาจจะเร็วกว่านั้น ถ้าทำถูกวิธีอาจจะเร็วกว่านั้นแน่นอน ฉะนั้นเราจะให้ความรู้คนยังไงมากกว่าว่าให้คนที่อยู่ฝั่งเราเขาตื่นจริงๆ ที่ผ่านมาบางคนอาจจะไม่ได้ตื่นจริงๆ หรอก อาจจะแค่ตามกระแส ตามเพื่อน ตามโน่นตามนี่ เราจะสร้างความเข้าใจให้เขายังไงว่านี่คือสิ่งที่ถูก นั่นคือสิ่งที่ผิด 

หลายปัญหาที่เราพูดถึงมันถูกหมกอยู่ใต้พรม และไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่สังคมไทยไม่อยากคุยเรื่องความขัดแย้งหรือเปล่า 

เพราะไม่อยากทะเลาะเลยบอกว่าไม่มีปัญหา แต่ในโครงสร้างซับซ้อนของสังคมไทย ผมเคยตั้งคำถามว่า มันถูกดีไซน์ไว้หรือเปล่าวะ คนดีไซน์วางแผนไว้แล้วมันต้องเก่งมากเลย ที่ทำให้บ่นแล้วยังมีกินอยู่ เก็ตไหม คือไม่ให้กูจมดิน ถ้ากูจมดินมึงเจอกูแน่ แต่แบบ อย่างโควิดเนี่ย เรายังไม่อดตาย เมืองนอกนี่ไม่มีกินคืออดตายเลยนะ

ของเราตบหัวแล้วลูบหลัง

เออ ของเรานี่แบบว่า เป็นพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดก็ยังไม่อดตาย เออ ขอทานไม่ตายเว้ยประเทศเรา 

หมายถึงว่าเขาเลี้ยงเป็น รัฐรู้ว่าดึงยังไงไม่ให้ขาด ตึงแต่ไม่ขาด ทำนองนี้ไหม 

มันใช้แผนพวกนี้ พี่ต้น Dezember เพิ่งอัพสเตตัสว่า “เขาสอนให้เราอยู่กับความจน แล้วสำเหนียกถึงความจนเวลาเขาโยนให้” มึงห้ามขึ้นมา มึงอยู่ตรงนั้นแหละ กูโยนให้ ไม่ให้มึงตาย ให้รอดไปเรื่อยๆ กูยืนดูอยู่อย่างนี้แหละ ไม่ให้อดตาย โยนให้กิน ให้สำเหนียกกับความจนไว้ บ้านเราเป็นแบบนั้น

มีปัญหาอะไรอีกที่ยังไม่ถูกพูดถึง อยากน้อยก็ในบทเพลงของเรา

โห เยอะมากๆ มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากสร้างความเข้าใจมากๆ เลย คือแนวคิดเรื่อง romanticize 

สมมติเราดูบางรายการ เขาน่าสงสารจังเลย ทุกคนควรช่วยเขา ในเชิงปฏิบัติมันถูกต้อง เราควรอยากช่วยคนอะไรแบบนี้ แต่เรื่องของระบบมันผิด มันผิดตรงที่ว่า บ้านเมืองทุกอย่างมันดีกว่านี้ได้ถ้าทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้

บางรายการจะเห็นว่ามีคนแก่หรือเด็กเดินเก็บของเก่าตามกองขยะแล้วเอามาประดิษฐ์ โห เก่งจังเลย แต่ถ้าการศึกษาดี ถ้าโครงสร้างสังคมดี เด็กที่ประดิษฐ์เก่งๆ ที่ฉลาดถึงขั้นเก็บสิ่งของเหลือใช้มาทำสิ่งประดิษฐ์ มันคงไปเป็นนักวิทยาศาสตร์แล้ว ถ้าโตมา มีความรู้ เขาจะเป็นใครวะ เราไม่รู้หรอก เราอาจจะพลาดการสร้างนักวิทยาศาสตร์อันดับต้นๆ ของโลกไปก็ได้ หรืออาจจะพลาดการสร้างศิลปินระดับโลกเหมือน ไมเคิล แจ็กสัน เหมือน เดอะ บีเทิลส์ เพราะว่าเราไม่ได้สนับสนุนเขา เราไม่ได้ผลักดันเด็กๆ เหล่านี้

