ก่อนอื่นต้องขอกล่าวสวัสดีต่อผู้อ่านทุกท่านว่า ‘สวัสดีวันปีใหม่ไทย’ และ ‘สุขสันต์วันสงกรานต์’
หนึ่งในประเพณีไทย ที่เป็นวันหยุดแห่งชาติ ให้ทุกคนได้กลับบ้านไปรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ หรือเล่นน้ำกับเพื่อนและครอบครัว

สงกรานต์เป็นประเพณีที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก เพราะเมื่อปี 2566 ‘สงกรานต์’ ได้ขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้แห่งมวลมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity: RL) ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ 2003 (2003 Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization: UNESCO) โดยได้ขึ้นทะเบียนในชื่อ สงกรานต์ในประเทศไทย (Songkran in Thailand, Traditional Thai New Year)

การขึ้นทะเบียนวันสงกรานต์ ไม่ใช่เพียงแค่ความภาคภูมิใจของคนไทย แต่ยังเป็นการสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของวันสงกรานต์ ในฐานะประเพณีและมรดกทางวัฒนธรรมไทย ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของสังคมไทยและชุมชน ในการเข้าถึง พัฒนา และสงวนรักษา ประเพณีดังกล่าวแก่คนรุ่นต่อไป

ปัจจุบันสงกรานต์ก็ได้แปรเปลี่ยนสู่การเป็นเทศกาลที่นอกจากคนไทยจะร่วมเฉลิมฉลองแล้ว ยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะจากการแปรเปลี่ยนและพัฒนาตามการเวลา ก็ทำให้สงกรานต์กลายเป็นอีกหนึ่งธีมในการใช้เพื่อการตลาดต่างๆ เช่น คอนเสิร์ต ตลาดนัด หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้า

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้เราจะมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันในคอลัมน์เจนเดอร์ (Gender) จึงอยากหยิบประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่มักถูกมองข้ามมาพูดถึง อย่างการล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Assualt/ Harrassment) 

แน่นอนว่า ‘การล่วงละเมิดทางเพศ’ เป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ แต่ทำไมจึงมักเกิดขึ้นในวันสงกรานต์

อาจเพราะในพื้นที่ที่มีการเล่นสงกรานต์ทำให้ ‘การขอความยินยอม’ (Consent) เลือนลางไป จากการที่ต้องไปเล่นน้ำ-ประแป้ง ในพื้นที่สาธารณะร่วมกับคนแปลกหน้า ที่ทำให้ตามมาซึ่งการประชิดตัว และการจับเนื้อต้องตัว ที่มักเกิดจากการอ้างถึงการเล่น หรือแม้แต่ความเป็นธรรมเนียม

แต่ในความเป็นจริงแล้วมีหลายกรณีมากที่เกิดขึ้นในวันสงกรานต์ อันถือเป็นความรุนแรงทางเพศ ไปจนถึงการล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งการถูกลวนลามทางร่างกาย การถูกลวนลามทางวาจา และการถูกลวนลามทางสายตา ซึ่งเป็นผลจากหลากหลายประการ เช่น ความมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมุมมองในเชิงอำนาจ

มุมมองในเชิงอำนาจ (Power Perspective and Relations) คือ แว่นตาที่ใช้มองสังคม ถึงความสัมพันธ์และความสามารถในการควบคุม บุคคล กลุ่ม หรือสถาบัน ให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องการ ความได้เปรียบทางสังคม หรือแม้แต่การคงไว้ซึ่งอำนาจ

กล่าวคือทัศนคติของคนที่ถูกหล่อหลอมจากปิตาธิปไตย (Patriarchy) หรือระบบชายเป็นใหญ่ ว่าตนสามารถฉวยโอกาสในจับเรือนร่าง และอวัยวะเพศของผู้อื่นได้ หรือแม้แต่การประแป้งด้วยเจตนาคุกคาม อย่างไม่เคารพในสิทธิและเสรีภาพ จากเหตุแห่งการแต่งตัวล่อแหลม หรือการยินยอมให้กระทำเพียงเพราะมาเล่นสงกรานต์ 

