ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนถามผมหลายคนว่า รัฐบาลคุณอนุทินจะอยู่ได้นานขนาดไหน เมื่อเต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากลติดต่อกันหลายเรื่อง

เสียงที่ได้ยินมา การจัดการภายในของพรรคภูมิใจไทยก็ยังคล้ายแบบเดิม เป็นกลไกเดียวกับภูมิใจไทยสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลไกเดียวกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เรื่อยไปจนถึงรัฐบาลชุดนี้

และวิธีการทำงานของรัฐมนตรี ของคณะรัฐบาลก็ยังเป็นแบบเดิม แม้จะมี ‘สามแม่ครัว’ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาปะหน้าให้รัฐบาลชุดนี้ดูดี

เป็นความจริงที่ว่า ‘องคาพยพ’ ของสีน้ำเงิน เป็นทุนภูธร ที่ต้องการรวมตัวกันให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ได้อำนาจต่อรอง เพื่อเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจรัฐ แล้วใช้อำนาจรัฐนั้น ทำให้บรรดาบ้านใหญ่สามารถรักษาตัว ขยายวง ทำให้ระบบอุปถัมภ์ยังเดินต่อได้

ขณะเดียวกัน ‘สีน้ำเงิน’ ยังเป็นขั้วการเมืองที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับโครงสร้างอำนาจรัฐพันลึก พวกเขาไม่ต้องการต่อรอง ไม่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างใดๆ ในขณะเดียวกัน ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด พวกเขาทำสิ่งที่บรรดาคณะรัฐประหาร 3 ป.ทำไม่ได้ นั่นคือการชนะเลือกตั้ง

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีหลากเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล ทุกคนจึงเชื่อหมดว่าสีน้ำเงินจะเอาตัวรอด ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีเพราะมีแบ็กที่ดี ต่างจากรัฐบาลก่อนหน้าที่ทำอะไรก็ผิด

ข้อความสั้นๆ ง่ายๆ แต่ความหมายสุดลึกล้ำ ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ จึงเป็นเรื่องปกติที่ไม่ปกติในสังคมไทย เพราะด้วยโครงสร้างอำนาจเช่นนี้ ใครๆ ก็อยากช่วยน้ำเงิน

1. TH-AI Passport ก็ถูกระเบียบแล้วจะทำไม

พลันที่ คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเรื่องโครงการ TH-AI Passport เรื่องนี้เป็นเพียงไม่กี่เรื่องที่ลากยาวต่อเนื่องได้นานนับเดือน

โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท เต็มไปด้วยกระบวนการที่ชวนสงสัย ตั้งแต่การตั้งเป้าให้ประชาชน 5 ล้านคนใช้ AI ระดับพรีเมียมผ่านแพลตฟอร์มกลาง ไม่ได้มีตัวอย่างชัดเจนว่า 5 ล้านคนมีที่มาจากไหน แต่คล้ายกับการนำเงินกองทุนที่เหลือมาหารด้วยต้นทุนต่อหัว กระทั่งได้ตัวเลขเป้าหมายขึ้นมา

มีข้อสังเกตว่า จำนวน 5 ล้านคนไม่ได้เริ่มจากการประเมินความต้องการที่แท้จริง แต่คล้ายกับการนำเงินที่กองทุนมีอยู่มาหารด้วยต้นทุนต่อหัว กระทั่งได้ตัวเลขเป้าหมายขึ้นมา มีรายละเอียด TOR ที่กำหนดให้ประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อจำนวนมาก ทั้งที่สิทธิในการบริหารจอลักษณะดังกล่าวกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย

ขณะเดียวกัน ผู้ชนะการประมูลยังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เคยให้ข้อมูลประกอบการจัดทำราคากลาง ขณะที่การแข่งขันมีผู้ยื่นข้อเสนอไม่มาก และราคาชนะประมูลต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย และผู้ที่ชนะประมูลก็มีความเกี่ยวข้องกับ TOR ที่กำหนดให้ประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ

คุณไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยอมรับว่ารู้จักกับผู้ประกอบการที่ได้รับสัญญา แต่ยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ยอมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ไม่ยอมทบทวนโครงการ แม้แต่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ยอม ‘ลุยไฟ’ เดินหน้าโครงการนี้ต่อ เพราะเชื่อว่าคนไทยต้องการโครงการนี้