ผมเชื่อเหลือเกินว่า ด้วยโครโมโซม ความคิด ความรู้ ปัจจัยต่างๆ ของคนไทย เราไม่ได้น้อยหน้าคนอื่น เราไม่ใช่ประเทศโลกที่สามอย่างที่ใครเข้าใจ เพราะมันมีคนไทยอยู่ทั่วโลก ใน NASA ก็มี หรืออย่าง Blackpink งี้ คนไทยมันเก่งมาก เรามีศักยภาพที่สามารถสู้คนอื่นได้ แต่ไม่ถูกผลักดัน แล้วก็มา romanticize กันว่า ‘น่าสงสารจังเลย’ ‘ช่วยๆ กันนะทุกคน’ อะไรแบบนี้

ไม่อย่างนั้นรายการประเภทวงเวียนชีวิตจะดังเหรอ

เมื่อก่อนผมก็อินนะกับรายการแบบนี้ แต่พอโตขึ้นมาเห็นบ่อยๆ แล้วรู้สึกหงุดหงิดทุกที มันเป็นการเล่าเรื่องที่ตอกย้ำปม แล้วเราก็เป็นส่วนหนึ่ง ถ้าเราดูแล้วเรารู้สึกแบบว่า ‘ดีจังเลย’ วนเวียนซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่ได้แก้ไขอะไร

หมายถึงรู้สึกกระทบกระเทือนจิตใจแต่เพิกเฉย มันก็ไม่เกิดผลลัพธ์ใช่ไหม

เอาแบบนี้ เหมือนผมต่อยคุณ แล้วผมมาเช็ดแผลให้คุณ คุณรู้ว่าผมต่อยนะ แต่สนใจแค่ตอนผมเช็ดแผล ‘อุ๊ย ดีจังเลย เขาดีกันแล้ว’ แต่ตอนต่อยนั้นลืมไปแล้ว ลืมไปเลยว่าต้นเหตุมาจากไหน มันจะไม่ต้องมาเช็ดแผลเลย ถ้าไม่เริ่มต่อยกัน

 

มุมไหนในเรื่องการศึกษาไทย ที่คุณมองว่ามันควรจะต้องพูดกันให้ชัดๆ ตรงไปตรงมา

ในความคิดผม ผมมองว่าระบบการศึกษามันห่วย ห่วยมากๆ ผมเป็นผลผลิตที่ผิดพลาดของการศึกษาไทย ผมถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กโง่ เด็กเกเร เด็กไม่เรียนหนังสือ เด็กเรียนไม่ดีมาตลอด

เพราะอะไร

เพราะว่าผมไม่ชอบเรียน ผมเลยรู้สึกว่าผมเป็น ‘เจ้าหนูจำไม’ (ตัวละครการ์ตูนชื่อดังที่ช่างสงสัยและชอบตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ) ผมต้องรู้ว่าผมทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร เวลาเรียนผมจะถูกอาจารย์กับเพื่อนมองว่าเป็นตัวประหลาด เพราะผมถามบ่อย บางทีเพื่อนเบื่อเพราะเพื่อนอยากพัก อาจารย์บางทีก็สอนๆ ไป ตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เวลาถามปุ๊บ เขาก็คิดว่าเราถามกวนเขา ทั้งที่เราแค่อยากรู้จริงๆ 

ระบอบการศึกษาไทยไม่ชอบให้เด็กตั้งคำถามด้วยหรือเปล่า

ใช่ พอถามบ่อยๆ ก็กลายเป็นตัวประหลาด แล้วพอเราไม่อยากเป็นตัวประหลาด เราก็ถอยออก บางวิชาก็ไม่รู้ว่าจะเรียนทำไม แต่ผมก็มีกระบวนการเอาชนะระบอบการศึกษาไทยในแบบของผม

อย่างเช่น โรงเรียนที่ผมเรียนมันไม่มีไล่ออก ถ้าไม่มีเรื่องกัน ดังนั้นวิธีการของผมคือ โอเค คุณตกลงกับผมเท่านี้ใช่ไหม ได้ งั้นผมไม่ไปเรียนเลย ผมเอาเวลาเรียนไปทำอย่างอื่น ไปเรียนในสิ่งที่ผมอยากเรียน ไปอ่านหนังสือ ไปเที่ยว แล้วผมก็ค่อยมาแก้ ร. แก้ศูนย์ สุดท้ายผมก็ผ่าน

