สวัสดีปีม้าครับ
พอพูดถึง ‘ม้า’ ในอินเดียหรือศิลปะอินเดีย มักจะมีภาพๆ หนึ่งแล่นทะลุกลางปล้องเข้ามาในหัวผมอยู่เสมอ ผมก็เลยคิดว่า คงจะเป็นโอกาสดีที่จะได้พูดถึงภาพนี้ให้พอเป็นเรื่องสนุก เพื่อเปิดฉากปีม้าของคอลัมน์ Indianiceation
แต่ก่อนอื่นขอแนะนำสถานที่อันเป็นฉากหลังสักเล็กน้อย (เอาเข้าจริงผมเคยเล่าไว้บ้างแล้ว) นั่นคือ ‘เทวาลัยลักษมัน’ (Lakshmana Temple) แห่งเมืองคชุราโห (Khajuraho) กลุ่มเทวาลัยอันลือลั่นจากการประดับประดาด้วยภาพสลักการร่วมเพศจำนวนมาก
มากเสียจนบางครั้งเทวาลัยกลุ่มนี้ถูกเรียกอย่างติดเหยียดโดยคนไทยว่า ‘เทวาลัยแห่งกาม’
คชุราโห
คชุราโห เป็นเล็กๆ เมืองแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใกล้เมืองฉัตรปุระ รัฐมัธยประเทศ โดยคำว่า คชุราโห เชื่อว่าเพี้ยนมาจากคำว่า ‘คัรชุรวาหกะ’ (Kharjuravahaka) ที่แปลว่า ผู้แบกต้นอินทผลัม หรือ ‘ครรจุระ’ (Kharjura) ซึ่งหมายถึง ‘ต้นอินทผลัม’ ปัจจุบันเมืองแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และถือเป็นหนึ่งใน The Seven Wonders of India ด้วยเป็นที่ตั้งของกลุ่มเทวสถานเนื่องในศาสนาฮินดูและเชนจำนวนมาก กลุ่มโบราณสถานเหล่านี้บางหลังยังคงใช้งาน และบ้างกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานประวัติศาสตร์ไปแล้ว
กลุ่มโบราณสถานในคชุราโหมีจำนวนทั้งสิ้น 22 แห่ง เป็นเทวาลัยเนื่องในศาสนาฮินดู 18 แห่ง และศาสนาเชน 4 แห่ง สร้างขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15-16 โดยจักรวรรดิจันเทละแห่งเชชกภูกติ (Chandela of Jejakabhukti) ผู้มีอำนาจครอบคลุมพื้นที่รัฐมัธยประเทศในปัจจุบัน

เทวาลัยกันทรริยามหาเทพ (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)
เทวาลัยประธานของกลุ่มชื่อ ‘กันทรริยามหาเทพ’ (Kandariya Mahadeva) มหาเทพแห่งถ้ำที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระศิวะในรัชสมัยของพระเจ้าวิทยธาระ จันเทละ (Vidyadhara of Chandela) กษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์ เทวาลัยองค์นี้มีความสูงมากถึง 31 เมตร เป็นสถาปัตยกรรมแบบอินเดียเหนือที่เรียกว่า เสขรีศิขระ (Sekhari Shikhara) คือมีส่วนยอดประธานเรียกว่า ‘ศิขระประธาน’ เป็นแกนกลาง ก่อนจะประดับด้วยโครงสร้างที่ทำเลียนแบบส่วนยอดประธาน (อุรุศริงคะ/ Urushringa) แผ่กระจายออกมาในลักษณะคล้ายแห ส่งผลให้ตัวเทวาลัยมีความสลับซับซ้อนและดูมีมิติ
ผมเคยเขียนไปแล้วในเรื่อง เพราะความรักทำให้โลกหมุนไป: โบราณคดีอินเดียว่าด้วยการ(ร่วม)รัก ว่าการประดับเทวสถานด้วยภาพการร่วมเพศนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเน้นพลังการสร้างของเทพเจ้า ฉะนั้นภาพเหล่านี้จึงไม่ได้ประดับอย่างมั่วซั่ว แต่กลับมีที่ทางเฉพาะ คือ 1. บริเวณที่เราเรียกว่า ‘อันตราละ’ หรือส่วนเชื่อมระหว่างครรภคฤหะกับมณฑป และ 2. ‘ฐานชคตี’ หรือฐานรองรับเทวาลัย