เมื่อพูดถึงปิตาธิปไตยแน่นอนว่าเป็นการกล่าวถึงอำนาจในมือของผู้ชาย ที่มอบโอกาสในการกระทำพฤติกรรมต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผลรองรับ แม้จะผิดแค่ไหนก็ตาม แต่ในทางกลับกัน ‘ผู้ชาย’ เองก็ตกเป็นเหยื่อจากโครงสร้างดังกล่าว จากการถูกลวนลาม โดยผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศเช่นกัน

ด้วยโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ และมุมมองในเชิงอำนาจ ได้ส่งเสริมกันให้ ‘การลวนลาม’ เป็นเรื่องปกติ จากการมองว่าไม่เกิดความเสียหายในเชิงกายภาพ หรือ อาการบาดเจ็บ ไปจนถึงความยินยอม จากการเลือกมาเล่นสงกรานต์ในพื้นที่นั้นๆ โดยมักนำไปสู่ ‘การกล่าวโทษเหยื่อ’ (Victim-Blaming) 

การกล่าวโทษเหยื่อ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นประจำ ไม่แม้แต่ช่วงสงกรานต์ เพราะโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ และมุมมองในเชิงอำนาจ ได้พยายามคงไว้ซึ่งอำนาจ จึงสร้างแนวคิดในการกล่าวโทษผู้ถูกกระทำ ว่าเป็นต้นเหตุของเหตุอันตรายนั้นๆ เช่น พฤติกรรมที่แสดงถึงการยินยอมให้เกิดเหตุ และการแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างเหมือนเป็นการเชื้อเชิญ ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนความผิดของผู้กระทำผิดให้มีความชอบธรรม อันส่งผลให้เหยื่อถูกซ้ำเติมทางจิตใจและไม่กล้าร้องเรียนความยุติธรรม ซึ่งมักฝังรากอยู่ในอุดมการณ์ ‘สมมุติฐานที่เที่ยงธรรม’ (Just World Hypothesis) ที่เชื่อว่าคนดีจะไม่ได้รับผลกรรมไม่ดี

แม้ว่าประเทศไทยจะมีการพัฒนากฎหมายที่ครอบคลุมการคุกคาม และความรุนแรงทางเพศมากขึ้นแล้ว แต่การมีอยู่ของกฎหมายเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ หากปราศจากการบังคับใช้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ 

การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในเทศกาลสงกรานต์ ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของตัวบทกฎหมาย แต่คือความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ตั้งแต่ผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย ผู้จัดงาน ไปจนถึงประชาชนทุกคน ในการยืนยันว่า ‘ความสนุกสนาน’ จะต้องไม่ตั้งอยู่บนการละเมิดสิทธิของผู้อื่น เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สงกรานต์ไม่ควรเป็น ‘ข้อยกเว้น’ ของความยินยอม และไม่ควรถูกใช้เป็น ‘ใบอนุญาต’ ในการถูกลวนลาม และการล่วงละเมิดทางเพศผู้อื่น

แม้ว่าประเพณีสงกรานต์ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ที่ได้พัฒนาสู่การเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย และต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ก็ย่อมนำมาซึ่งทั้งโอกาสและความท้าทายควบคู่กันไป เพราะในขณะที่เทศกาลถูกผลิตซ้ำให้กลายเป็นสินค้า และประสบการณ์เพื่อการบริโภคแล้ว ภาพของ ‘ความสนุกแบบไร้ขอบเขต’ ก็เปิดช่องให้พฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศ ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำเชิงลบ ที่เป็นเนื้อเดียวกันกับเทศกาลสงกรานต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามที่ตามมาคือ สงกรานต์กลายเป็นภาพจำของการยินยอมให้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือ ความจริงแล้วปัญหาไม่ใช่การเล่นน้ำ-ประแป้ง แต่อาจเป็นสังคมที่ไม่เคยเรียนรู้ถึงสิทธิในเรือนร่างของผู้อื่น ที่อาจกำลังผลิตซ้ำ ‘วัฒนธรรมแห่งความไม่ปลอดภัย’ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ที่มา:  

https://theactive.thaipbs.or.th/news/safety-20260410-2
https://www.mfa.go.th/th/content/songkran-ich?cate=5d5bcb4e15e39c306000683d
https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/article-victimblame/



Tags: , , , ,