แล้วเขาไม่ไล่ออก

ไม่ไล่ออก ก็เรียนจบ พอเรียนจบปุ๊บ ผมก็เข้า ม.เอกชนอะไรอย่างนี้ แต่มันก็พลาดไปว่า เราจ่ายค่าเทอมไปแล้ว ควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เราควรจะเลือกได้ แล้วควรจะมีคนที่มีความรู้มาให้ความรู้เราหรือเปล่าวะ มันก็เลยอยากเขียนเรื่องนี้ ผมว่าเป็นสิ่งที่หลายคนโดนไม่ว่ายุคไหน สิบยี่สิบปีผ่านมาก็ยังโดนอยู่ ระบบการศึกษามันไม่ถูกเปลี่ยนสักที บางวิชามีไว้ทำไมวะ 

คนที่ไม่ชอบห้องเรียนดูเหมือนจะกลายเป็นคนที่ไม่มีอนาคตสำหรับคนในระบบการศึกษาหรือสังคมนี้ แต่คุณพร้อมเอาตัวเองไปทดลอง และกลายมาเป็นตัวตนอย่างในปัจจุบันได้ยังไง

ใช่ เพราะว่าในมหาวิทยาลัยผมประสบความสำเร็จเรื่องเรียนเลยนะ อยู่ระดับต้นๆ ของนักศึกษาในภาควิชาเลย ได้เกรดเอเกือบทุกวิชา 

แล้วช่วงประถมและมัธยมเป็นยังไง

ได้เกรด 1 หรือ 0 อะไรทำนองนี้ แล้วเขาก็ตราหน้าว่าเราทำไม่ได้หรอก เราไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งผมรับผิดชอบในสิ่งที่ควรรับผิดชอบไง (หัวเราะ) แต่สิ่งที่เขายัดเยียดผมไม่เอาไง 

มีเด็กเยอะมากที่ติดอยู่ในระบบแบบนี้

ใช่ มีเยอะมาก แล้วเป็นเด็กที่ไม่แข็งแรงพอ เขาจะถูกสังคมหรือโรงเรียนหลอกว่าเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ ว่ามึงคือเด็กเกเร มึงจะกลายเป็นเด็กเกเร กูเป็นเด็กโง่ กูไม่ชอบเรียน ทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่เขาไม่ชอบเรียน แต่เขาไม่ชอบเรียนในระบบการศึกษา แต่ถ้าเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาจะตั้งใจ และเรียนได้ แต่ระบบการศึกษามันไปบล็อก ไปหลอกว่าเขาเรียนไม่ได้ คณิตศาสตร์ อังกฤษ มึงเรียนไม่ได้หรอก 

ฟังดูเหมือนไม่มีทางเลือกเลย

นี่แค่เด็กในเมืองที่เป็นระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานนะ ยังไม่พูดถึงเด็กต่างจังหวัด เด็กบนภูเขา

 

เด็กสมัยนี้บอกไม่ชอบเรื่องเครียด แต่คุณทำเพลงเพื่อชีวิตที่บอกเล่าปัญหาสังคม เศรษฐกิจ โครงสร้างอะไรเยอะแยะไปหมด มันจะไปเข้าถึงเด็กหรือแฟนเพลงอย่างไร

ผมไม่รู้ว่าที่เขาบอกว่าเด็กไม่ชอบเรื่องเครียดๆ จริงหรือเปล่า แต่ผมว่าเด็กชอบเรื่องจริงจังหรือเรื่องวิชาการมากขึ้น ปัจจุบันที่บอกว่าคนไทยอ่านหนังสือไม่ถึง 8 บรรทัด ผมว่าวันนี้ไม่จริงร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว เด็กๆ ชอบอ่าน เริ่มสนใจคอนเทนต์ที่ต้องใช้เวลาดูหรือศึกษามากขึ้น เรื่องที่ผิวเผินอาจจะน้อยลงแล้ว เรื่องวิชาการอาจจะมากขึ้น

ยิ่งเด็กมัธยม แต่ละคนอาจจะมีข้อมูลมากกว่าเด็กมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ พูดถึงยุคนี้นะ แล้วยิ่งเพลงที่เขียนไปแล้วมันได้รับกระแสตอบรับจากน้องๆ เด็กๆ มันยิ่งสร้างความมั่นใจว่าไม่ใช่แล้ว ที่เราเข้าใจว่าเด็กไม่ชอบเรื่องจริงจัง ชอบแต่เรื่องตลก เรื่องสนุก นี่มันไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

