มันคงเป็นการยากที่เราจะข้ามเดือน 6 หรือ Pride Month ไปแบบเฉยๆ โดยไม่เขียนอะไรที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเพศ (ทั้งที่จริงๆ มันก็ทำได้น่ะนะ) ทว่าช่วงที่ผ่านมาวุ่นวายอยู่กับงานส่วนตัวที่ตั้งใจจะปั่นให้เสร็จ เลยแอบมีภาวะคิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี แต่ก็เหมือนพระเจ้าจับยัดใส่มือ ผมเคยไปเที่ยววัดหนึ่งในอินเดียนี่แหละ จึงได้พบกับประติมากรรมหล่อโลหะของเทพท้องถิ่นของทางรัฐเกรละโดยบังเอิญ ประจวบกับเมื่อไม่กี่วันก่อน เลื่อนอ่านข่าวสารต่างๆ บนหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย ก็พบเข้ากับคอนเทนต์ที่พูดถึงเรื่องเทพกลายร่างชายเป็นหญิง และหญิงเป็นชาย อะไรทำนองนี้ นั่นแหละครับอย่างที่บอก มันเหมือนเทพท่านดลใจ ผมเลยจะหยิบเอาเทพท้องถิ่นองค์นั้นขึ้นมาชวนคุย เพราะเทวตำนานของท่านก็นับว่าเป็นที่น่าฮือฮาทีเดียว 

โอเค เข้าเรื่อง!

สวามีอัยยัปปา บุตรของพระศิวะ อันเกิดแต่พระวิษณุ

รูปเคารพสวามีอัยยัปปา จากวัดตัลภาณเฑศวร พาราณสี (อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

ทุกท่านอ่านไม่ผิดหรอกครับ ‘บุตรของพระศิวะ อันเกิดแต่พระวิษณุ’ คืออย่างนี้ ในรัฐเกรละ รัฐเล็กๆ ทางตอนใต้ของอินเดีย ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับรัฐทมิฬนาฑู มีตำนานเล่าถึงเทพท้องถิ่นองค์หนึ่ง ชื่อ ‘สวามีอัยยัปปา หรือ ยัปปัน’ ท่านเป็นเทพที่ได้รับการนับถืออย่างแพร่หลายในรัฐนี้ รวมถึงรัฐข้างเคียงด้วย 

วัดสำคัญของท่านอยู่ที่สาบารีมาลา (Sabarimala) ซึ่งก็มีเรื่องน่าสนใจจะกล่าวถึง เช่น การที่วัดแห่งนี้มีประเด็นขึ้นโรงขึ้นศาล และไม่ใช่ศาลเล็กๆ แต่เป็น ‘ศาลสูง’ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะเรื่องที่เราจะคุยกันนั้น เน้นไปที่ตัวตำนานการกำเนิดของเทพประธานเป็นหลัก

บ้างรู้จักด้วยชื่อ ‘ธรรมศาสถะ’ (Dharmasastha) บ้างเรียกว่า ‘มณีกัณฐา’ (Manikantha) หรือ ‘หริหระปุตระ’ (Hariharaputra) ตามคัมภีร์อย่างภาควตปุราณะ เล่าว่า ท่านเป็นบุตรของพระวิษณุและพระศิวะ ตามชื่อหริหระปุตระ อันแปลว่า ลูกของพระหริ (วิษณุ) และพระหระ (ศิวะ) โดยคัมภีร์เล่าว่า เมื่อครั้งกวนเกษียรสมุทร พระวิษณุแปลงกายเป็นหญิงงาม นามว่า ‘โมหินี’ เพื่อล่อลวงบรรดาอสูรให้หลงลืมการดื่มน้ำอมฤต เปิดทางให้เหล่าเทพได้ดื่มกันก่อน ความงามของโมหินีนั้นว่ากันว่า ไม่ต่างอะไรกับพระลักษมี เทวีแห่งโชคลาภ ผู้ประทับอยู่ ณ ที่นั้นเช่นกัน 

