คำว่า อาสาฬหบูชา ย่อมาจาก ‘อาสาฬหปูรณมีบูชา’ แปลว่าการบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ อันตรงกับเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี วันอาสาฬหบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 

เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี (เดิมคือแคว้นกาสี) คือพระพุทธเจ้าทรงแสดงเทศนา เรื่อง ‘ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร’ แก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า นับเป็นการเทศนาครั้งแรกของพระศากยมุนีพุทธเจ้า และจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่พุทธศาสนาออกสู่สากล 

เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้ปรากฏหลักฐานในรูปแบบของโบราณสถานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นธัมเมกขสถูป มูลคันธกุฎี หรือเสาจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช หากใครสนใจเรื่องราวของโบราณสถานเหล่านี้ สามารถย้อนอ่านได้จาก ‘ไขคำตอบจากหลักฐานโบราณคดี พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาที่ไหนในสวนกวาง’ 

แต่ว่าอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือวันนี้ไม่ได้สำคัญแค่กับพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะสำหรับคนฮินดูแล้ว วันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ภาษาสันสกฤตเรียกว่า เดือนอาษาฒะ (Ashadha) นับเป็นวันบูชาครูเรียกว่า คุรุปูรณิมา (Guru Purnima) ผมมองว่า การทาบกันพอดีระหว่างการปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้ากับวันครูของชาวฮินดูมีความน่าสนใจมาก ฉะนั้นผมเลยอยากชวนคุยกัน เพื่อช่วยกันแลกเปลี่ยนหาคำตอบว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนี้

คุรุปูรณิมา บูชาครู

การเฉลิมฉลองวันคุรุปูรณิมา เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อถวายความเคารพแด่คุรุหรือครูผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ (พิธีคุรุบูชา-Guru Puja) ในวันนี้ คุรุ นักบุญ รวมถึงนักวิชาการจะได้รับการสักการะผ่านการรำลึกถึงชีวิตและคำสั่งสอนของท่านเหล่านั้น

กิจกรรมเฉลิมฉลองมักปิดท้ายด้วยการเลี้ยงอาหารแก่ศิษย์ พร้อมทั้งมีการแจกจ่าย ‘ปราสาท’ (Prasada) เรียกง่ายๆ ว่าของไหว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นขนมหวานหรือน้ำตาลเม็ด และ ‘จรณามฤต’ (Charanamrit) ซึ่งแปลตรงตัวว่า ‘น้ำอมฤตแห่งพระบาท’ โดยน้ำอมฤตนี้ เป็นน้ำล้างเท้าของคุรุเจ้าสำนัก คนฮินดูถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก 

เพราะอย่างที่ผมเคยเล่าเอาไว้แล้วใน ‘คุรุ-ศิษยะ ปรัมปรา ระบบครูกับลูกศิษย์ในอินเดีย’ คุรุกับศิษย์ในระบบการศึกษาแบบอินเดียนั้นมีความใกล้ชิดกันมาก คุรุได้รับการนับถือเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตที่ 2 ของศิษย์ และคุรุในบางบริบทก็มีสถานะไม่ต่างอะไรกับพระเป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้ น้ำจรณามฤตในเชิงสัญลักษณ์จึงสื่อถึง ‘กฤปา’ (Kirpa) หรือเมตตากรุณาของท่าน

เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ อย่างหนึ่งคือ คนอินเดียเวลาแสดงความเคารพต่อใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ หรือครูบาอาจารย์ก็ดี เขานิยมแตะเท้าของบุคคลผู้นั้น เรียกว่าการ ‘ประนาม’ คือการก้มลงแตะเท้าของผู้ใหญ่ที่เคารพด้วยมือขวา ก่อนจะนำมือข้างนั้นขึ้นมาแตะที่หน้าผากของตนเอง เสมือนเอาจุดที่ต่ำสุดของผู้ที่เราเคารพรักมาเทินไว้บนศีรษะของเรา 

ตัวอย่างการทำคุรุบูชาด้วยการล้างเท้าของคุรุใหญ่แห่งสายปฏิบัติ (ที่มา: https://www.omashram.com/news/guru-puja-the-heart-of-guru-purnima) ตัวอย่างการทำคุรุบูชาด้วยการล้างเท้าของคุรุใหญ่แห่งสายปฏิบัติ (ที่มา: https://www.omashram.com/news/guru-puja-the-heart-of-guru-purnima)

