ไม่ว่าผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร แต่คำวินิจฉัยวันนี้จะเป็นบทบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหม่
ไล่เรียงเส้นเวลาให้ชัดอีกครั้ง แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกสมาชิกวุฒิสภา 36 คน ซึ่งก็มีที่มาผิดปกติ ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ด้วยเหตุผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงระหว่างนายกฯ กับสมเด็จ ฮุน เซน (Hun Sen) ประธานวุฒิสภาและองคมนตรีแห่งกัมพูชา โดยหลายจุดถูกวิพากษ์อย่างหนัก
ไม่ว่าจะเป็นการเรียกฮุน เซนว่า ‘อังเคิล’ ไม่ว่าจะเป็นการพูดว่า “แม่ทัพภาคที่ 2 พูดเอาเท่” หรือ “เป็นคนของฝ่ายตรงข้าม” และ “จะเอาอะไรก็ขอให้บอก” รวมถึงพิธีการทูตที่ผิดฝาผิดตัว ใช้โทรศัพท์ส่วนตัวสื่อสาร ไม่มีล่ามทางการ เพราะไม่มีใครเชื่อว่าคลิปเสียงจะหลุด และเชื่อว่า เพื่อนคุณพ่อจะไม่หักหลัง
แต่หารู้ไม่ ฮุน เซนส่งต่อคลิปนี้ให้ 80 คน และกลายเป็นคลิปเสียงที่หักหน้านายกฯ ไทยวัย 39 ปีอย่างรุนแรง
ทั้งหมดนี้ควรเป็นเรื่อง ‘ความรับผิดชอบทางการเมือง’ ซึ่งทั้งแพทองธาร พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึง ‘ประชาชน’ ต้องเป็นผู้ตัดสิน
หลังเกิดเรื่อง ปรากฏว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังตัดสินใจเดินหน้ากันต่อ มี 1 พรรคที่ตัดสินใจถอนตัวโดยอาศัยจังหวะชุลมุนพอดี เสียงปริ่มน้ำไปไม่มาก ก็แปลว่ารัฐนาวานี้ยังไปต่อได้
ขณะเดียวกันแม้จะมีการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไม่กี่วันหลังจากเกิดเรื่อง แต่เสียงก็ยังไม่มากพอในการไล่นายกฯ เท่านี้ก็แปลว่ารัฐบาลยังอยู่ได้
หากจะอยู่ไม่ได้มีด้วยเรื่องเดียวคือด้วย ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ที่ สว.ยื่นถอดถอนด้วยข้อหาว่า แพทองธารผิดจริยธรรมร้ายแรงจากกรณีดังกล่าว
เป็นข้อกล่าวหาเดียวกับที่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ถูกกล่าวหาเมื่อปีที่แล้ว และในที่สุด ก็ถูกให้พ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด
หลักใหญ่ใจความก็คือเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครผิด ‘จริยธรรม’ และ ‘จริยธรรม’ ประเทศนี้คืออะไร ใช้เส้นแบ่งใดมาวัดว่าผิดหรือไม่ผิด
และการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน ที่ไม่ได้มีที่มาจากประชาชน มาตัดสินว่าใครผิดจริยธรรม ก็แปลว่าพวกเขาทั้ง 9 คน มีจริยธรรมสูงส่งกว่าคนอื่นอย่างนั้นหรือ
ปีที่แล้วเพิ่งมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งกล่าวเยาะเย้ยพรรคก้าวไกล ว่า ให้มา ‘ขอบคุณ’ เพราะพรรคก้าวไกลถูกยุบ มีการตั้งพรรคใหม่ ทำให้ได้เงินบริจาคล้นหลามในวันเดียว
เรื่องตลกก็คือตุลาการที่พูดเช่นนี้ เป็นหนึ่งในคนที่มีหน้าที่วินิจฉัยจริยธรรมผู้อื่น
ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ นอกจากการรัฐประหารแล้ว ผลพวงจากรัฐประหารอย่าง ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ก็คือส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่สามารถเดินหน้า อยู่ในสถานะยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก
ประเทศนี้ใช้ศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกฯ หลายต่อหลายคน คัดง้างการแก้รัฐธรรมนูญก็หลายครั้ง ยุบพรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามทหารก็หลายพรรค
เรื่องตลกก็คือ เมื่อมีคนฉีกรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญกลับเงียบกริบ เรื่องตลกก็คือ เมื่อรัฐบาลเป็นรัฐบาลจากรัฐประหาร กลไกศาลรัฐธรรมนูญก็หยุดชะงัก
เป็นสิ่งแปลกปลอมในระบอบประชาธิปไตย และดูเหมือนว่าสถานะของศาลรัฐธรรมนูญคือเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้ามที่ ‘รัฐพันลึก’ ไม่พึงปรารถนาเท่านั้น
ทุกคนล้วนรู้ดีว่า เรื่อง ‘จริยธรรม’ ไม่ใช่ปัจจัยใหญ่เท่ากับว่าแพทองธาร และทักษิณ ชินวัตร ยังมีประโยชน์กับพวกเขาในเกมเดิมอยู่หรือไม่ หรือพวกเขาอยากเปลี่ยนผู้เล่น ไปสู่คณะบุคคลที่พวกเขาคุมได้มากกว่า มีประโยชน์กับพวกเขามากกว่า
เพราะฉะนั้น หากอยากให้ประชาธิปไตยไปต่อ ไม่มีสิ่งผิดปกติมาขีดคั่น ไม่เอาเรื่องจริยธรรมซึ่งเป็นเส้นเบลอๆ อันคลุมเครือมาชี้ถูกชี้ผิด ก็ควรให้แพทองธารได้ไปต่อ แพทองธารไม่ควรต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยวิธีนี้
.และหากไม่ชอบแพทองธาร เรายังมีกลไกประชาธิปไตยอื่นๆ ไม่ว่าจะผ่านกลไกรัฐสภา ให้ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะผ่านการชุมนุมบนท้องถนน เรียกร้องให้แพทองธารแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ด้วยเสียงรัฐบาลวันนี้ พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวเพียงพรรคเดียว รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้แล้ว
สิ่งที่สังคมต้องการคือไม่ใช่การให้คน 9 คน มาชี้ขาดจริยธรรม แต่คือการคืนอำนาจที่เคยใช้กำจัดศัตรูทางการเมือง กลับไปยังผู้แทนประชาชน และประชาชน ในการตัดสินใจว่าใครควรอยู่หรือไป ให้การเมืองเดินต่อไปได้ ไม่ต้องถูกขีดคั่นด้วยเส้นล่องหนของ ‘รัฐพันลึก’ หากต้องตั้งอยู่บนเสียงส่วนใหญ่อย่างแท้จริง
เพราะตราบใดที่การเมืองไทยยังยึดติดอยู่กับ ‘นิติสงคราม’ แทนที่จะเป็นประชาธิปไตย เราก็คงได้แต่เดินวนอยู่ในวงกลม
นี่ไม่ใช่เพียงชะตาของแพทองธารเท่านั้น แต่คือชะตาของประชาธิปไตยไทยทั้งระบบ