ภาพจิตกรรมพระศิวะเกี้ยวนางโมหินี จากพระราชวังมัตตันเชอรี (Mattancherry Palace) เมืองโคจิ รัฐเกรละ (ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Mohini)

พระศิวะเมื่อได้ยลโฉมของนาง ว่ากันตามอักษร “มหาโยคีกลายกลับเป็นคนเขลาผู้ปราศจากความละอาย ประดุจถูกปล้นเอาไปซึ่งสติปัญญา” วิ่งไล่ตามนางโมหินีอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้พระนางปารวตีจะทรงประทับอยู่ ณ ที่นั้น ก็มิอาจฉุดรั้งจิตของมหาเทพให้คืนกลับได้ น้ำเชื้อของพระองค์หยดลงบนพื้นโลก เกิดเป็นสายแร่เงินและทองคำ ส่วนหนึ่งของน้ำเชื้อนั้นเกิดเป็น ‘หริหระปุตระ’ เห็นดังนั้นพระวิษณุจึงกล่าวว่า “อารมณ์เป็นสิ่งที่ยากจะเอาชนะ และมายาจะกลายเป็นครึ่งหนึ่งของอรรธนารีศวรภาคของพระศิวะ” พระศิวะเมื่อคืนสติก็ตรัสสรรเสริญพลังอำนาจของพระวิษณุอย่างยิ่งยวด

จากตรงนี้ผมขอตัดข้ามมาที่ตำนานท้องถิ่นของวัดสาบารีมาลา อัยยัปปัน ปัตตุ (Ayyappan Pattu) โดยเรื่องเล่าระบุต่อไปว่า เมื่อน้ำเชื้อของพระศิวะตกลงมาและให้กำเนิดบุตรแห่งมหาเทพทั้งสอง กษัตริย์แห่งอาณาจักรปันดาลัม (Pandalam) ได้พบกับเด็กชายคนหนึ่งบริเวณริมแม่น้ำปัมพะ (Pamba River) ด้วยความเอ็นดูสงสาร และตนยังไม่มีพระราชโอรสสืบราชสมบัติ พระองค์จึงทรงอุปถัมภ์เด็กชายเป็นพระราชบุตร พร้อมพระราชทานนามว่า ‘มณีกัณฐา’ ตามคำแนะนำของราชครูประจำราชสำนักที่ว่า เด็กชายผู้นี้วิเศษกว่าธรรมดา เขาเกิดมาเพื่อปกป้องอาณาจักรของพระองค์โดยแท้ 

    เมื่อมณีกัณฐาอายุได้ 12 ปี พระราชาทรงมีพระราชประสงค์แต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาทอย่างเป็นทางการ แต่พระราชินีทรงคัดค้าน เพราะทรงโปรดปรานพระโอรสองค์รอง ผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ มากกว่า พระนางจึงแสร้งประชวร และขอให้มณีกัณฐาเดินทางเข้าป่าไปนำน้ำนมเสือมารักษาอาการประชวรของพระองค์ โดยรู้อยู่แก่พระทัยว่า ป่าแห่งนั้นเป็นเขตของอสุรีมหิษี อสุรีนางนี้เป็นที่เลื่องลือเรื่องความดุร้าย ประชาชนของอาณาจักรปันดาลัมถูกสังเวยชีวิตไปมาก นับเป็นภัยคุกคามอย่างหนึ่ง ในตำนานไม่ได้บอกว่ามณีกัณฐารู้ความนี้ไหม แต่ผมคิดเอาเองว่ารู้ เพราะในหนังสือบอกว่า เด็กหนุ่มมณีกัณฐาในวัย 12 ปี ตอบรับอย่างกล้าหาญ 

ภาพพระอัยยัปปันขี่เสือ ศิลปะร่วมสมัย (ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Ayyappan)