ผ่านมาเกือบเดือน คุณพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ยังคงยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ สัญญาถูกลงนามไปแล้ว หน่วยงานรัฐไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ TOR ได้อีก ทำได้เพียงปรับรายละเอียดในการบริหารสัญญา เพื่อให้เปิดใช้งานได้ตามกำหนด

นี่คือความมหัศจรรย์ของระบบราชการไทย ตอนประชาชนตั้งคำถาม รัฐบอกว่าต้องรอกระบวนการ แต่เมื่อประชาชนขอให้หยุด รัฐกลับบอกว่ากระบวนการเดินไปไกลเกินกว่าจะหยุดแล้ว

คำว่า ‘ทำตามระเบียบ’ จึงถูกใช้แทนคำว่า ‘ถูกต้อง’ ทั้งที่ 2 คำนี้ไม่เหมือนกัน หากเรื่องนี้เกิดขึ้นในกระทรวงที่พรรคอื่นดูแล หากผู้ชนะการประมูลรู้จักกับรัฐมนตรีจากพรรคอื่น และหาก TOR เต็มไปด้วยข้อสังเกตแบบเดียวกัน ผมไม่แน่ใจว่าระบบราชการจะใจเย็นได้เท่านี้หรือไม่

แต่เมื่อเป็นสีน้ำเงิน รมว.ดีอีที่มีนามสกุลเช่นนี้ ทุกอย่างดูเหมือนจะอธิบายได้… เดินหน้าโลด 100%

2. กักตุนน้ำมัน เอาผิดใครไม่ได้สักคน

ช่วงวิกฤตน้ำมันเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากถูกตำหนิว่าเป็นต้นเหตุของการขาดแคลน เพราะแห่กันเติมน้ำมันและนำแกลลอนไปรองรับน้ำมันไว้ รัฐบาลใช้คำว่า ‘กักตุน’ กับประชาชนอย่างง่ายดาย นายกฯ อนุทินอธิบายว่า ปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันให้เติม เพราะประชาชนกักเก็บน้ำมันจนเกินความจำเป็น

เวลานั้น The Momentum ลงพื้นที่จริง ชาวบ้าน เกษตรกรหลายคนก็ยอมรับว่า กักตุนจริง เพราะถ้าไม่มีน้ำมันก็หมายความว่า พวกเขาจะเก็บเกี่ยวผลผลิตตามปกติไม่ได้ นำน้ำมันไปเติมเครื่องสูบน้ำ เติมรถกระบะไม่ได้

แต่ลำพังเพียงชาวบ้านกักตุน ไม่มีทางที่แต่ละวันน้ำมันจะหายไปหลายสิบล้านลิตรจนคนต้องรอเติมคิวกันเต็มไปหมด… คำตอบอยู่ทั้งที่หน้าโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมัน

เพราะรัฐบาลประกาศตั้งแต่ต้นว่าจะใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุน รวมถึงบอกเพดานรายวันว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นเท่าไรหากปล่อยลอยตัว

ในเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่กลับพบว่า คลังน้ำมันบางแห่งลดปริมาณการจ่ายน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่โรงกลั่นยังเดินเครื่องเต็มกำลัง พบพฤติการณ์ที่ปั๊มไม่มีน้ำมัน แต่รถขนส่งยังวิ่งไปยังจุดอื่น และพบความผิดปกติระหว่างปริมาณน้ำมันที่ออกจากต้นทางกับน้ำมันที่ไปถึงปลายทาง

การกักตุนน้ำมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และจริงจนมีคนที่ ‘รวยขึ้น’ จากการบังคับใช้นโยบายของรัฐบาล ทว่าหลายเดือนผ่านไป สังคมยังไม่เห็นคำตอบชัดเจนว่า ใครคือผู้ได้ประโยชน์จากวิกฤต ใครเป็นเจ้าของคลัง ใครสั่งลดการจ่ายน้ำมัน ใครนำไปขายให้กลุ่มอื่น และมีใครเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการเมืองหรือไม่

ข้อสรุปของเรื่องนี้คือ รู้ว่ามีน้ำมันถูกกักไว้ แต่ไม่รู้ว่าใครต้องรับผิด รู้ว่าประชาชนเดือดร้อน แต่ไม่รู้ว่าใครต้องชดใช้ รู้ว่ามีคนทำกำไรในช่วงที่คนทั้งประเทศต่อแถวเติมน้ำมัน แต่ไม่รู้ว่ากำไรเหล่านั้นไหลไปอยู่ที่ใคร

