“ให้พระโคทำนายกัน!” เราคงเคยเห็นมีมพระโคเกลื่อนกลาดเต็มฟีดไปหมดในทุกๆ เดือนพฤษภาคมของทุกปี จริงอยู่ ผมเคยเขียนถึง ‘วัว’ ไปแล้ว ในบทความ แล้ว ‘วัว’ หายไปจากโต๊ะอาหารตั้งแต่เมื่อไร และบทความ ความศักดิ์สิทธิ์และปัญหา เมื่ออินเดียเลี้ยงสัตว์ของเทพเจ้าด้วยขยะ

แต่เมื่อลองทบทวนดูแล้วก็น่าคิดว่า วัวกับวัฒนธรรมอินเดียยังมีอีกหลายด้านให้ลองศึกษา ประจวบกับเลื่อนฟีดไปเจอมีมพระโค และข่าวพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในโซเชียลมีเดีย ผมเลยคิดว่า จะเขียนถึงเรื่องราว ‘วัวๆ’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวลีสั้นๆ ประจำปี

ทำไมพอเป็นเรื่องพราหมณ์ๆ ก็ต้องมีวัว

อย่างที่ทราบกันดีว่า วัวเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในสังคมอินเดีย หลายรัฐในอินเดียออกกฎหมายห้ามฆ่า ห้ามกิน หรือแม้แต่ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์จากหนังวัว เช่น รัฐคุชราต รวมทั้งวัวยังเป็นหนึ่งในสัตว์ทรงอิทธิพลในด้านศาสนาด้วย ซึ่งเราจะเห็นได้อยู่ตลอด ในพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แล้วทำไมถึงสำคัญ ทำไมถึงต้องเป็นวัว แล้วการนับถือวัวมันเริ่มขึ้นเมื่อไรกันแน่ 

หลักฐานการนับถือวัวในอินเดียนั้น เริ่มปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ เมื่อราว 5,000-2,500 ปีที่ผ่านมาแล้ว วัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุนี้ เจริญขึ้นอย่างมากในดินแดนปากีสถานปัจจุบัน เรื่อยลงมาถึงดินแดนอินเดียเหนือฝั่งตะวันตก พบเมืองโบราณต่างๆ ในวัฒนธรรมแห่งนี้ โมเฮนโจ-ดาโร ฮารัปปา โลธาล เป็นอาทิ โบราณวัตถุสำคัญๆ ก็พบมาก ทั้งภาชนะดินเผาเขียนสี เครื่องมือกระดูกขนาดเล็ก ประติมากรรมดินเผารูปผู้หญิง รูปเกวียน ฯลฯ 

แต่สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือ ตราประทับดินเผาที่ภายในบรรจุรูปต่างๆ ทั้งสัตว์ คน ตัวอักษร ซึ่งรวมถึงวัวด้วย แต่ที่สำคัญคือ วัวมักจะถูกสลักในลักษณะที่ได้รับการบูชา หมายถึง มีการตั้งแท่นบูชาไฟ-กระถางกำยาน (?) หรือบางครั้งก็เป็นถาดบรรจุอาหาร (?) ตั้งเอาไว้ตรงหน้าวัว ทำให้ตราประทับดังกล่าวสันนิษฐานว่า เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการบูชาวัวที่เก่าที่สุดในวัฒนธรรมอินเดีย

เมื่ออารยันชนเร่รอนจากเอเชียกลางอพยพเข้าสู่พื้นที่อนุทวีปแล้ว วัวก็เดินทางตามไม่ได้หล่นหายไปไหน ดังปรากฏการกล่าวถึงวัวอยู่ในหลากหลายบทบาทในคัมภีร์พระเวท ที่น่าสนใจคือ วัวนับเป็น ‘ยัชญปศุ’ หรือสัตว์ที่ดีที่สุดสำหรับสังเวยเทพเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพระอินทร์ ราชาแห่งเทพ ผู้ซึ่งคัมภีร์บรรยายเอาไว้ว่า ท่านชอบเสวยเนื้อวัวเป็นอย่างยิ่ง (ฤคเวท: 6.17.1, 5.29.7-8, 10.86.14 เป็นต้น)