แฟนเพลงของไททศมิตร กลุ่มใหญ่ที่สุดคือใคร 

กลุ่มใหญ่ที่สุดก็น่าจะเป็นวัยรุ่นช่วงมหาวิทยาลัย ปี 1-2 แต่จริงๆ มันมีทุกช่วงแหละ คละๆ กัน พ่อแม่พาลูกมาดูยังมีเลย เด็กๆ มัธยมต้น ประถมก็มี

แต่เห็นอาชีวะกลุ่มใหญ่เหมือนกันนะ

อาชีวะกลุ่มใหญ่ครับ อาจจะเป็นพื้นฐาน เขาอาจจะโตมากับเพลงแบบนั้น แล้วนี่คือสิ่งที่ผมตั้งใจเลย เพราะว่ารุ่นน้องอาชีวะผมเยอะ มันแปลกตรงที่ว่า เขาฟังพี่ปู (พงษ์สิทธิ์ คำภีร์) กับคาราบาว แต่ถ้าวัดไทม์ไลน์จริงๆ แล้วเขาโตไม่ทัน เขาพูดเรื่องพระแก้วมรกต พระนารายณ์ หรือไปขายตัวอยู่สุไหงโกลก ปัญหาตกเขียว นางงามตู้กระจก มันไม่เหมือนยุคนี้แล้ว เพราะยุคนี้มันเป็นไซด์ไลน์ ไม่เหมือนยุคนั้น เขาโตไม่ทัน แต่เขายังฟังเพลงพี่ๆ คาราบาวกับน้าปู

ทำไมเด็กอาชีวะยังฟังเพลงเหล่านี้

เพราะมันไม่มีตัวตายตัวแทน คือเขาอยากฟังเพลงเพื่อชีวิต เขาชอบดนตรีแบบนี้ เขาชอบการนำเสนอแบบนี้ แต่การนำเสนอแบบนั้นในยุคนี้มันไม่มี การที่พูดถึงเรื่องของเขา ชีวิตเขาในยุคที่เขาเกิดมันไม่มี พอไททศมิตรมา เขาก็รู้สึกว่าเจอวงที่พูดถึงเขาแล้ว อะไรแบบนี้

แต่ไททศมิตรมาในยุคที่เพลงวัยรุ่นจะนิยมแนวฮิปฮอป แนวแร็ป สื่อสารง่ายๆ ด้วยภาษาไม่ซับซ้อน หรือเน้นการนำเสนอ ไม่ได้เน้นตัวเนื้อหา แล้วพอเรามาในยุคแบบนี้ มองเห็นพื้นที่ตัวเองได้ยังไง

ถ้าในเรื่องของความเชื่อ ผมเชื่ออย่างสุดหัวใจว่ามันไปได้ ไม่ได้คิดว่าจะดังขนาดนี้ แต่คิดว่าไปได้ แต่ถ้าในเรื่องของการตลาด ในการวางแผน ผมว่าต้องตอนนี้เท่านั้น ถ้าทำช้ากว่านี้อาจจะไม่สำเร็จ

ถ้าวิเคราะห์ง่ายๆ คือมันเป็นยุคที่ฮิปฮอปดังมาก ไม่มีวงอื่น หรือวงร็อกวงอื่นมาแย่งชิงพื้นที่นี้ได้เลย เพราะเราคุ้นชินกับร็อก คุ้นชินกับวงเก่าๆ แล้ว ไม่มีวงใหม่พุ่งขึ้นมาในกระแส มันไม่เกิดขึ้นมาเป็นหลักสิบปีแล้ว บวกกับเรื่องของสังคม ที่ไม่ใช่เรื่องตลาดดนตรี เรื่องการเมือง มันก็เป็นปัจจัยที่ไททศมิตรไปได้ แค่ประเด็นใหญ่ๆ สองอันนี้ก็โอเคแล้ว การทำให้ได้แสนวิวไม่ใช่เรื่องยากแล้ว เราคิดแค่นั้น บวกกับสื่อที่ตึกแกรมมี่กับค่ายเพลงช่วยทำให้ไปถึงคนหมู่มาก มันก็ยิ่งไปไกลอีก 

แกรมมี่เองตอนติดต่อมาแสดงว่าเขาคงมองเห็นอะไรบางอย่าง แล้วได้คุยกันไหมว่าแนวนี้มันไปได้

