ในอดีต หลายพื้นที่ของประเทศไทยมักเผชิญกับปัญหาภัยแล้ง แม้จะมีฝนตกตามฤดูกาล ทว่าประชาชนยังคงขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร โดยหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญปัญหานี้คือภาคเหนือของประเทศ

เพื่อให้ประชาชนเข้าถึง ‘น้ำ’ ที่เป็นทรัพยากรทรงคุณค่า กรมชลประทานจึงนำนวัตกรรมที่จะช่วยให้พื้นที่ที่เคยประสบปัญหาภัยแล้งมาก่อน มีน้ำใช้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำที่จะช่วยกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน และส่งน้ำให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในช่วงที่พวกเขาต้องการ

จากพระราชดำริ สู่แหล่งน้ำแห่งชีวิต

หนึ่งในโครงการอ่างเก็บน้ำในภาคเหนือที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างและมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2570 คือโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ที่ไม่เพียงจะช่วยให้พื้นที่ที่เคยมีปัญหาขาดแคลนน้ำมีน้ำใช้ แต่ยังช่วยชะลอและลดปริมาณน้ำหลากในช่วงฤดูฝน ไม่ให้ไหลเข้าท่วมชุมชนอย่างรวดเร็วและรุนแรงอีกด้วย

The Momentum พูดคุยกับ นายชาคริต ไทยประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 2 รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 1 ถึงความเป็นมา ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเมื่อเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ และรายละเอียดด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกา

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2537 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบภัยแล้งที่บ้านกองวะ หมู่ที่ 7 ตำบลโป่งทุ่ง อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่

สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดลำพูน รายงานว่า ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น ราษฎรได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานความช่วยเหลือในการจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่และหมู่บ้านใกล้เคียงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับทำเกษตรกรรม รวมทั้งการอุปโภคบริโภค จึงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาความเป็นไปได้ในการสร้างอ่างเก็บน้ำ

ศึกษารอบด้าน พัฒนาแหล่งน้ำควบคู่ดูแลชุมชน

ภายหลังจากมีพระราชดำริ กรมชลประทานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ โดยพิจารณาก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำบนลำน้ำห้วยจะกา บริเวณบ้านแม่ลาน หมู่ที่ 3 ตำบลแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

“เหตุผลสำคัญที่ทำให้กรมชลประทานเลือกสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์และการเป็นแหล่งต้นน้ำ” นายชาคริตกล่าวถึงเหตุผลในการเลือกพื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยจะกา

เขาเสริมว่า นอกจากลำน้ำห้วยจะกาจะเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่มีปริมาณน้ำท่าเพียงพอแล้ว ลักษณะทางกายภาพ ธรณีวิทยา และความลาดชัน ยังมีความเหมาะสมในการสร้างอ่างเก็บน้ำ ที่สำคัญคือ การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในบริเวณดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ของราษฎร ตามความต้องการของกรมชลประทานที่พยายามหลีกเลี่ยงการเวนคืนที่ดินจากประชาชนให้มากที่สุด อีกทั้งยังแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับพื้นที่ตั้งแต่อำเภอลี้ ลงไปจนถึงอำเภอดอยเต่า ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการอีกด้วย

นายชาคริตยังให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่โครงการดังกล่าวใช้เวลานานนับตั้งแต่ปี 2537 จนเริ่มดำเนินการก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรมประมาณปี 2566 นั้น เนื่องจากกรมชลประทานต้องดำเนินการสำรวจและศึกษาพื้นที่อย่างละเอียดรอบคอบ โดยพิจารณาผลกระทบหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือประเด็นการเวนคืนที่ดินและประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้

“ในส่วนของที่ทำกินของราษฎร กรมชลประทานดำเนินการจ่ายค่าชดเชยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามหลักเกณฑ์ครบแล้ว ส่วนผลกระทบต่อถนน รพช. สายอำเภอลี้-บ้านเด่น-บ้านแม่ลาน กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างถนนทดแทนใหม่ระยะทาง 2 กิโลเมตร ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จ สำหรับด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ จากการตรวจสอบแผนที่แสดงการจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และแผนที่แสดงชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ พบว่าอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาตั้งอยู่ในพื้นที่กันออกจากเขตป่าสงวน จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนการก่อสร้างโครงการ” นายชาคริตระบุ

เติมน้ำต้นทุน สร้างโอกาสทำกิน ยกระดับคุณภาพชีวิต

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีลักษณะทางวิศวกรรมแบบเขื่อนดินถมแบ่งโซน (Zoned Earthfill Dam) ความสูง 17.50 เมตร ความยาวสันเขื่อน 465 เมตร ความกว้างสันเขื่อนประมาณ 8 เมตร และออกแบบให้กักเก็บน้ำที่ระดับเก็บกักปกติได้ 1.92 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2570 ตามแผนงาน ซึ่งนายชาคริตระบุว่า โครงการยังคงดำเนินงานตามแผนที่กำหนด

นายชาคริตยังให้ข้อมูลว่า โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาจะทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเพาะปลูกและการอุปโภคบริโภค โดยสามารถส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในช่วงฤดูฝน 1,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งกว่า 300 ไร่

“นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และขยายพันธุ์สัตว์น้ำ รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรมีโอกาสประกอบอาชีพทางการเกษตรเพิ่มขึ้น”

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริเสร็จสมบูรณ์และเริ่มใช้งานมาสักระยะหนึ่ง กรมชลประทานจะมีการพัฒนา ติดตาม ประเมินผล และพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานของโครงการ

“เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว เราจะไม่ทิ้งให้โครงการเป็นภาระ แต่จะมีการดูแลบำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำต่อไปอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลในส่วนของการบำรุงรักษาและการซ่อมแซม”

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นับเป็นอีกหนึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สะท้อนถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างยั่งยืน จากความต้องการแหล่งน้ำของราษฎร สู่การดำเนินงานของกรมชลประทานที่มุ่งเพิ่มน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ควบคู่กับการบรรเทาปัญหาน้ำหลากและการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพราะการพัฒนาแหล่งน้ำไม่ได้เป็นเพียงการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในวันนี้ แต่คือการสร้างโอกาส ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชนในวันข้างหน้า

Tags: , , , , , , , , ,