โดยภาพเล่าเรื่องจากทั้ง 2 บริเวณข้างต้นก็พูดถึงเรื่องราวที่ต่างกัน เพราะภาพบนอันตราละเล่าถึงเรื่องที่เกิดในเทวโลก ส่วนบริเวณฐานรองรับเทวาลัยนั้นเล่าถึงกิจกรรมอย่างสามัญที่เป็นไปในมนุษยโลก
เทวาลัยลักษณมัน
นอกจากเทวาลัยกันทรริยามหาเทพแล้ว เทวาลัยที่สำคัญและสวยงามอีกหลังคือ ‘เทวาลัยลักษมัน’ ซึ่งรอต้อนรับผู้มาเยือนอยู่บริเวณด้านหน้าของกลุ่ม สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระเจ้ายโศธรวรมัน (พ.ศ. 1468-1493) (บางครั้งออกพระนามของพระองค์ว่า ลักษวรมัน อันน่าจะเป็นที่มาของชื่อเทวาลัย) ในผังแบบปัญจายตนะ (Panchayatana) คือมีเทวาลัยทั้งสิ้น 5 หลังบนฐานเดียวกัน อาจเพื่ออุทิศแด่เทพเจ้า 5 องค์ (ปัญจายตนเทวตา) ประกอบด้วยพระศิวะ พระวิษณุ พระสุริยะ พระเทวี และพระคเณศ หรืออุทิศแด่ภาคแบ่งต่างๆ ของพระเป็นเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ เช่นในกรณีเทวาลัยลักษมัน ซึ่งสร้างขึ้นอุทิศแด่พระวิษณุในรูปปรากฏ ‘ไวกูณฐะ จตุรมูรติ’ (Vaikuntha Chaturmurti) ที่แวดล้อมด้วยภาคปรากฏอื่นๆ อีก 4 ภาค

เทวาลัยลักษมัน (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)
ทั้งนี้ฝั่งตรงข้ามของเทวาลัยลักษมันยังประกอบไปด้วยเทวาลัยเล็กๆ อีก 2 หลัง หนึ่งในนั้นประดิษฐานเทวรูปที่น่าสนใจอยู่รูปหนึ่งคือ ประติมากรรมพระวราหะ หรือ พระวิษณุเมื่อครั้งอวตารลงมาเป็นหมูป่าเพื่อปราบหิรัณยากษะ อสูรผู้ลักพาตัวพระแม่ธรณีลงไปซ้อนยังใต้ทะเล โดยประติมากรรมเทพหมูองค์นี้นับว่าสมบูรณ์และมีความสวยงามมากที่สุดองค์หนึ่ง

ประติมากรรมพระวราหะ (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)
การศึกษาโครงสร้างทางประติมานวิทยาของเทวาลัยแห่งนี้ ถูกบรรยายไว้แล้วอย่างพิสดารโดยนักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอินเดีย เทวังคนะ เดไส (Devangana Desai) ตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือคลาสสิกเล่มมหึมา The Religious Imagery of Khajuraho ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนั้นยังไม่ใช่จุดสนใจของข้อเขียนนี้ เพราะสิ่งที่เราสนใจคือ ‘ภาพคนกับม้า!’ ภาพสลักสุดประทับใจบริเวณฐานรองรับเทวาลัย
การที่พบภาพนี้อยู่บริเวณนั้นสะท้อนว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องทางโลก เกิดขึ้นในมนุษย์โลก เหตุที่ว่าแบบนั้นเพราะนอกจากภาพคนกับม้าแล้ว เรายังคงพบภาพสลักการร่วมเพศอื่นๆ รวมถึงภาพนักรบ รวมทั้งภาพที่คาดว่าน่าจะเป็นพระเจ้ายโศธรวรมันด้วย