ผมคุยกับพี่โอม (นักร้องนำวง Cocktail และผู้บริหารค่าย Gene Lab เครือแกรมมี่) พี่โอมติดต่อมา เขาคิดว่าจังหวะมันได้ เคมีมันได้ ทุกอย่างมันได้ ทำให้ทุกอย่างในวงนี้มันไปได้ 

สิ่งที่ยากคือการพิสูจน์มากกว่าว่าเพลงแบบนี้ วงแบบนี้ จะยืนระยะได้นานแค่ไหน

แต่ก็มาเจอโควิด-19 ไททศมิตรกระทบเยอะแค่ไหน 

เยอะเลย เต็มๆ 

วงไททศมิตรเน้นเล่นสดด้วย 

ใช่ จริงๆ จะปล่อยอัลบั้มแหละ ตอนนี้คอนเทนต์อะไรปล่อยไปเหมือนปล่อยฟรี แล้วอีกอย่างคือ เราวางแผนไม่ได้ว่าจะปล่อยซิงเกิลแรกของอัลบั้มที่สองเดือนไหน มันวางแผนไม่ได้เลย เพราะไม่รู้ว่าจะกลับมาปกติเมื่อไหร่ 

แล้วทำอย่างไรในชีวิตประจำวันหลังเจอปัญหาล็อกดาวน์ 

โชคคีคือที่ผ่านมาเราทำงานหนักมากมาตลอดทั้งปี มีเงินเก็บก้อนเล็กๆ พอที่จะอยู่ได้ในช่วงแรก ก็พยายามอุ้มทีมงานทุกคนให้ไปด้วยกันได้ 

ก็เลยใช้เวลาเขียนเพลง

ทำเพลง เขียนเพลง ทำอัลบั้มที่สองเก็บไว้

ถ้าเกิดโควิด-19 ลามไปจนไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ และกระทบกับการเล่นสดต่างๆ ในอนาคต ศิลปินต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่ได้

อันนี้ผมไม่มั่นใจว่าแพลตฟอร์มต่างๆ มันจะเปลี่ยนหรือเปล่า เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่เราเห็นมันเปลี่ยนชัด ซึ่งมันไม่ใช่แค่วงการดนตรีหรอก อย่างเช่น วงการภาพยนตร์ คนติดเน็ตฟลิกซ์มาก ติดการดูหนังออนไลน์ไปแล้ว โรงหนังนี่แทบจะไม่มีคนเลย ไม่รู้ว่าถ้าเปิดมา โรงหนังจะกลับมาบูมไหม คนจะไม่เข้าโรงหนังแล้ว หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตไปเลยหรือเปล่า อย่างเรื่องกินอาหาร บางคนอาจจะชินกับการสั่งกิน ไม่กินที่ร้านแล้ว มันเปลี่ยนวิถีชีวิตไปเลย

หนังมันดูที่บ้านได้ อาหารก็กินที่บ้านได้ แต่วงดนตรีบางวง ฟังที่บ้านไม่เหมือนได้ดูสดๆ 

อันนี้อาจเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้การแสดงสดยังมีอยู่ ไม่ว่าจะยุคไหนก็ตาม คือมันต้องมาดูสดๆ ถึงบางคนจะเปลี่ยนแพลตฟอร์มมาดูออนไลน์แล้ว ก็ยังเห็นว่าผลกระทบมันต่างกันเยอะ นี่คือเสน่ห์ของวงดนตรี การแสดงมันต้องดูกันสดๆ ผมว่ามันยังต้องมีอยู่เหมือนเดิมแหละ 

อัลบั้มที่สองเป็นอย่างไร

เนื้อหาเน้นไปในจุดที่เราไม่เคยนำเสนอ ถ้าเป็นเรื่องดนตรี ผมอยากให้รอเซอร์ไพรส์ มีเซอร์ไพรส์แน่นอน ให้เดาว่าวงผมจะไปในทางดนตรีแบบไหน ไปเพื่อชีวิตจ๋าๆ ไหม หรือจะร็อกหนักๆ จะว้ากไหม หรือจะไปลูกทุ่ง สามช่า อยากให้เดากัน 