To make the long story short มณีกัณฐาเมื่อเข้าป่า ก็พบกับนางอสุรีจริงตามคาด และทุกคนก็คงเดาออก เด็กชายผู้มีพ่อและแม่แท้ๆ เป็นพระศิวะกับวิษณุ จะประสาอะไรกับนางอสุรี มณีกัณฐาปราบมหิษีลงอย่างง่ายดาย แต่ด้วยเมตตา มณีกัณฐาไม่ได้ฆ่านางอสุรีให้ตาย นางอสุรีจึงประกาศว่า ตนจะขออุทิศชีวิตเป็นภรรยาของมณีกัณฐา แต่มณีกัณฐาปฏิเสธ เนื่องจากเขาตั้งใจจะถือพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด นางมหิษีจึงบอกว่า หากเช่นนั้นนางยอมตายเสียดีกว่า และก็เป็นเช่นนั้น

เมื่อปราบอสุรีมหิษีได้แล้ว มณีกัณฐาก็ไปจับแม่เสือ ก่อนจะขี่เข้าเมืองกลับไปหาพระราชบิดาบุญธรรม จากนั้นเขาได้แสดงร่างกายอันเป็นทิพย์ในฐานะหริหระปุตระ พระราชาจึงกล่าวสรรเสริญมณีกัณฐาด้วยพระนามใหม่ว่า ‘อัยยัปปัน’ แปลว่า คุณพ่ออันเป็นที่เคารพยิ่ง (อัยยะ เป็น Honorific Title คล้ายคำว่า ศรี ส่วนคำว่า ยัปปัน แปลว่า คุณพ่อ) พร้อมทรงมีพระราชศรัทธาที่จะสร้างเทวาลัยถวาย พระอัยยัปปันจึงยิงธนูไปยังยอดเขาสาบารีมาลา ซึ่งกลายมาเป็นศูนย์กลางของผู้ศรัทธาต่อองค์อัยยัปปันจนถึงปัจจุบัน 

โมหินี เมื่อพระวิษณุต้องเป็นสตรีเพื่อปัญหา

ตำนานข้างต้นเป็นหนึ่งในตำนานมากมายของนางโมหินี แต่ที่น่าสังเกตคือ ตำนานของนางมักจะสัมพันธ์กับช่วงเวลาจำเพาะบางอย่าง เช่น ล่อลวงอสูรตอนกวนน้ำอมฤต หรืออีกตำนานที่คล้ายกันคือ ปราบอสูรชื่อ ภัษมะ (อสูรขี้เถ้า) ซึ่งในครั้งนั้น พระวิษณุแปลงเป็นนางโมหินีล่อลวงให้อสูรเต้นตามจนตาย (เชื่อว่าเป็นต้นทางตำนานปราบยักษ์นนทกในรามเกียรติ์) ตำนานเหล่านี้ในจุดหนึ่ง สะท้อนภาพ ‘ความเป็นชาย’ ที่ไม่สามารถจัดการปัญหาได้อย่างตรงจุด ในตำนานฮินดูจึงมีเหตุการณ์ที่เจ้าแม่ทรงสำแดงอำนาจมากมายเพื่อปราบอสูรให้ราบคาบ เพราะอย่าลืมว่า ตัวเจ้าแม่นั้นเป็นภาพแทนของ ‘ศักติ’ หรืออำนาจ เท่ากับว่า ถ้าคิดตามระบบแบบนี้ เทพเจ้าฝ่ายชายไม่มีอำนาจในตัวเอง (?) 

ฉะนั้นในบางครั้ง เมื่อเทพฝ่ายชายจะปราบอสูร จึงต้องแปลงกายเป็นเทวสตรีเพื่ออ้างเอาอำนาจที่เป็นของเจ้าแม่มาใช้งาน แต่มันก็น่าคิด เพราะอย่างข้อความในภาควตปุราณะที่ว่า “อารมณ์เป็นสิ่งที่ยากจะเอาชนะ” ซึ่งเป็นคัมภีร์ของพระวิษณุโดยเฉพาะ อ่านแล้วอย่างไรก็รู้สึกว่า แฝงนัยเหยียดอยู่ในท่าที ราวกับว่าฉันต้องเป็นผู้หญิงเพื่อปราบอสูร แต่ความเป็นหญิงนั้นน่ากลัว เพราะทำให้เกิดอารมณ์ (กามะ) ที่ยากจะเอาชนะ และอสูรหรือพระศิวะ ก็คือคนที่พ่ายแพ้ต่ออารมณ์เหล่านั้น ซึ่งนับว่ามีสถานะที่ต่ำกว่าพระวิษณุ มหาบุรุษผู้อยู่เหนืออารมณ์นั้นได้สำเร็จ     