คัมภีร์ยังกล่าวต่อไปว่า วัวนั้นเปรียบเสมือน ‘โลกที่อุดมสมบูรณ์’ เนื่องจากวัวเป็นสัตว์ที่ให้นม เนย ชีส และให้เนื้อในการบริโภค พร้อมทั้งให้แรงงานทางการเกษตร แรงงานสำหรับลากเกวียนคาราวาน มีข้อความในอาถรรพเวทบางตอน (4.11.1) เปรียบว่า วัวนั้นแบกรับพื้นที่ว่างระหว่างพื้นดินกับท้องฟ้า ฝนตกนั้นก็เสมือนน้ำนม ยังความชุ่มชื้นแก่ชีวิต ตัวบทดังกล่าวนี้ แสดงมุมมองสำคัญของวัวในระบบวัฒนธรรมพระเวทได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี ดังที่เคยเขียนเอาไว้แล้ว สังคมดั้งเดิมของชาวอารยันไม่ได้ห้ามการกินวัว แม้มันจะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนก็ตาม การฆ่าวัวเพื่อบริโภคจึงเป็นเรื่องปกติ ดังคัมภีร์อปัสตัมพะ กัลปสูตร หมวดคฤหัสถะ (Apastamba Kalpasutra-Grihastha) ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วย ข้อควรประพฤติและศีลธรรมในสังคม เชื่อกันว่า รจนาโดยมหาฤษีอปัสตัมพะ เมื่อราว 100 ปีก่อนพุทธกาล กล่าวว่า ให้เจ้าบ้าน ‘ล้มวัว’ เมื่อมีแขกมาเยือน เมื่อมีพิธีศราทธ์ (บูชาผีบรรพชน) และมีพิธีการแต่งงาน หรือพฤหัทารัณยกะ อุปนิษัท (Brhadaranyaka Upanisad) กล่าวว่า เพื่อสุขภาพของบุตรที่ดี เพื่อให้บุตรมีความฉลาด พ่อกับแม่ควรกินเนื้อวัวหนุ่มปรุงด้วยน้ำมันเนย 

ฉะนั้นวัวในสังคมพราหมณ์แรกเริ่ม จึงมีบทบาททั้งศักดิ์สิทธิ์ (Ritualistic) และบทบาททางสังคม (Domestic) คือใช้บูชาเทพเจ้าได้ ใช้งานได้ และที่สำคัญบริโภคได้ แต่ปัจจุบันบทบาททางสังคมนั้นของวัวเริ่มลดลง จนกล่าวได้ว่า ‘หายไปแล้ว’ (สามารถอ่านเพิ่มเติมในบทความ แล้ว ‘วัว’ หายไปจากโต๊ะอาหารตั้งแต่เมื่อไร) เหลือเพียงบทบาททางศาสนาที่ยังคงแข็งแรงและยังเห็นได้ในอินเดียปัจจุบัน เช่น วัวเป็นสัตว์พาหนะของพระศิวะ ทั้งๆ ที่จริงแล้ว นั่นคือเทพบุตรนนทิแปลงกาย และวัวนับเป็นสัตว์ที่รักของพระกฤษณะ ผู้มีฉายา ‘โควินทะ’ ผู้ประทานความสุขทั้งปวงแก่วัว 

วัวยังคงสถานะเป็นเทพเจ้าผู้ประทานทุกสิ่งแก่ผู้ขอ (แม่โคสุรพี หรือกามเธนุ) รวมถึงของที่ได้จากวัวยังเป็นของศักดิ์สิทธิ์ทางพิธีกรรมของพราหมณ์ที่เรียกว่า ‘ปัญจคัภย์’ หรือของจากโค 5 อย่าง กอปรด้วย นม เนย โยเกิร์ต ฉี่ (โคมูตร) และมูล (โคมัย) ซึ่งของ 5 สิ่งนี้ในศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า เป็นประโยชน์และล้างบาปได้

แรกนาขวัญ: การเปลี่ยนไปสู่สถานะ ‘สัตว์ศักดิ์สิทธิ์’ ของวัว 

ตามคำอธิบาย ‘พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ’ เป็นพระราชพิธี 2 พิธีที่กระทำร่วมกัน คือ 1) พระราชพิธีพืชมงคล ซึ่งเป็นพิธีทำขวัญเมล็ดพืชต่างๆ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่ว งา เผือก และมัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นปราศจากโรคภัย ให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ และเจริญงอกงามแข็งแรง และ 2) พระราชพิธีแรกนาขวัญ เป็นพิธีเริ่มต้นการไถนาเพื่อหว่านเมล็ดข้าว มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ฤดูกาลแห่งการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว เคยอ่านเจอที่ไหนจำไม่ได้ แต่มีคนเคยอธิบายว่า พระราชพิธีจรดพระนังคัล น่าจะมีที่มาจากการจำลองการไถพรวนของพระชนก พระราชบิดาของ ‘สีดาเทวี’ พระชายาของพระราม โดยอ้างความใน วาลมิกี รามายณะ (Valmiki Ramayana) พาลกัณฑ์ (Bala Kanda) ว่า ระหว่างพระชนกทรงไถพรวนสนาม (Krsatah Kshetram) เพื่อทำให้พื้นดินนั้นบริสุทธิ์ (Kshetram Shodhayat) เตรียมพร้อมสำหรับการตั้งยัชญศาลา ระหว่างนั้น มีสตรีนางหนึ่งปรากฏขึ้น ทรงประทานนาม ‘สีดา’ ทว่าในบทละครรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 กลับอธิบายว่า การไถพรวนของพระชนกนั้นเป็นไปเพื่อตามหา ‘นางสีดาที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน’ 