ด้วยเหตุนี้ วันนี้นอกจากจรณามฤตแล้ว ยังมี ‘พิธีปาทปูชา’ (Padapuja) หรือการบูชารองเท้าแตะของคุรุ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนฝ่าเท้าอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน และถือเป็นการแสดงเจตจำนงที่จะอุทิศตนใหม่ต่ออุดมคติและหลักธรรมที่คุรุท่านนั้นๆ เป็นผู้แทน อะไรเช่นนี้ หากใครเป็นแฟนรามายณะ ผมเชื่อว่าคงนึกถึงตอนที่พระภรตทูลเชิญฉลองพระบาทของพระรามกลับไปยังอโยธยาเพื่อเป็นเครื่องแทนพระองค์ในระหว่างที่ทรงเดินป่า

อนึ่ง รองเท้าที่ว่านี้ไม่ใช่รองเท้าแตะธรรมดา แต่เป็นรองเท้าแตะที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง บริเวณตรงกลางด้านหนึ่งจะมีปุ่มไม้ยื่นขึ้นมาใช้สำหรับคีบเอาไว้ และมักจะทำให้ยกพื้นสูง (คล้ายรองเท้าไม้ของญี่ปุ่น) ขอบอกเลยว่า เดินยากและเจ็บเท้าสุดๆ เพราะวัสดุทั้งหมดแข็ง และเมื่อใส่เดินแรกๆ เจ้าปุ่มสำหรับคีบจะกัดง่ามนิ้วของผู้สวมอย่างเอาเป็นเอาตาย ผู้สวมจึงต้องมีความอดทนและมีสติมากขณะสวมใส่เจ้าปาทุกะ (Paduka) ส่งผลให้รองเท้าแบบนี้ถือเป็นหนึ่งในบริขารสำหรับนักบวช 

ทั้งนี้ แม้โดยปกติวัสดุหลักจะเป็นไม้ แต่ก็พบการใช้วัสดุพิเศษอยู่บ้าง เช่น งาช้าง หรือโลหะมีค่า แต่เท่าที่ทราบ ปาทุกะที่ทำจากวัสดุอย่างหลังนี้ จะอยู่ในสถานะเครื่องบูชามากกว่าของใช้งานจริง

นอกจากนั้น ตลอดทั้งวันยังมีการสวดท่องคัมภีร์ฮินดู โดยเฉพาะ ‘คุรุคีตา’ (Guru Gita) ซึ่งเป็นคัมภีร์ย่อยแต่งแทรกอยู่ในส่วนท้ายของสกันทปุราณะ (Skanda Purana) เชื่อว่าน่าจะแต่งขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 7-9 ร่วมไปกับการขับร้องภชัน (Bhajan) และกีรตัน (Kirtan)-บทสรรเสริญต่างๆ รวมถึงการประกอบพิธีบูชาไฟในอาศรม (Asrama) หรือสถานที่ประทับของคุรุที่เรียกว่าคุรุคัทที (Guru Gaddi)

เพราะเป็นวันครู พระพุทธเจ้าจึงเทศนา (?)  

เป็นที่น่าเสียดาย เราไม่รู้ว่า วันคุรุปูรณิมามีประวัติย้อนกลับไปได้เก่าแก่ขนาดไหน แต่หากให้ลองคิดดู ผมเชื่อว่า พิธีบูชาคุรุต่างๆ เหล่านี้มีรากฐานสำคัญมากจากพระเวท เพราะในคัมภีร์พระเวทนั้น มีพื้นที่ซึ่งถูกอุทิศให้กับเหล่าฤษีต่างๆ ผู้ถูกนับถือในฐานะครูไว้จำนวนมากพอสมควร 

วันนี้จึงนิยมเรียกอีกชื่อว่า ‘วยาสปูรณิมา’ (Vyasa Purnima) หรือวันบูชาเพื่อระลึกถึงมหาฤษีวยาส ผู้เป็นอาทิคุรุ ผู้เชื่อกันว่าเป็นผู้แต่งคัมภีร์พระเวททั้งสี่ รวมทั้งคัมภีร์พรหมสูตร มหากาพย์มหาภารตะ และเหล่ามหาปุราณะทั้ง 18 เล่ม 

ภาพศังกราจารย์แห่งศรีนเกรีสวมปาทุกะ (ที่มา: www.srisharadapeetham.com)

จะว่าก็ว่า ตัวตนของฤษีผู้นี้นับว่าคลุมเครือมาก นักวิชาการเถียงกันว่า ท่านเป็นตัวตนเดี่ยวหรือกลุ่ม เพราะ คำว่า ‘วยาส’ นี้แปลว่า ‘รวบรวม’ นักวิชาการที่เชื่อว่า ฤษีวยาสเป็นตัวกลุ่ม จึงอธิบายว่าคำนี้น่าจะใช้อ้างถึงกลุ่มบรรณาธิการผู้รวบรวมคัมภีร์ทางศาสนาเหล่านี้ 