ส่วนโปรเจ็กต์หลักก็คืออัลบั้มของทางแกรมมี่ แกรมมี่ก็น่ารักมากที่ให้พื้นที่เราทำโปรเจ็กต์แยก แบบทำเองปล่อยเองในช่องของเราเอง เพลงที่เกี่ยวกับการเมืองเข้มข้นก็ไปอยู่ในช่องนั้น ตอนนี้คุยกันว่า อาจจะทำ Live Session เพราะว่าเพลงที่เขียนมีเยอะมาก เราทำมาสเตอร์ไม่ทัน ก็อาจจะคัดมาทำเป็น Live เป็นคลิปแทน แต่ถ้ากระแสมาก็อาจจะไปอยู่ในอัลบั้ม 

แสดงว่าที่จะพูดถึงการเมืองจัดๆ ก็ยังมีอยู่ แต่ปล่อยในช่องทางส่วนตัว

ใช่ ยังมีอยู่

 

เวลาเล่นเพลงเดือดๆ มีแฟนเพลงตีกันไหม

มีบ้าง แต่น้อยกว่าที่คิด

ไม่ได้ร้องเพลง แดงกับเขียว แต่ก็ยังมีตีกันเนี่ยนะ 

ตีเพลงอื่น มันไปตีกันในเพลง Hello Mama เฉยเลย (หัวเราะ) ตีกันในระหว่างทัวร์มีสองครั้ง ที่กำแพงเพชรกับอุดรธานี ถือว่าน้อยกว่าที่เราคิดเยอะเลย

ยังมีเนื้อหาเพลงแบบไหนที่เราอยากสื่อสารกับแฟนเพลง

มีหลายเพลงที่เขียนไว้แล้วยังไม่ออกตอนนี้ เพราะมันโตไป เช่นเพลงที่เกี่ยวกับศาสนา เพลงจะคล้ายๆ กับทะเลใจ (เพลงดังของวงคาราบาว) 

ในมุมศาสนา แบบไหนที่คุณต้องการจะเล่า 

ผมจะหยิบคำมา อย่างเช่นคำว่า ‘อโหสิกรรม’ เราลองใช้กับเพลงรักดูซิว่า อโหสิกรรมให้กันและกัน อโหสิกรรมให้กับความรักของเรา แบบคำว่า ‘อภัย’ นั่นแหละ แต่เราใช้คำว่าอโหสิกรรม หรือหยิบเรื่องศีล เรื่องสติมา หรืออธิบายวัฏสงสาร 

คนรุ่นใหม่อาจมองว่ามันเป็นเรื่องเหนือจริง ซึ่งจริงๆ แล้วในทางพุทธเหมือนเป็นนัยแฝง เหมือนเล่านิทานให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น การเวียนว่ายตายเกิดเหมือนเวลาเราทำเรื่องเดิมซ้ำๆ ไม่เรียนรู้สักที ปีนขึ้นไปแล้วตกลงมา ปีนขึ้นไปอีกก็ตกลงมาอีกอยู่อย่างนี้ 

แสดงว่าคุณสนใจศาสนา

ผมนับถือพุทธจ๋ามากเลย แต่เป็นเรื่องพุทธปรัชญา เริ่มต้นจากหนังสือ ‘ตัวกู ของกู’ ของท่านพุทธทาส แล้วก็เริ่มศึกษาด้วยตัวเอง ผมไม่ได้แตกฉานแบบรู้กว้าง แต่เวลาอ่านเจออะไรที่อยากรู้ เช่น นิพพานคืออะไร ก็หาด้วยตัวเอง ในภาพใหญ่มันใหญ่มากสำหรับเรื่องนิพพาน แต่สำหรับตัวผมเอง นิพพานสำหรับผมมันก็อันนี้แหละ อย่างเช่น คำว่าสติ ศีล ผมก็สักติดตัว คนอย่างผมมันต้องมีคำนี้ติดตัว

คนอื่นสักรูปพ่อกับแม่ที่ไหล่ แต่คุณสักคำว่า ‘สติ’ กับ ‘ศีล’ 

ใช่ ต้องติดตัว สตินี่สำคัญมาก นี่คำว่า อนัตตา (เปิดให้ดูบริเวณหน้าอกใกล้คอ) ตรงนี้สักตอนยังไม่เป็นนักร้อง เพื่อย้ำตัวเองตอนเป็นนักแสดงว่าต้องมีสติ ต้องมีศีล ศีลต้องมีทุกคน หรืออาจจะมีอยู่แล้วแต่ไม่รู้ว่ามันคือศีล เช่น พี่น้องเรา เพื่อนผู้หญิง เราจะไม่ยุ่ง นั่นคือศีลแล้วนะ ผมจะไม่โกงใคร หรือไม่โกหกใคร นั่นคือศีลแล้ว นั่นคือหลักปฏิบัติ