เมื่อเรื่องเงียบลง ราคาน้ำมันลดลง และวิกฤตผ่านพ้นไป ความรับผิดก็หายไปพร้อมกัน นี่คือ Delaying Tactic อีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ต้องประกาศว่าใครผิด เพียงปล่อยให้เวลาผ่านไปจนประชาชนเหนื่อย จนสื่อย้ายไปทำข่าวอื่น และจนความโกรธของสังคมหมดอายุไปเอง

3. คดีฮั้ว สว.: ยิ่งช้า คนฮั้วยิ่งได้ประโยชน์

หากมีการแข่งขันเพื่อหาว่าการฮั้วแบบใดน่าเกลียดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย การฮั้วเลือก สว.ครั้งที่ผ่านมาอาจติดอันดับต้นๆ

เพราะนี่ไม่ใช่การซื้อเสียงในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ไม่ใช่การแจกเงินเพื่อขอคะแนนจากชาวบ้าน แต่คือการเข้าไปยึดครองสภาสูง หาช่องว่างของระบบ ถมเงินเข้าไป จนสามารถยึดวุฒิสภา กุมสภาพการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ยึดอำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ผ่านด่าน สว.สีน้ำเงินให้ได้

แผนยึดสภาสูง เริ่มตั้งแต่การจัดหาคนมาลงสมัคร มีวอร์รูมจัดทำโพย มีคลิปเสียง มีพยานบุคคล มีแพตเทิร์นการลงคะแนนที่สอดคล้องกัน ทั้งยังพบเส้นทางการโอนจ่ายเงินให้กับบรรดาคนที่จัดตั้งมา ต้องลงคะแนนเหมือนกัน

ในวันนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็รู้ดีว่าเรื่องนี้ผิดปกติ กกต.พูดในสถานที่เลือกกันเองของ สว.ว่า ใครมีโพยขอให้เก็บ จะเป็น สว.แล้ว อย่าทุจริตเลย แต่ไม่กี่วันมานี้ เลขาธิการ กกต.กลับออกมาปกป้องว่า การมีโพยไม่ผิด ศาลตัดสินแล้ว

สิ่งสำคัญที่ตามหลังการฮั้ว สว.ก็คือ ผ่านมา 2 ปี ดูเหมือนทุกองคาพยพพร้อมใจกัน ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ เพราะยังไม่มีใครผิดสักคน แม้หลักฐานทุกอย่างจะโจ่งแจ้ง แม้ทุกขั้นตอนจะดูเหมือนผิดปกติ แต่ก็เหมือนเรื่องอื่นๆ เป็นความผิดปกติภายใต้ระเบียบ ภายใต้กฎหมาย ถูกต้องทุกประการ

คณะไต่สวนเคยมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ก่อนจะมีชั้นพิจารณาอีกชุดหนึ่งที่มีรายงานเสนอให้ยกคำร้อง และเรื่องทั้งหมดถูกส่งต่อไปยัง กกต.ชุดใหญ่ กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี กกต.ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และยืนยันว่าไม่ได้ดำเนินการล่าช้า แต่คำถามคือ ต้องใช้เวลานานเพียงใดจึงจะเรียกว่าช้า

ระหว่างที่ กกต.ตรวจเอกสารด้วยการใช้ Delaying Tactic โดยบอกว่า มีเอกสารเป็นพัน เป็นหมื่นหน้า ทำให้คดีแสนจะล่าช้า สว.ชุดนี้ก็ใช้อำนาจไปแล้ว ลงมติไปแล้ว เลือกบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรสำคัญ และเป็นกลไกค้ำยันอำนาจทางการเมืองไปแล้วนาน 2 ปี

และระบอบสีน้ำเงินยังคงทำงานต่อไป หากสุดท้าย กกต.ยกคำร้องทั้งที่มีหลักฐานมากมายปรากฏต่อสาธารณะ สิ่งที่พังไม่ใช่เพียงคดีหนึ่ง แต่คือความน่าเชื่อถือทั้งหมดขององค์กรที่เรียกตัวเองว่า ‘อิสระ’

หากกระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้นกับกลุ่มก้อนการเมืองอื่น นี่จะกลายเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ จะกลายเป็น ‘เผด็จการรัฐสภา’