นอกจากนั้น Susan Snow Wadley ศาสตราจารย์ด้านเอเชียใต้ศึกษา ประจำ Syracuse University เสนอว่า เหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการบูชาครูขึ้นในช่วงนี้ คือการมาถึงของฤดูฝน เมื่อฝนตก ผู้คนจึงมารวมตัวกันเพื่อทำอะไรบางอย่าง เช่น การท่องบ่นคัมภีร์ระหว่างรอให้พืชพรรณเติบโต ทำให้คุรุกลายมาเป็นศูนย์กลางของชีวิตในเวลานั้น เพราะผู้คนต่างไม่สามารถออกไปทำอะไรอย่างอื่นได้มากนัก  

ย้อนกลับมาที่เรื่องการทาบทับกันอย่างพอดิบพอดีระหว่างวันคุรุปูรณิมากับการปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า น่าสนใจว่า หากอิงตามพระบาลี เราจะพบว่า เดิมแล้วพระพุทธเจ้ามีพระดำริที่จะไม่ประกาศพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ กระทั่งท้าวสหัมบดีพรหมเสด็จลงจากพรหมโลกเพื่อมาอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงตัดสินใจที่จะแสดงพระธรรมแก่คนทั้งหลาย พระพุทธเจ้าจึงพิจารณาดอกบัว 3 เหล่า 

ก่อนท้ายที่สุดจะทรงยอมประกาศพระธรรมแก่สัตว์โลก โดยหวังพระทัยจะเริ่มโปรดอาจารย์ทั้งสอง แต่มิทันกาล จึงเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ผู้เคยอุปัฏฐากพระองค์ในระหว่างที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  

ทั้งนี้ ผมมีความเห็นว่า ฝ่ายฮินดูอาจมีความเก่าแก่กว่า เพราะระบบคุรุ-ศิษยะนั้น ปรากฏแล้วในวรรณกรรมพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธประวัติ ซึ่งมีการอ้างถึงคุรุของเจ้าชายสิทธัตถะก่อนการตรัสรู้ เช่น อาฬารดาบสและอุทกดาบส ท่านทั้งสองนี้มีอาศรมเป็นของตนเอง จึงเป็นที่น่าเชื่อว่า ศิษย์ทั้งหลายของท่านดาบสทั้งสองน่าจะทำการบูชาท่านในฐานะคุรุใหญ่แล้ว ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสันนิษฐานว่า พระพุทธเจ้าท่านน่าจะคุ้นเคยกับวันสำคัญนี้อยู่บ้าง 

ฉะนั้นการเลือกจะประกาศศาสนาใหม่ของพระองค์ในวันนี้ จึงอาจเป็นเทคนิคของพระองค์ เพื่อให้เหล่าปัญจวัคคีย์ยอมรับพระองค์ในฐานะคุรุคนใหม่ของทั้ง 5 คน หรืออย่างน้อยหากคำสอนของพระองค์ไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ด้วยบรรยากาศของวันคุรุบูชา อะไรๆ อาจจะดีขึ้นมาได้บ้าง 

การตัดสินพระทัยเช่นนี้ของพระพุทธองค์ จึงนับว่าเป็นมูฟที่ชาญฉลาดมาก เพราะเป็นเหมือนการนำม่านประเพณีของศาสนาหนึ่งมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อศาสนาใหม่ของพระองค์ที่กำลังอยู่ในวัยตั้งไข่

แต่ขออนุญาตออกตัวไว้ก่อนนะครับว่า การเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาผมไม่ได้จะบอกว่าสิ่งนี้จะเป็นเรื่องจริง เป็นสัจจะทางประวัติศาสตร์ ผมไม่อาจเข้าไปนั่งอยู่ในใจของพระพุทธองค์ได้อย่างแท้จริง 

และอย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น ข้อเขียนนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่อยากจะชวนคุณผู้อ่านแลกเปลี่ยนกันเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผมก็ได้ หากแต่อยากขอให้คุณผู้อ่านมองประวัติศาสตร์เป็นภาพเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง เมื่อเราเห็นอดีตนั้นมีพลวัต เราจะกล้าคิด กล้ามอง กล้าเล่นกับมัน และเมื่อนั้น เราจะได้ข้อคิดอะไรมากมายจากอดีต ซึ่งนำมาช่วยก่อร่างสร้างปัจจุบันและอนาคตได้อย่างรู้เท่าทัน

ที่มา:

Mlecko, Joel D. (1982). “The Guru in Hindu Tradition”. Numen. 29 (1): 33-61

Sharma, Brijendra Nath (1978). Festivals of India. New Delhi: Abhina Publications.

Wadley, Susan Snow (2005). Essays on North Indian Folk Traditions. New Delhi: Orient Black Swan.

Tags: , , , , , , , , , , , ,