แนวคิดของผมคือ ถ้าผมทำอันนี้แล้วชีวิตไม่พัง ก็ทำ แค่นั้นเลย บางคนดื่มเหล้าแล้วชีวิตเขาไม่พัง ดื่มแล้วไม่เมา คือเหล้าไม่ได้กินเขา ผมก็มองว่ามันไม่ได้ผิดศีลห้านะ สำหรับผมมองว่า ถ้าผมดื่มเหล้าแล้วเมาแต่สูบกัญชาไม่เมา ผมก็สูบกัญชา ถ้าสูบกัญชาแล้วชีวิตผมไม่พัง ผมก็ไม่ได้ผิดศีล แต่บางคนอาจจะสูบกัญชาไม่ได้ ดื่มเหล้าได้อย่างเดียว บางคนกินใบกระท่อม กินโน่นกินนี่แล้วชีวิตไม่พัง มันก็ไม่ผิดศีล เพราะศีลมันแปลว่า ‘ปกติ’ ถ้าตราบใดชีวิตยังปกติ มันก็ไม่ผิด

อันนี้คือมุมมองที่เป็นบรรทัดฐานของเราหรือเปล่า

ใช่ ของเรา ส่วนคนอื่นก็เรื่องของเขา ฉะนั้นศีลที่ผมนับถือมันไม่ใช่แค่ศีลห้าแล้ว มันเป็นหลักปฏิบัติที่ผมใช้ชีวิตทดลองว่า ชีวิตของจ๋ายจะเป็นแบบนี้นะ อันนี้อย่าทำนะจ๋าย เพราะเคยทำแล้วมันจะไม่ดี อย่าไปทำ ก็ค่อยๆ ดีไซน์ไป 

คุณชอบอ่านหนังสือไหม

อ่าน อ่านเยอะมาก

แนวไหนที่ชอบอ่าน

ประวัติศาสตร์ วรรณกรรมก็อ่าน ส่วนใหญ่เล่มที่พวกสายเพื่อชีวิตอ่านกัน พวกปรัชญาอะไรแบบนี้ ผมไม่ได้อ่าน ผมจะอ่านพวกวรรณกรรมสมัยใหม่ ชอบอ่านพวกบทละครเวที

มีนักเขียนในดวงใจไหม

เรื่องหนึ่งที่ชอบมากคือวรรณกรรมปรัชญาชีวิตของ วิลเลียม เบลก (William Blake) ชอบเพราะว่าเราทำธีสิสเรื่องนี้ด้วย

แล้ววรรณกรรมไทยล่ะได้ติดตามไหม

วรรณกรรมไทยอ่านน้อยครับ นี่รุ่นพี่เพิ่งแนะนำมา แต่ไม่เคยอ่านเลย เรื่อง พันธุ์หมาบ้า เพิ่งดูหนังเก่าไป ว่าจะลองอ่านดู แต่ก่อนหน้านั้น ตอนผมทำละครเวทีก็จะเจอวรรณกรรมไทยบ้างอยู่แล้ว อย่าง คำพิพากษา ก็เจอบ้าง

เมื่อก่อนผมไม่ชอบอ่านหนังสือเลย เพราะระบอบการศึกษาหลอกไงว่าเราโง่ แต่พอมาทำละครนี่ไม่ได้เลย เราต้องอ่าน ก็เลยคุ้นชินกับการอ่าน

ได้ภาษามาเขียนเพลงด้วยใช่ไหม

ได้บ้าง งูๆ ปลาๆ แต่ภาษาอังกฤษนี่เป็นปมของผมเลย เป็นปัญหาของระบบการศึกษาเหมือนกัน ผมไม่เคยถูกกับครูภาษาอังกฤษทุกยุคทุกสมัยเลย