ความต่างนั้นไม่ใช่ประเด็น เพราะอย่างไรก็แล้วแต่ โครงเรื่องรามเกียรติ์นั้นมีที่มาจากอินเดียแน่นอน (ผมไม่ได้บอกว่า รับมาจากรามายณะตรงๆ นะครับ) แต่ที่สำคัญประการหนึ่งคือ พระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 1 ระบุชัดว่า 

“ตัวพ่อไร้ราชสุริย์วงศ์ จะดำรงพิภพไอศวรรย์

จึ่งมาสร้างพรตตบะกรรม์ อยู่ที่ในอารัญคีรี

เป็นกุศลผลบุญยิ่งนัก จึ่งได้ลูกรักเฉลิมศรี

สมความปรารถนาในครานี้ ที่จะสืบสุริย์วงศ์กษัตรา

พ่อจะประสาทนามให้ ดวงใจแสนสุดเสน่หา

จงชื่อว่านางสีดา อันตรายโรคาอย่าแผ้วพาน ฯ”

พระชนกไถพรวนหาผอบนางสีดา ระเบียงคด วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (ที่มา: กรมศิลปากร)

“จงชื่อว่านางสีดา” วรรคแรกของบาทสุดท้ายนี้สำคัญ เพราะคำว่า ‘สีดา’ แปลเป็นไทยว่า ‘รอยไถ’ ในรามายณะฉบับเดิมบอกว่า นางนั้นเกิดแต่รอยไถ (ลางคะลา/ Langala) จึงได้ชื่อว่า สีดา เป็นมงคล อาจารย์คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง เคยอธิบายไว้ว่า ชื่อของนางสีดา เป็นตัวแทนความคิดโบราณที่รามายณะซ่อนเอาไว้ คือความเชื่อเรื่อง ‘ฟ้า-ดิน’ และ ‘ความอุดมสมบูรณ์’ กล่าวคือ พระราม ตัวแทนฟ้าหรือเมฆ สมสู่กับนางสีดา ตัวแทนแผ่นดิน มีลูกซึ่งชื่อเป็นพืช (ลวะ-กุษะ) ฉะนั้น ถ้าคิดตามนี้ โครงสร้างสัญลักษณ์นี้ คำอธิบายที่ว่า พระราชพิธีจรดพระนังคัล เป็นการจำลองพิธีกรรมโบราณตามอย่างอินเดีย ก็ดูเข้าท่าดี

ทว่าคำสำคัญอีกคำคือ ‘แรกนา’ ที่ต่อท้ายด้วย เพราะตลอดชื่อพระราชพิธี ‘พิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ’ คำว่าแรก ‘นา’ น่าจะเป็นคำเดียวที่เป็นคำไทแท้ ท่ามกลางการสมาส-สนธิ ตามจารีตสันสกฤต + เขมร (นังคัล เป็นคำเขมร แปลว่า ผาลไถนา) 

การศึกษาทางมานุษยวิทยาพบว่า คำว่า ‘แรกนาขวัญ’ เป็นภาษาของคนในภาคกลางที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา (มีบันทึกอ้างถึงมาตั้งแต่อย่างน้อยสมัยอยุธยาตอนปลาย) ซึ่งตรงกับภาษาของคนไท-ลาวบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขงว่า ‘นาตาแฮก’ (แฮก คือ แรก) หมายถึง การไถนาทำนาปลูกข้าวครั้งแรกในนาจำลองขนาดเล็กๆ ที่สมมุติขึ้น แล้วมีพิธีสู่ขวัญวิงวอนร้องขอต่อผีนาให้ทำนาจริง ๆ ได้ผลผลิตเป็นข้าวงอกงามอุดมสมบูรณ์ เหมือนนาจำลองที่สมมุติขึ้นครั้งแรกนี้ในบางพื้นที่ เช่น ภาคเหนือจะทำพิธีสังเวยแม่โพสพพร้อมกันไปด้วย