ภาพนักบวชสักขี (ศรี ลลิตา สักขี ทาสี/ Sri Lalita Sakhi Dasi) (ที่มา: https://sriradhakund.wordpress.com)

ทั้งนี้ หากเรามองถอยออกมา การแปลงไปแปลงมาเป็นหญิงบ้างชายบ้างของพระวิษณุ ก็ (อาจ) ตีความได้ว่า เป็นภาพสะท้อนทางสังคมที่พูดถึงความหลากหลายทางเพศ การแต่งกายข้ามเพศในสังคมอินเดียโบราณ หรือผมเคยอ่านเจอว่า บางคนตีความไปไกลถึงการผ่าตัดแปลงเพศเลยก็มี สิ่งเหล่านี้เมื่อเราลองดูเพิ่มเติมในแนวคิดของกลุ่มผู้นับถือพระวิษณุบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่เรียกตนเองว่า ‘สักขี’ พวกเขาเป็นกลุ่มนักบวชชายแต่งหญิง ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘พระวิษณุทรงเป็นเอกบุรุษ’ พระองค์คือผู้ชายเพียงคนเดียว ความเชื่อนี้มีรากหนึ่งมาจากตำนานการเต้นรำของพระกฤษณะกับเหล่าสาวเลี้ยงวัว (โคปี) ที่เรียกว่า ‘รสลีลา’ โดยพระกฤษณะในรูปลักษณ์เด็กหนุ่มเลี้ยงวัวรูปงาม (โคปาล) เต้นกับเหล่าสาวเลี้ยงวัวทุกคนด้วยพระองค์เอง ในเชิงสัญลักษณ์ สิ่งนี้เปรียบเสมือนการร่วมกันของปุรุษและปฤกติ เป็นความรักบริสุทธิ์ที่พระองค์ทรงมีต่อเหล่าสาวกของพระองค์ ว่ากันว่า เมื่อพระศิวะทรงเห็นท่วงท่าอันงดงาม จำต้องแปลงเป็นหญิงเพื่อเข้าไปชมน้ำทิพย์แห่งจิตวิญญาณนี้

เรื่องทางสังคม ความลื่นไหลทางเพศ หรือใดๆ ก็แล้วแต่ในสังคมอินเดีย ไม่ว่าในปัจจุบันจะเป็นอย่างไร แต่ในทางจิตวิญญาณ ความคิดเรื่องเพศนี้นับว่า ‘ซับซ้อน’ และ ‘หลากหลาย’ เป็นเครื่องชี้วัดว่า สังคมอินเดียโบราณนั้น (น่าจะ) มีความเปิดกว้างมาก ความเป็นชายเป็นหญิงมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนตัวไปมาอย่างอิสระ เส้นแบ่งที่ตัดขาดอย่างปัจจุบันจึง (อาจ) เป็นประดิษฐกรรมใหม่ที่ถูกครอบไว้ด้วยแนวคิดแบบสังคมอื่น ด้วยความคิดดั้งเดิมนี้ ความเป็นชายหรือหญิงจึงเป็นเพียงอาภรณ์ที่ห่อหุ้มกายอันจริงแท้เอาไว้เท่านั้น ไม่ใช่สาระสำคัญอะไร พระเจ้าจะเป็นเพศใด หากทรงธำรงรักษาไว้ได้ซึ่งธรรมะนั่น ย่อมเพียงพอแล้ว

 

ที่มา:

Goudriaan, Teun (1978). “The Maya of the Gods: Mohini.” in Maya divine and human. Motilal Banarsidass Publishers. pp. 41–49.

Sekar, Radhika (1992). The Sabarimalai Pilgrimage and Ayyappan Cult. Motilal Banarsidass Publishers.

Tags: , , , , ,