ที่จำได้แม่น สิ่งที่ผมโดนคือผมไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษตอนเด็ก แล้วครูให้ขึ้นอ่านภาษาอังกฤษ คำว่า Study ผมอ่านว่า สะตูดี้ เพราะมันเป็นตัว U เราก็ไม่รู้ ครูก็ขำ เพื่อนก็ขำ แล้วไม่แก้ให้เรา ผมไม่ไปเรียนอีกเลย ผมอาย ตอนเป็นเด็กไม่รู้จะรับมือยังไง ผมไม่อยากอายก็ต้องต่อต้าน ผมมาได้ภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ จริงๆ ตอนที่ภาควิชามีแลกเปลี่ยนเอานักศึกษาต่างชาติมาเรียน แล้วก็สนิทกัน แต่พอต่างชาติมาคุย เราก็รู้สึกว่า ไอ้ห่า ไม่เห็นจริงจังเหมือนตอนกูเรียนเลย เขาก็พยายามเข้าใจเรา ถ้าเราไม่เข้าใจเขาก็แก้ไขให้ มนุษย์มันคุยกันได้

ระบบการศึกษาไทยไม่ให้พื้นที่ความผิดพลาดหรือเปล่า

ใช่ เพื่อนฝรั่งผมเยอะมากเลย ตลกมาก ทั้งที่ปัจจุบันนี้ผมยังพูดได้น้อยมาก

 

 

อยากเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มไหม

อยาก อยากเอาชนะตัวเองเรื่องนี้

เผื่อได้ทำเพลงภาษาอังกฤษเต็มๆ สักเพลง

คิดอยู่ แต่ไม่รีบ เพราะว่าเป้าของเรายังแค่เมืองไทยก่อน เรายังสามารถพูดกับคนไทยได้อีกเยอะ แล้วที่ยังพูดไม่ถึงก็อีกเยอะ ตราบใดที่ยังพูดกับคนไทยไม่ทั่วก็ยังไม่ต้องไปพูดกับชาวโลก เพราะว่าเมื่อไหร่ที่ผมพูดกับชาวโลก มันไม่ใช่ภาษาไทยแล้ว ไม่ใช่แนวคิดแบบไทยแล้ว แฟนเพลงไทยอาจจะงง ถ้าเราตัดสินใจทำกลางคัน เราอาจจะสลัดแฟนเพลงไทยกลางคันเลย

แสดงว่าคุณมองเป้าหมายเป็นหลัก จึงพยายามสื่อสารให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เอาเรื่องยากๆ มาสื่อสารง่ายๆ 

ใช่ ตอนเริ่มต้นทำ เราอาจจะมองตัวเองเป็นหลัก นำเสนอความเป็นตัวเองเป็นหลักเลย แต่หลักคิดของผมที่ใช้คุยกันกับวงคือ มองแฟนเพลงเป็นหลัก ถ้าคุณจะเป็นศิลปินที่ทำเพื่อคนอื่น หรือจะให้เขามากดไลก์ กดแชร์เพลงคุณ ชอบเพลงคุณ คุณต้องทำในสิ่งที่เขาอยากฟัง แต่วงเล็บนะ ต่อให้คุณพยายามทำเพื่อคนอื่นแค่ไหน มันก็เป็นแบบคุณอยู่ดี ผมไม่มีทางทำเพื่อคุณในแบบที่คุณทำได้ ผมไม่ถนัด ผมไม่มีรสนิยมแบบนั้น

Fact Box

  • วงไททศมิตรอาจจะดังเป็นพลุแตกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่จ๋ายเคยเปิดช่อง YouTube ของตัวเองในชื่อจริง ‘อิชณน์กร พึ่งเกียรติ์รัศมี’ ปล่อยคลิปเล่นกีตาร์ร้องเพลงมาตั้งแต่ 7 ปีก่อนแล้ว 
  • จ๋ายมีรอยสักชื่อ ‘กิตติ’ ที่ข้อมือซ้าย เป็นชื่อของรุ่นพี่ที่เขาเคารพนับถือซึ่งเป็นเพศทางเลือก เกิดจากปมในอดีตที่เขาเคยโดน บูลลีหนักๆ ตอนเรียนประถมถึงมัธยมต้นว่าเป็น ‘ตุ๊ด’ ทั้งยังโดนแกล้งสารพัดเพียงแค่มีรูปร่างเล็ก หน้าจีนๆ ผิวขาว ทำให้เขามีอคติกับเพศทางเลือกนับแต่นั้น กระทั่งได้มารู้จักกับรุ่นพี่คนนี้และเปลี่ยนความคิดของเขาไปจนหมดสิ้น ทั้งยังมีส่วนผลักดันความฝันให้จ๋ายกลายเป็นตัวตนอย่างที่เป็นเช่นทุกวันนี้
Tags: , ,