คนเสพเมถุนกับม้า (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)
คนเสพเมถุนกับคนในลีลาต่าง ๆ
(ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)
คนกับสัตว์
เรื่องเล่าคนกับสัตว์ จริงๆ แล้วมีอยู่มากมายทั่วโลก สำหรับในวัฒนธรรมอินเดีย เจ. อาร์. โรเซนเบอร์เกอร์ (J. R. Rosenberger) นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เพศและนักเขียนอิสระ ชาวอเมริกัน เสนอว่า เทพอินเดียนั้นมักแสดงรูปร่างเป็นสัตว์ (สื่อถึงอำนาจของธรรมชาติ) ฉะนั้นการพูดถึงเพศสัมพันธ์กับสัตว์จึงอาจพิจารณาได้ว่า สื่อถึงการรวมกันของพลังรูปแบบพิเศษหนึ่ง
ในอรรถศาสตร์ของเกาติลยะ (Kautilya’s Artha Sastra) ระบุให้โทษของการมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์นั้นเบากว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก (ซึ่งตรงนี้ขัดกับข้อความในกามสูตร) ทั้งยังอนุญาตให้มีการเลี้ยงสัตว์เพื่อการเสพสังวาสโดยเฉพาะ
ขณะที่ในเอกสารฝ่ายพุทธ พระพุทธเจ้าทรงห้ามมิให้สงฆ์เสพเมถุนกับทั้งมนุษย์และอมนุษย์ซึ่งหมายรวมถึง ‘สัตว์’ ด้วย แปลว่า เรื่องเพศสัมพันธ์แบบพิสดารนี้ต้องเคยเกิดขึ้น แต่ไม่เคยบ่งชี้ว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงตรัสห้าม
ฉะนั้นสำหรับผมเรื่องนี้จึงนับว่าเป็นเรื่องน่าคิดว่า ‘ทำไม!?’ มากกว่าพยายามพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ เพราะทั้งหลักฐานศิลปกรรมและหลักฐานวรรณกรรมก็ดูเพียงพอที่จะโน้มน้าวให้เราเชื่อได้ว่า เป็นความจริงและเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง
ปัจจุบันยังคงมีวัฒนธรรมถิ่นบางแห่งในประเทศอินเดียที่จับคนกับสัตว์มาแต่งงานกัน เพื่อหวังผลแห่งความอุดมสมบูรณ์ การก้าวข้ามพรมแดนความเป็นคนและสัตว์จึงเสมือนเป็นภาวะครึ่งๆ กลางๆ ที่ (เคย) ศักดิ์สิทธิ์ สมานรวมมนุษย์เข้ากับโลกธรรมชาติอีกครั้ง แต่ด้วยคุณค่าแบบปัจจุบันที่แยกแยะคน สัตว์ และสิ่งของออกจากกันอย่างเป็นวัตถุนิยม โลกทางจิตนิยม (Ideal) ก็พังทลายลง มนุษย์มิอาจจินตนาการถึงความเป็นหนึ่งทางจิตวิญญาณกับธรรมชาติได้อีก (?) เรื่องราวในโลกโบราณจึงถูกนิยามใหม่ ด้วยภาวะทางจิตที่ผิดแปลกเกินกว่ามาตรวัดแบบวัตถุจะตรวจชั่งได้ (หรือเปล่า)
ที่มาข้อมูล
Rosenberger, J. R. (1968). Bestiality, Los Angeles: Medco Books.
Devangana Desai (2005). Khajuraho. Oxford University Press
Shukla, Shreya. (2019). Zoophilia: Myths in Indian Context, in Indian Journal of Health, Sexuality & Culture, Vol.5-2.
Tags: Lakshmana Temple, Khajuraho, Kandariya Mahadeva, เทวาลัยลักษมัน, คชุราโห, สถาปัตยกรรม, อินเดีย, ประวัติศาสตร์ศิลปะ, โบราณคดี, Indianiceation