แต่เมื่อสีน้ำเงินทำงานเป็นแขนขากับรัฐพันลึกเป็นอย่างดี และเป็นรัฐพันลึกที่ไม่มีใครคิดจะต่อสู้ ทุกฝ่ายก็ดูใจเย็นอย่างน่าอัศจรรย์

4. รัฐพันลึกไม่จำเป็นต้องออกคำสั่ง

ทั้งหมดกลายเป็นฉันทมติใหม่ว่า ต้องช่วยน้ำเงินไว้ก่อน เพราะน้ำเงินคือเสถียรภาพ น้ำเงินคือความปลอดภัย และน้ำเงินคือกำแพงป้องกันไม่ให้การเมืองเคลื่อนไปไกลกว่าที่ชนชั้นนำยอมรับได้

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า พรรคภูมิใจไทยจงรักภักดีหรือไม่ ไม่ใช่ว่าพรรคนี้อยู่ข้างสถาบันหลักของประเทศหรือไม่ และไม่ใช่ว่าพรรคนี้มี ‘แบ็ก’ แข็งแรงเพียงใด

และสุดท้าย เราเชื่อโดยสนิทใจหรือว่า ประเทศไทยภายใต้เครือข่ายนี้ไม่มีคอร์รัปชัน ไม่เอื้อพวกพ้อง ไม่ใช้ระบบราชการเป็นแขนขา ไม่พยายามสืบทอดอำนาจให้ยาวนานที่สุด

เพราะทุกระบบ ทุกกลไก พร้อมใจกัน ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ กันหมดแล้ว

อันที่จริง ผมเห็นว่าช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่ต้องตั้งหลัก หันกลับมามองกันอย่างจริงจังว่า นิยามของรัฐบาลที่ดี นิยามของระบอบประชาธิปไตยที่ดีนั้นเป็นอย่างไร เป็นรัฐบาลที่ทำทุกอย่างตามระเบียบ กฎหมาย ทั้งที่ระเบียบ กฎหมายนั้นบิดเบี้ยวทั้งกระบิ เป็นรัฐบาลที่องค์กรตรวจสอบยืนยันว่าโปร่งใส โดยที่องค์กรอิสระเป็นของเขา อย่างนั้นหรือ

หากทุกเรื่องยังถูกปิดบัง ถ่วงเวลา และอธิบายด้วยคำว่า ‘ทำตามขั้นตอน’ ต่อไปเรื่อยๆ ประชาชนย่อมมีสิทธิสงสัยว่า เรากำลังอยู่ในประเทศที่กฎหมายมีไว้ ‘ตรวจสอบ’ ผู้มีอำนาจ หรือมีไว้ ‘คุ้มครอง’ ผู้มีอำนาจกันแน่

เพราะท้ายที่สุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่น้ำเงินแข็งแรงเกินไปเท่านั้น แต่คือระบบตรวจสอบทั้งหมดที่อ่อนแอเกินไป เมื่อเผชิญหน้ากับน้ำเงิน ในเวลาเดียวกัน ประชาชนก็รู้สึกอ่อนล้ามากไปเช่นเดียวกัน เพราะไม่รู้ว่ากำลังสู้อยู่กับอะไร หรือกำลังสู้อยู่กับอำนาจที่ไม่มีทางสู้ได้

ทั้งหมด เป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคนไทย คือภาพสะท้อนของประเทศที่อำนาจสามารถออกแบบความถูกต้องให้ตัวเองได้ ออกแบบความชอบธรรมให้ตัวเองได้ และออกแบบกระบวนการตรวจสอบให้ช้าเร็วตามประโยชน์ของตัวเองได้

และตราบใดที่ประเทศนี้ยังมีใครคอยช่วยสักสี คอยส่งเสียง ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ให้รอดจากคำถามของประชาชน ประชาชนย่อมไม่มีทางอยู่ภายใต้ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ

ประชาธิปไตยไม่ได้ถูก ‘เซาะกร่อนบ่อนทำลาย’ ผ่านนักการเมืองที่ไร้คุณภาพเท่านั้น แต่จะพังพาบจริงๆ ในวันที่ทุกคนเห็นว่ามีอะไรผิดปกติชัดเจน แต่ทั้งระบบกลับพร้อมใจกันบอกว่า “ไม่เห็นมีอะไรผิดเลย”

Tags: , , , ,