นาตาแฮก ที่มา: /https://www.horrorism.co/inside-content/54/

ฉะนั้น พิธีอย่างนี้น่าจะมีมาแต่ดั้งเดิม ต่อมาเมื่อราชสำนักรับแบบแผนจากอินเดีย จึงปรุงแต่งให้สอดคล้องกับพิธีพราหมณ์เพื่อให้ความศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้น เช่น มีพระโคเสี่ยงทาย มีการเชิญเทวดามาเสกเป่าข้าวเปลือกที่ใช้หว่านในพิธี เมื่อเสร็จงานก็ให้ชาวบ้านแย่งกันเก็บเม็ดข้าวเปลือกไปบูชาและโปรยลงในนาของตน เพื่อให้ได้ผลผลิตเป็นเมล็ดข้าวมากขึ้นและรอดพ้นจากภัยธรรมชาติ อธิบายมายืดยาว เพื่อจะบอกว่าจุดนี้แหละครับ ที่วัวเข้ามามีบทบาท

พระโคพอ พระโคเพียง พระโคประจำพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2569 (ที่มา: มติชนออนไลน์)

คมกฤชบอกว่า ‘วัว’ มันไม่ใช่สัตว์ที่คนในภูมิภาคเราใช้ไถนา หน้าที่นี้ เดิมแล้วเป็นของควาย ในประเทศเพื่อนบ้านเราที่ประกอบพิธีกรรมเช่นเดียวกันคือ กัมพูชา นิยมจะใช้วัวสีดำแทนควาย หรือที่เวียดนาม ยังคงใช้ควายประกอบพิธีอยู่ ฉะนั้น การเปลี่ยนจาก ‘พระควาย’ เป็น ‘พระโค’ ตัวขาวสะอาด จึง (น่าจะ) สัมพันธ์กับความศักดิ์สิทธิ์แบบพราหมณ์ เพราะควายในศาสนาฮินดูนั้นเป็นอัปมงคล เป็นตัวแทนแห่งความดำมืด หมายถึงความทึบทางปัญญา 

“ควายยังเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย อย่างในตำนานพระแม่ทุรคาทรงสิงห์ เสด็จไปปราบอสูรควายชื่อ ‘มหิษาสูร’ ทำให้พระนางได้ชื่อว่า ‘มหิษาสุรมรรทินี’ พระแม่ผู้ปราบอสูรควาย หรืออย่าง พระยม เทพแห่งความตายและชีวิตในปรโลก ก็ทรงควายเป็นพาหนะ ควายในคติฮินดูจึงมักจะวนเวียนอยู่กับความไม่เป็นมงคล…” คมกฤชกล่าว

นอกจากนั้น หากใครคุ้นชินกับตำนาน ‘น้ำเต้าปรุง’ กำเนิดโลกชาวไท-ลาว สัตว์ที่มีบทบาทมากที่สุดในเรื่องเล่าก็คือ ควายล้วนๆ ไม่มีวัวผสม แต่ ‘วัว’ ตามที่กล่าวไปข้างต้น เป็นสัตว์บูชายัญที่สำคัญที่สุดสำหรับพราหมณ์ ทำให้เมื่อพระราชพิธีแรกนาพัฒนากลายเป็นพิธีแบบพราหมณ์ไปแล้ว ‘พระโค’ สัตว์ที่อาจจะไม่คุ้นชินกับการทำนาในพื้นที่ลุ่มแฉะแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมาเทียมแอกไถนาในมณฑลพิธีแทนที่ ‘ควาย’ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมของภูมิภาคเรา สัตว์ที่อยู่ๆ ก็กลายเป็นตัวแทนของคำตำหนินินทา ทั้งๆ เราทุกคนเติบโตมาได้ก็ด้วยน้ำพักน้ำแรงของมัน แม้ปัจจุบัน เกษตรกรจะเลิกใช้แรงควายและหันไปใช้เทคโนโลยีแรงยนต์แทนแล้ว แต่ความเป็น ‘ควาย’ ก็ยังยืนยงคงสภาพในนาม ‘ควายเหล็ก’

นี่แหละครับเรื่องวัวที่มาออกควายของผมในวันนี้

ที่มาข้อมูล

กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม (2568). “แรกนาขวัญ-นาตาแฮก” การสร้างขวัญและกําลังใจของเกษตรกร เข้าถึงจาก https://www.silpa-mag.com/culture/article_32683

ธนกฤต ก้องเวหา (2567). พระราชพิธีพืชมงคล ทำไมใช้ “วัว” ทำนาย ทั้งที่ใช้ “ควาย” ทำนา เข้าถึงจาก https://www.silpa-mag.com/culture/article_132329

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (2515). บทละครเรื่องรามเกียรติ์  เล่ม๑, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่พิทยา    

ศิวดล วราเอกศิริ (2018). “ภูมิหลังและชาติกำเนิดของนางสีดา ในรามเกียรติ์ฉบับต่างๆ ของไทย” ใน Silpakorn University E-Journal, Volume 38, Number 1 (January-February), p. 25-64.

Goldman, Robert P. (1984). The Ramayana of Valmiki: An Epic of Ancient India. Vol. I: Balakanda, Oxford: Princeton University Press.

Tags: , , , , , , , , , , , ,